ชลธิชา แจ้งเร็ว อภิปรายบทบาทของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติที่ยังขาดประสิทธิภาพในการติดตามและตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะกรณีที่เกี่ยวข้องกับผู้มีอำนาจและเรื่องความมั่นคงของรัฐ พร้อมเรียกร้องให้ปรับปรุงโครงสร้างและรายงานของ กสม. ให้มีความกล้าหาญ ชัดเจน และวิเคราะห์ลึกซึ้งยิ่งขึ้น เพื่อคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนตามมาตรฐานสากลและสร้างความร่วมมือกับภาคประชาสังคมอย่างแท้จริง
เรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ดิฉัน นางสาวชลธิชา แจ้งเร็ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดปทุมธานี เขตเทศบาลท่าโขง และตำบลคลองสาม จากพรรคก้าวไกลค่ะ ก่อนอื่นดิฉันขอขอบคุณคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน แห่งชาติหรือ กสม. ที่ยังคงบทบาทในการติดตามสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในทุกมิติ และพยายามที่จะเสนอแนวทางในการแก้ไขปัญหาต่อรัฐบาลภายใต้ข้อจำกัดที่รัดกุม และตัวองค์กร โดยในวันนี้ดิฉันขออภิปรายในฐานะเพื่อนที่ช่วยกันทำงานขับเคลื่อน ในประเด็นเรื่องสิทธิมนุษยชนในมาตรฐานสากลไปด้วยกัน โดยเมื่ออ่านรายงานแล้ว ดิฉันอาจพูดได้ว่า กสม. ยังต้องการความกล้าหาญในการชี้ให้เห็นถึงต้นตอของปัญหา สิทธิมนุษยชนในบ้านเรา นั่นคือการที่องคาพยพของรัฐไม่ยินยอมให้ประชาชนทุกคนมีสิทธิ เสรีภาพอย่างเท่าเทียมกัน และต่อไปนี้จะเป็นเหตุผล ๒ ประการของดิฉันว่าทำไมดิฉันถึงพูด ดังกล่าวนะคะขอ Slide ถัดไปด้วยค่ะ
เหตุผลแรกก็คือเรื่องของการรับเรื่องร้องเรียนและการตรวจสอบการละเมิด สิทธิที่เกิดขึ้น ดิฉันชื่นชมระบบการร้องเรียนต่าง ๆ ของ กสม. ที่ประชาชนสามารถเข้าถึง ได้ง่าย แล้วก็สามารถติดตามเรื่องได้ โดยในรายงานของ กสม. เองก็มีสถิติการรับ เรื่องร้องเรียนต่าง ๆ ที่ค่อนข้างชัดเจนอยู่แล้ว แต่จากที่ดิฉันได้รับฟังความคิดเห็น จากภาคประชาสังคม ดิฉันพบว่าในกรณีที่จะร้องเรียนปัญหาที่เกี่ยวข้องกับผู้ที่มีอำนาจ ของรัฐหรือกระทบกับความมั่นคงของรัฐช่องทางการร้องเรียนต่าง ๆ เหล่านี้ดูเหมือน จะไม่เป็นผลและดูเหมือนจะไม่เห็นถึงความพยายามของ กสม. อย่างสุดความสามารถ ในการผลักดันเพื่อให้มีการตรวจสอบแล้วก็การติดตามเรื่องต่าง ๆ เหล่านี้ ขอ Slide ถัดไปด้วยค่ะ ตัวอย่างก็จะเป็นเช่นกรณีของการถูกอุ้มหายและอุ้มฆ่านักกิจกรรมชาวไทย ที่ลี้ภัยในประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งในประเด็นนี้เดี๋ยวจะมีเพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จากพรรคก้าวไกลอภิปรายต่อไปนะคะ หรือกรณีที่ผู้ชุมนุมถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจสลายการชุมนุม อย่างรุนแรงซึ่งขัดกับมาตรฐานสากล นอกจากการรับเรื่องร้องเรียนของ กสม. แล้ว จริง ๆ กสม. เองก็มีบทบาทในการตรวจสอบการละเมิดสิทธิในพื้นที่ โดยดิฉันมีข้อสังเกตว่า กสม. ตีความอำนาจของตัวเองตามกฎหมายให้แคบจนไม่สามารถที่จะดำเนินบทบาท ในการตรวจสอบเชิงรุกในบางกรณีได้ อย่างเช่น การสังเกตการณ์คดีฟ้องร้องกลั่นแกล้ง เพื่อปิดปาก ซึ่งมักจะเกี่ยวข้องกับนายทุนใหญ่และคดีการเมืองที่เกี่ยวข้องกับการใช้สิทธิ และเสรีภาพของประชาชน หรือการเข้าตรวจสอบการละเมิดสิทธิในต่างแดนที่มีการลงทุน ของคนไทย อีกทั้ง กสม. เองก็มีบทบาทในการเข้ามาสังเกตการชุมนุมทางการเมืองในช่วงที่ผ่านมา อย่างมีความหมาย อย่างมีนัยน้อยจนเกินไป โดยในส่วนนี้ดิฉันมีข้อเสนอแนะต่อ กสม. ๒ เรื่องด้วยกันนะคะ ๑. ต้องปรับปรุงโครงสร้างในการทำงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็น ที่เกี่ยวข้องกับสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง เพื่อให้ภาคประชาสังคมมั่นใจได้ว่าทุกเรื่อง ร้องเรียนที่เขาร้องเรียนเข้าไปทาง กสม. เองจะผลักดันอย่างเต็มที่ ๒. คือการขยายขอบเขต อำนาจให้มีบทบาทของการตรวจสอบการละเมิดสิทธิเชิงรุก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกระบวนการ ยุติธรรม เช่นการสังเกตคดีทางการเมืองและรวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้องเพื่อทำเป็นรายงาน ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายต่อผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง
เหตุผลข้อที่ ๒ ก็คือเรื่องของความครอบคลุมข้อเท็จจริง และการวิเคราะห์ สถานการณ์ในรายงาน ดิฉันชื่นชมค่ะ ในรายงานฉบับนี้ครอบคลุมสถานการณ์ สิทธิมนุษยชนไว้ค่อนข้างสมบูรณ์ แต่อย่างไรก็ตาม ดิฉันพบว่ายังขาดข้อเท็จจริงที่สำคัญที่ เกี่ยวข้องกับผู้ที่มีอำนาจ ซึ่งมักจะมีหน้าที่ในการคุกคามประชาชนและขาดการชี้ชัด อย่างตรงไปตรงมาว่าผู้ที่มีอำนาจเหล่านี้ละเมิดกฎหมายสิทธิมนุษยชนตามมาตรฐานสากล อย่างไรบ้าง โดยดิฉันขอยกตัวอย่างดังนี้ค่ะ กรณีแรกก็คือกรณีของการสลายการชุมนุม ของกลุ่มราษฎรหยุด APEC เมื่อวันที่ ๑๘ พฤศจิกายน เมื่อปีที่แล้วแต่ในรายงานฉบับนี้ไม่ได้ ระบุให้เห็นถึงความรุนแรงที่เกิดขึ้น ในเหตุการณ์คุณพายุ บุญโสภณ ซึ่งเป็นเพื่อนของ ดิฉันเอง เป็นหนึ่งในผู้ชุมนุมที่ถูกยิงด้วยกระสุนยางเข้าที่ตาขวาจนตาบอด และมีผู้ชุมนุม อีกอย่างน้อย ๕ คนที่ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจ คฝ. ใช้ก็กระสุนยางยิงบริเวณร่างกายด้านบนขึ้นไป ซึ่งขัดกับมาตรฐานสากลอย่างแน่นอนนะคะ
อีก ๑ ตัวอย่างก็คือเรื่องของกรณีที่ศาลไม่ให้สิทธิในการประกันตัวเพื่อต่อสู้คดี อย่างเป็นธรรม โดยเฉพาะกับผู้ต้องหาในคดีมาตรา ๑๑๒ หรือหมิ่นประมาทกษัตริย์ หรือการกำหนดเงื่อนไขประกันตัวที่ปัจจุบันมักจะถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางว่า ถูกใช้เป็นเครื่องมือในการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของประชาชน ไม่ได้สั ดส่วน และที่สำคัญคือการขัด กับหลักการสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นผู้บริสุทธิ์นะคะ เช่น คำสั่งให้ ใส่กำไล EM กับนักกิจกรรม ถึงแม้ว่าจะไม่มีพฤติการณ์ของการหลบหนี หรือว่าการไปยุ่งเหยิง กับพยานหลักฐาน หรือคำสั่งห้ามเข้าร่วมการชุมนุม หรือคำสั่งห้ามกระทำความผิดซ้ำ เป็นต้น ซึ่งในรายงานฉบับนี้ของ กสม. ไม่ได้ระบุข้อเท็จจริงดังกล่าวไว้ อีกทั้งในรายงาน ฉบับนี้ของ กสม. เองก็ไม่ได้ชี้ให้เห็นถึงข้อบกพร่องของมาตรา ๑๑๒ ว่าขัดกับกฎหมาย สิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศหรือ ICCPR อย่างไรบ้าง แม้ว่าในช่วงที่ผ่านมาเอง ผู้รายงานพิเศษและคณะทำงานของ UN จะมีความเห็นต่อปัญหาทั้งในเรื่องของการบังคับใช้ กฎหมายและบทบัญญัติของมาตรา ๑๑๒ ไว้ และมีข้อแนะนำ ข้อเสนอแนะต่อรัฐบาลไทย มาโดยตลอดก็ตามนะคะ
อีก ๑ ตัวอย่างสุดท้ายก็คือ เรื่องของการบังคับใช้กฎหมายป้องกันการ ฟ้องร้องกลั่นแกล้งเพื่อปิดปากหรือว่า Anti-SLAPP Law ซึ่งในรายงานของ กสม. เอง ก็ไม่ได้ระบุ ไม่ได้วิเคราะห์ลงลึกไปให้เห็นถึงปัญหาว่าเหตุใดองค์กรและบุคลากร ในวงการอัยการและศาลจึงไม่ปรากฏกรณีตัวอย่างที่ชัดเจนในการใช้กฎหมายดังกล่าว ซึ่งในส่วนนี้ดิฉันก็ขอแนะนำว่าในช่วงที่ผ่านมาเองมีงานสัมมนาของภาคประชาสังคมที่จัดขึ้น ในหัวข้อปฏิบัติการตบปากด้วยกฎหมายสู่การมี Anti-SLAPP Law ในประเทศไทย ก็หวังว่าจะเป็นข้อมูลที่มีประโยชน์ต่อ กสม. นะคะ ซึ่งในส่วนนี้ดิฉันมีข้อเสนอแนะกับ กสม. ๒ ประการด้วยกัน ประการแรก ในรายงานถัดไปของ กสม. จะต้องครอบคลุมถึง สถานการณ์ขณะที่ทำให้ผู้อ่านเข้าใจถึงสถานการณ์สิทธิได้อย่างชัดเจนมากขึ้น ที่สำคัญ คือต้องไม่ลดทอนมิติความรุนแรงที่เกิดขึ้นของผู้ละเมิดนะคะ ประการที่ ๒ ในรายงานถัดไป ของ กสม. จะต้องประเมินวิเคราะห์สถานการณ์ให้ผู้อ่านเข้าใจอย่างชัดเจนว่าการกระทำ ในลักษณะใดบ้างที่เป็นการกระทำที่ขัดหรือละเมิดกับสิทธิมนุษยชนตามมาตรฐานสากล
สุดท้ายค่ะ ทั้งหมดนี้ที่ดิฉันกล่าวมาชี้ให้เห็นว่าในการทำงานของ กสม. ยังมีท่าทีในลักษณะของความเกรงใจต่อองคาพยพของรัฐ จนไปลดทอนบทบาทที่สำคัญ ที่จำเป็นของ กสม. ลง โดยดิฉันขอสนับสนุนให้ กสม. สร้างความไว้วางใจให้กับภาคประชาสังคม ในการทำงานขับเคลื่อนสิทธิมนุษยชนนะคะ ในลักษณะที่กล้าเผชิญหน้ากับต้นตอของปัญหา ไปด้วยกันนะคะ ขอบคุณค่ะ