ณัฐจิรา ตั้งข้อสังเกตสิทธิผู้สูงอายุ 4 ประเด็น หลัง กสม. ได้สถานะเอ

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๖ · ๑๐ สิงหาคม ๒๕๖๖

ณัฐจิรา อิ่มวิเศษ ชื่นชมคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติที่ได้รับการปรับสถานะเป็นระดับเอ พร้อมตั้งข้อสังเกตและหารือประเด็นสิทธิผู้สูงอายุในสี่ด้าน ได้แก่ ความพร้อมของสังคมไทยต่อการก้าวสู่สังคมผู้สูงอายุ การเข้าถึงบริการสาธารณะและเทคโนโลยี โอกาสในการทำงานของผู้สูงอายุที่ยังมีศักยภาพ และการคุ้มครองสิทธิจากกรณีละเมิดที่เกิดขึ้นจริง โดยเน้นย้ำความจำเป็นในการพัฒนานโยบายที่มีคุณธรรม เอื้ออาทร และมีข้อมูลเชิงลึกเพื่อการเยียวยาและส่งเสริมคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน

นางสาวณัฐจิรา อิ่มวิเศษ นครราชสีมา

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพค่ะ ดิฉันนางสาวณัฐจิรา อิ่มวิเศษ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคเพื่อไทย นครราชสีมา เขต ๔ อำเภอสูงเนิน อำเภอขามทะเลสอ อำเภอโนนไทย ๗ ตำบล ก่อนอื่น ขอขอบคุณท่านคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ แล้วก็คณะทำงานทุกท่านที่ทำงาน อย่างเต็มที่ภายใต้ข้อจำกัดเพื่อสิทธิ ประโยชน์สิทธิของประชาชน ดิฉันเข้าใจว่าอำนาจหน้าที่ ของท่านหลากหลายและกว้างขวาง และดิฉันขอชื่นชมและยินดีคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน แห่งชาติที่ปรับเลื่อนจากระดับ B เป็น A จากที่ดิฉันได้อ่านรายงานของท่านนะคะ ดิฉันมีข้อสงสัย และข้อสังเกตเกี่ยวกับสิทธิผู้สูงอายุอยู่ ๔ ประเด็น

ประเด็นแรก ประเทศไทยถูกประกาศเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยอย่างสมบูรณ์ เมื่อปีที่แล้ว โดยมีจำนวนผู้สูงอายุ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ และในอีกไม่กี่ปีโครงสร้างประชากร จะเปลี่ยนไปในปี ๒๕๘๓ จำนวนผู้สูงอายุจะเพิ่มเป็น ๒๐ ล้านคน หรือ ๑ ใน ๓ ของประชากรทั้งหมด ทาง กสม. มีข้อแนะนำหรือคำแนะนำอย่างไรให้กลุ่มบุคคลที่จะเข้าสู่ วัยสูงอายุรวมถึงแผนงาน เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการรับมือสังคมผู้สูงอายุอย่างไรบ้าง ที่จะสามารถคุ้มครองสิทธิของเขาให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากกลุ่มผู้สูงอายุ มีอัตราที่สูงขึ้น แล้วก็กลุ่มผู้สูงอายุถือเป็นกลุ่มเปราะบางเพราะจากการรายงานสถานการณ์ เมื่อ ๒-๓ ปีที่แล้ว การแพร่ระบาดของ COVID-19 กลุ่มผู้สูงอายุถือว่าเป็นกลุ่มผู้เปราะบางมาก แล้วในช่วงนั้นมีการแพร่ระบาดอย่างรุนแรง และกลุ่มผู้สูงอายุป่วยด้วยโรคเรื้อรังด้วยค่ะ ไม่ได้รับการรักษาจากแพทย์อย่างต่อเนื่อง เนื่องจากมีข้อจำกัดในการเข้าถึงเทคโนโลยี และขั้นตอนกระบวนการในการลงทะเบียนที่ยุ่งยาก นอกจากนี้ในการแพร่ระบาดนะคะ กลุ่มผู้สูงอายุมักจะเป็นแรงงานกลุ่มแรกที่ถูกเลิกจ้างค่ะ และเป็นกลุ่มที่มีอุปสรรค ในการเข้าถึงมาตรการรัฐเรื่องการเยียวยา เนื่องจากข้อจำกัดทางด้านความสามารถ ในการใช้เทคโนโลยีด้วย แล้วก็ขาดอุปกรณ์ที่จำเป็นในการลงทะเบียน จากข้อมูล ในการรายงานได้มีการคาดการณ์ว่าในอนาคตอาจจะขาดแคลนบุคลากรที่จะมาทำหน้าที่ ในการดูแลผู้สูงอายุ จึงต้องมีการพึ่งพาเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมต่าง ๆ เพื่อดูแลผู้สูงอายุ เพิ่มมากขึ้น แต่จากสถานการณ์ต่าง ๆ ที่ผ่านมา กลุ่มผู้สูงอายุกลับเป็นกลุ่มที่ขาดโอกาส ในการเข้าถึงบริการต่าง ๆ ของภาครัฐ เพียงเพราะว่าไม่สามารถเข้าถึงเทคโนโลยี ในช่วงนี้ทาง กสม.มีแนวทางช่วยเหลือผู้สูงอายุอย่างไร เพื่อไม่ให้กลุ่มผู้สูงอายุเป็นกลุ่มบุคคล ที่ถูกทิ้งไว้ข้างหลังเพราะความรู้ความสามารถทางเทคโนโลยีเข้าไม่ถึงนะคะ ส่วนใหญ่ ในปัจจุบันโรงพยาบาลหรือสถานที่ต่าง ๆ นำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ทั้งการรักษาพยาบาล ทางไกล และการช่วยเหลือหรือเยียวยาต่าง ๆ อันนี้ประเด็นแรกค่ะ

ประเด็นที่ ๒ ที่ดิฉันตั้งคำถามก็คือในการส่งเสริมและการคุ้มครองสิทธิ มนุษยชนของผู้สูงอายุ คือการดูแลผู้สูงอายุ สามารถดำรงชีวิตอย่างมีคุณภาพ มีศักดิ์ศรี โดยให้ผู้สูงอายุที่ยังสามารถทำงานได้ ต้องการทำงานเข้าถึงโอกาสค่ะ ให้เขามีโอกาส ในการทำงานที่เหมาะสม แต่จากผลการส่งเสริมศักยภาพและความสามารถในการประกอบ อาชีพ เช่น การจ้างงาน ซึ่งดำเนินงานโดยกรมการจัดหางาน งบประมาณปี ๒๕๖๕ สามารถ ดำเนินงานให้ผู้สูงอายุมีงานทำ มีรายได้เป็นผู้ประกันตนในระบบประกันสังคมตามมาตรา ๓๓ จำนวน ๑๗๗,๖๘๓ คน ถึงแม้ว่าจะเพิ่มขึ้นจากในปี ๒๕๖๔ ก็ตาม แต่กลับลดน้อยลงกว่า ปี ๒๕๖๓ เกือบ ๗๐,๐๐๐ คนค่ะท่าน ทั้ง ๆ ที่ในปี ๒๕๖๕ ประเทศไทยได้รับการประกาศว่า เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ และจากสถิติผู้สูงอายุในไทยปี ๒๕๖๕ ของกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย พบว่ามีจำนวนของผู้สูงอายุอยู่ ๑๒ ล้านกว่าคน ซึ่งเมื่อเทียบกับสถิติ ของผู้สูงอายุที่มีงานทำและมีรายได้เป็นผู้ประกันตนในระบบประกันสังคมคิดเป็นร้อยละ ๑.๓๙ ของผู้สูงอายุทั้งหมด และถ้านำมาเปรียบเทียบกับกลุ่มผู้สูงอายุที่ถือว่ายังมีศักยภาพ ในการทำงานที่ดีอยู่ ก็คือช่วงอายุ ๖๐-๖๙ ปี ซึ่งมีจำนวน ๗ ล้านกว่าคน คิดเป็นร้อยละ ๒.๔๙ ของจำนวนผู้สูงอายุ ซึ่งถือว่าเป็นอัตราที่น้อยมาก และจากข้อมูลของสถาบันวิจัยประชากร และสังคมของมหาวิทยาลัยมหิดล สำรวจพบว่าผู้สูงอายุมีรายได้น้อยยังต้องรับเงินจากบุตรหลานอยู่ ๕๗.๗ เปอร์เซ็นต์นะคะ ซึ่งในอนาคตจะมีกลุ่มผู้สูงอายุที่ครองโสดเพิ่มขึ้น มีจำนวนบุตรที่ลดลงหรือไม่มีบุตร มีสัดส่วน ผู้ไม่มีบุตรเพิ่มขึ้น ทำให้แหล่งรายได้หลักของผู้สูงอายุในอนาคตจะมีการเปลี่ยนแปลงไปจาก ปัจจุบัน ไม่มีแหล่งรายได้จากบุตรและคู่สมรสแล้วนะคะ ในส่วนนี้จึงอยากสอบถามทาง กสม. นะคะว่าจะมีคำแนะนำไหมหรือมีการวางแผนงานและแนวทางในการดำเนินงาน อย่างไรเพื่อคุ้มครองสิทธิของผู้สูงอายุให้สามารถเข้าถึงการทำงาน มีรายได้เพิ่มมากขึ้น ที่เพียงพอต่อการดำเนินชีวิตให้มีคุณภาพที่ดีขึ้นค่ะ

ประเด็นที่ ๓ จากรายงานสถิติการรับเรื่องร้องเรียนของ กสม. รวมทั้งสิ้น ๑,๑๔๙ เรื่อง พบว่าเป็นเรื่องเกี่ยวกับสิทธิผู้สูงอายุจำนวน ๑ เรื่องแต่จากสถานการละเมิดสิทธิ ผู้สูงอายุในปี ๒๕๖๕ พบเหตุการณ์เกิดขึ้นหลายกรณี เช่น ในข่าวทีวีต่าง ๆ เช่น กรณีผู้สูงอายุ จำนวนมากถูกล่ามโซ่ไว้ในศูนย์ผู้ดูแลผู้สูงอายุแห่งหนึ่ง กรณีหญิงสูงอายุถูกคนร้ายใช้อาวุธ ทำร้ายร่างกายและข่มขืนค่ะ และกรณีผู้สูงอายุถูกทอดทิ้งปล่อยให้อยู่คนเดียวในบ้านพัก จนมีสภาพร่างกายที่ซูบผอมนะคะ อันนี้ก็คือเป็นกรณีในข่าวนะคะ แต่กรณีในพื้นที่ของ เมย์เองก็มีค่ะ ถูกทอดทิ้งไว้คนเดียวก็เป็นผู้ป่วยติดเตียง ส่วนตัวเมย์เองได้เข้าไปเยี่ยม ๑ ครั้ง ก็เกิดความคิดว่าอยากให้มีมาตรการที่ดูแลและเยียวยาเขามากกว่านี้ค่ะ อันนี้ก็จากรายงาน พบว่า กสม. มีรายได้ที่เพิ่มขึ้น อย่างเช่นค่าใช้จ่ายฝึกอบรมเพิ่มขึ้น ๔ ล้านกว่าบาทในปี ๒๕๖๕ แต่คิดว่าในหลาย ๆ ท่านก็พูดเรื่องค่าใช้จ่ายไปแล้วนะคะ ที่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นหลายส่วนเลยค่ะ อย่างไรก็ตามที่ตั้งข้อสังเกตไปและซักถามไปก็เพื่อเรียกร้องสิทธิให้ชาวบ้านให้ผู้พิการ ให้ผู้ป่วย ติดเตียงหรือผู้สูงอายุ อยากให้ท่านลงพื้นที่เชิงลึกมากกว่านี้ จะเก็บข้อมูลในการวิเคราะห์ เพื่อปฏิบัติงานและพัฒนางานได้ดียิ่งขึ้น ดิฉันเองลงพื้นที่สูงเนิน อำเภอขามทะเลสอ อำเภอโนนไทย ทราบเลยค่ะว่ามีผู้ป่วยติดเตียงเพิ่มขึ้นเยอะจริง ๆ แล้วก็ผู้พิการ แล้วยิ่งต่อไป อยู่ในสังคมวัยผู้สูงวัยนะคะ ดิฉันในฐานะตัวแทนชาวบ้านจากที่ตั้งคำถามไปขอให้พัฒนา ให้ดีขึ้น ตามความหมายก็คือความมีคุณธรรม ความเอื้ออาทรระหว่างเพื่อนมนุษย์ ขอบคุณค่ะ