ธิษะณา เปิดงบ กกต. เสนอใช้ EVM เพิ่มโปร่งใส-ลดบัตรเสีย

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๕ · ๙ สิงหาคม ๒๕๖๖

ธิษะณา ชุณหะวัณ อภิปรายเกี่ยวกับงบประมาณของ กกต. โดยเน้นย้ำความสำคัญของการเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตย พร้อมเสนอให้ใช้เครื่องลงคะแนนอิเล็กทรอนิกส์เพื่อเพิ่มความโปร่งใส ลดปัญหาบัตรเสียและการซื้อเสียง พร้อมยกตัวอย่างความสำเร็จจากอินเดียสนับสนุนข้อเสนอ

นางสาวธิษะณา ชุณหะวัณ กรุงเทพมหานคร

สวัสดีประธานที่เคารพ ดิฉัน ธิษะณา ชุณหะวัณ สส. แบบแบ่งเขต กรุงเทพมหานคร เขต ๒ หรือเขตปทุมวัน เขตสาทร และเขตราชเทวี วันนี้ดิฉันมาอภิปรายเกี่ยวกับเรื่องงบประมาณของ กกต. นะคะ

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)

ประเทศไทยของเรา ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยที่อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน หนึ่งในปัจจัยสำคัญ ที่ทำให้ประเทศไทยมีความเป็นประชาธิปไตยคือการเลือกตั้ง การเลือกตั้งเป็นการเปิดโอกาส ให้ประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยได้เข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการประชาธิปไตย ในการเลือกตัวแทนของเขาเข้าไปทำหน้าที่ในรัฐสภา เข้าไปแก้ไขกฎหมายและวางกฎระเบียบ แนวทางของสังคม เพื่อดำเนินกิจการใด ๆ ของรัฐที่จะส่งผลต่อการพัฒนาชีวิต สังคม เศรษฐกิจและการเมืองของประชาชนในประเทศไทย การเลือกตั้งจึงถือเป็นเครื่องมือ แสดงออกถึงเจตนารมณ์ ซึ่งจำเป็นที่จะต้องเป็นเจตนารมณ์ที่ Free and Fair หรืออิสระ และยุติธรรม ปราศจากการแทรกแซงกระบวนการตัดสินใจหรือบิดเบือนเจตนารมณ์ และจิตสำนึกของประชาชน แต่ทว่าที่ผ่านมากระบวนการเลือกตั้งกลับพบปัญหาหลาย ๆ อย่าง ไม่ว่าจะเป็นปัญหาเรื่องการรายงานว่ามีการซื้อเสียงหรือเกิดบัตรเขย่ง เกิดปัญหาไฟดับที่หน่วย นับคะแนนเลือกตั้ง กลับกลายเป็นว่าคนที่ ๒ กระโดดคะแนนนำขึ้นมาบ้าง หรือบัตรเสียกว่า ๒ ล้านใบในปี ๒๕๖๒ และ ๓ ล้านใบในปี ๒๕๖๖ ปัญหาเหล่านี้เรามักจะได้เห็นกันทุกครั้ง เมื่อมีการเลือกตั้ง การเลือกตั้งจะไม่สามารถสะท้อนเจตนารมณ์และจิตสำนึกของพี่น้อง ประชาชนหากไม่เข้ากับหลักเกณฑ์การเลือกตั้งที่เป็นประชาธิปไตยอย่างเต็ม ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ในกระบวนการขั้นพื้นฐานยังคงประสบปัญหาอุปสรรคต่าง ๆ เป็นคำถามต่อสังคมในวงกว้าง วันนี้ดิฉันจึงจะอภิปราย หนึ่งในองค์ประกอบสำคัญของการเลือกตั้งนั่นคือเครื่องลงคะแนนเสียง เลือกตั้งค่ะ ก่อนจะเข้าประเด็นดิฉันขออ้างอิงตัวเลขงบประมาณการจัดการเลือกตั้งซ่อม ปีงบประมาณ ๒๕๖๔ ในรายงานนี้ระบุว่าการเลือกตั้งในปี ๒๕๖๔ มีการใช้งบประมาณ ซึ่งมาจากภาษีของประชาชนกว่า ๙ ล้านบาทในการเลือกตั้งซ่อม โดยคิดเป็นค่าวัสดุอุปกรณ์ ค่าพิมพ์บัตรเลือกตั้ง รวมถึงค่าใช้สอยต่าง ๆ เป็นเงินเกือบ ๔ ล้านบาทค่ะท่านประธาน ซึ่งถือว่าเป็นจำนวนเงินที่สูงทีเดียวสำหรับการเลือกตั้งเมื่อเทียบกับสากลโลก ดิฉันจะขอ อธิบายถึง e-Voting สั้น ๆ ระบบการลงคะแนนเสียงทางอิเล็กทรอนิกส์ คือนำระบบ อิเล็กทรอนิกส์มาใช้ในการลงคะแนนหรือนับคะแนนเสียงทดแทนบัตรคะแนนเสียง เพื่อช่วยปรับปรุงการเลือกตั้ง ลดต้นทุนในการผลิต ลดระยะเวลาในการลงคะแนนเสียง เพิ่มความสะดวกสบายในการนับคะแนนเสียงและการลงคะแนนเสียงที่ถูกต้อง ไม่มีบัตรเสียค่ะ นับคะแนนได้อย่างโปร่งใส ถูกต้อง และรวดเร็ว ทำให้สามารถทราบผลเลือกตั้งได้ภายในทันที ค่ะทุกท่าน E-Voting ได้ใช้ในหลาย ๆ ประเทศ อย่างเช่น ประเทศอินเดียมีประชากรเยอะ ที่สุดในโลกตอนเดือนสิงหาคม ๒๕๖๖ ที่ผ่านมาแซงจีนไปแล้ว เอสโตเนีย สหราชอาณาจักร สหรัฐอเมริกา และนอร์เวย์ เป็นต้นค่ะ การลงคะแนนเสียงอิเล็กทรอนิกส์แบ่งได้เป็น ๒ ประเภท หลัก ๆ คือการลงคะแนนเสียงด้วยเครื่องเลือกตั้งแบบอิเล็กทรอนิกส์ ถ้าใช้เครื่องเลือกตั้ง ไม่สามารถที่จะแทรกแซงได้ เพราะว่าไม่ได้เชื่อมต่อกับ Internet ทำให้เครื่องลงคะแนนเสียงนั้น ปลอดภัยจากการแทรกแซงหรือการ Hack จากภายนอก และแหล่งที่ ๒ ก็คือ E-Voting หรือการลงคะแนนเสียงผ่าน Internet แต่ดิฉันขอเน้นประเภทลงคะแนนเสียงผ่าน อิเล็กทรอนิกส์นะคะ เพราะว่า I-Voting หรือผ่าน Internet นี่ก็ยังมีข้อครหาหรือว่า ข้อวิพากษ์วิจารณ์มากมายเนื่องจากความเป็นส่วนตัวในการลงคะแนนเสียงด้วย การลงคะแนนเสียงทางอิเล็กทรอนิกส์ด้วยเครื่องอิเล็กทรอนิกส์หรือ E-Voting Machine หรือที่เรียกว่า EVM ในหน่วยเลือกตั้งเครื่องดังกล่าวยังได้ใช้ในการลงคะแนนและนับคะแนน เลือกตั้งอีก สำหรับการใช้งานเพื่อให้เห็นภาพจะขอยกตัวอย่างคืออินเดีย ซึ่งดิฉันบอกไปแล้วว่า ขณะนี้มีประชากร ๑.๔ พันล้านคน คนมากเป็นอันดับ ๑ แซงจากประเทศจีนนะคะ เขาจึง ต้องทำการเลือกตั้งให้เป็นไปอย่างรวดเร็วและสะดวกสบายสำหรับประชากรที่มากขนาดนี้ อินเดียเป็นตัวอย่างประเทศที่ขึ้นชื่อในการใช้ EVM ในการเลือกตั้งโดยเริ่มตั้งแต่ปี ๑๙๗๗ และ EVM ตั้งอยู่ในหน่วยเลือกตั้งให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งโดยการกดปุ่ม มีความโปร่งใส ในการตรวจสอบ แล้วก็เครื่องพิมพ์ผลการเลือกตั้งด้วยกระดาษโดยทันทีเมื่อเลือกตั้งเสร็จ เชื่อมต่อเข้ากับระบบ EVM เพื่อให้ผู้ลงคะแนนเสียงสามารถตรวจสอบได้ว่าผลโหวตของตน ถูกต้องตามที่ลงคะแนนได้แล้วหรือไม่ และเมื่อเสร็จแล้วจะมีการ Print slip ออกมาเป็น หลักฐานว่าได้ลงคะแนนเสียงเรียบร้อยแล้วนะคะ นอกจากนี้อินเดียยังมีกฎหมายที่ระบุว่า จะต้องมีเครื่องลงคะแนนเสียงในทุก ๆ ๒ กิโลเมตรจากบ้านเรือนของผู้คนที่มีประชากร อินเดียมากกว่า ๑,๓๐๐ ล้านคน ในการเลือกตั้งทั่วไปใน ค.ศ. ๒๐๑๙ ที่ผ่านมามีผู้สิทธิ เลือกตั้งกว่า ๙๐๐ ล้านคน มากกว่าจำนวนประชากรผู้มีสิทธิเลือกตั้งของไทยหลายเท่าตัว แต่ทว่าก็ยังสามารถจัดให้มีการเลือกตั้งที่ Free and Fair จนได้รับขนานนามว่าเป็นประเทศ ที่มีประชาธิปไตยที่ขนาดใหญ่ที่สุดในโลกนะคะ แล้วตัวแปรสำคัญก็คือเครื่อง EVM นั่นเอง จากการสืบค้นข้อมูลพบว่าเครื่อง EVM ในประเทศเราหรือที่เรียกว่า Thai Voting Machine มีการทำการศึกษาอยู่หลายครั้งถึงความคุ้มค่า ประสิทธิภาพ และแผนการนำมาใช้ และยังได้มี การทดลองใช้กับการเลือกตั้งขนาดย่อมตามหน่วยงานรัฐ รัฐวิสาหกิจ และการเลือกตั้ง ภายในของพรรคการเมือง และในปัจจุบันเครื่อง TVM ของ กกต. ถูกนำมาพัฒนาจนมี ทั้งหมด ๔ รุ่น แต่ทว่ายังไม่ได้ถูกนำมาใช้อย่างเป็นทางการกับการเลือกตั้งระดับชาติ เพราะเหตุใดคะ จากข้อมูลของอนุกรรมาธิการพัฒนาการเมืองและประสิทธิภาพการเลือกตั้ง ในปี ๒๕๖๓ ที่ดิฉันนั่งเป็นที่ปรึกษาประจำคณะอนุกรรมาธิการได้ไปสำรวจเครื่อง TVM มีราคาอยู่ที่ ๔๐๐,๐๐๐ บาทต่อเครื่อง หากนำมาใช้ในการเลือกตั้งของไทยโดยการวางไว้ ในทุก ๆ หน่วยจะเป็นหน่วยละ ๑-๒ เครื่อง จะมีจำนวนงบประมาณ ๒,๐๐๐ ล้านบาท ในเดือนมกราคม ๒๕๕๔ วันที่ ๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๘ งบประมาณ ๑,๕๐๐ ล้านบาท และวันที่ ๒ เมษายน ๒๕๔๙ งบประมาณ ๒,๑๕๙ ล้านบาท วันที่ ๒๓ ธันวาคม ๒๕๕๐ งบประมาณ ๒,๕๒๑ ล้านบาท และในวันที่ ๒๔ มีนาคม ๒๕๖๒ มีงบประมาณ ๔,๒๒๐ ล้านบาท วันที่ ๑๔ พฤษภาคม ๒๕๖๖ งบประมาณ ๕,๙๔๕ ล้านบาท ดังกราฟที่เห็นนะคะ จะเห็นว่า เราสามารถที่จะนำงบประมาณบางส่วนมาลงทุนกับเครื่อง EVM เพื่อความคุ้มค่าในระยะยาว เมื่อเทียบกันกับเครื่อง EVM ในราคาที่ของไทยผลิตได้ ๔๐๐,๐๐๐ บาทต่อเครื่อง ตอนนี้ เรามีอยู่เพียง ๒๐๐ เครื่อง แต่ดิฉันได้สอบถามกับวิทยุการบินแล้ว เขาก็แจ้งว่าถ้าเราผลิต ๑,๐๐๐ เครื่องขึ้นไปจะได้ราคา ๑๐๐,๐๐๐ บาท แต่เมื่อเทียบกับประเทศอินเดียแล้ว เขาได้ราคาการผลิต ๗,๒๐๐ บาทต่อเครื่อง ในขณะที่เครื่อง EVM ของไทยที่ผลิตโดย วิทยุการบิน ๔๐๐,๐๐๐ บาทต่อเครื่องอย่างที่ดิฉันแจ้งให้ฟังข้างต้น ซึ่งถ้าเราต้องการ ปริมาณมากที่สุดถึง ๑๐๐,๐๐๐ เครื่อง สำหรับ ๑๐๐,๐๐๐ หน่วยเลือกตั้ง ราคาจะตกที่ ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท และเมื่อเทียบกับราคาผู้ผลิตที่อินเดียอยู่ที่เครื่องละ ๗,๒๐๐ บาท จะเป็นเงินสูงสุดเพียง ๗๒๐ ล้านบาทเท่านั้น สำหรับ ๑๐๐,๐๐๐ หน่วยทั่วประเทศ และราคาถูกกว่าวิทยุการบินถึง ๑,๓๘๙ เปอร์เซ็นต์ หมายเหตุนะคะ ราคาของวิทยุการบิน ที่ดิฉันยกตัวอย่างมาเป็นราคาที่ผูกขาดโดยผู้ผลิตแต่เพียงเจ้าเดียว ไม่มีการเปิดประกวดราคา ที่ต่ำที่สุดกับบริษัทเอกชน นั่นหมายความว่าหากมีการประมูลราคาอย่างโปร่งใส มีการสรรหา ผู้เสนอราคาที่ต่ำกว่านี้ย่อมประหยัดงบประมาณแผ่นดินได้มากกว่าเดิม หากพิจารณาราคา ดูแล้วมีจำนวนที่สูงมากเมื่อเทียบกับผู้ผลิตต่างประเทศ ก็สามารถนำเข้าจากต่างประเทศได้ เช่นเดียวกันนะคะ ในส่วนที่ดิฉันจะฝากคำถาม ๒ ข้อ ก็คือ ๑. เหตุใดจึงไม่มีการเปิดเผย ข้อมูลการประมูลราคาเพื่อหาผู้ผลิตฝั่งเอกชนที่เปิดเผยสู่สาธารณชน ๒. ทำไมราคาผู้ผลิต ในไทยจึงสูงกว่าผู้ผลิตในต่างประเทศถึง ๑,๓๐๐ เท่า เมื่อนำงบประมาณที่ต้องการใช้ซื้อ เครื่อง EVM มาเทียบกับจำนวนหน่วยเลือกตั้งทั้งหมดในปี ๒๕๖๖ ประมาณค่าไปเลยว่า ๑๐๐,๐๐๐ หน่วย ใช้หน่วยละ ๑ เครื่อง ก็จะเป็นจำนวนทั้งสิ้น ๗,๒๐๐-๑๐,๐๐๐ ล้านบาท ในส่วนอุปกรณ์ ซึ่งเมื่อเทียบกับค่าใช้จ่ายเลือกตั้งในปี ๒๕๖๖ ภารกิจจัดการเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรก็จะอยู่ที่ ๒,๙๐๐ กว่าล้านบาท อ้างอิงจากค่าใช้จ่ายในการควบคุม และจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ดำเนินการโดย กกต. นะคะ พบว่ามีจำนวน เพียง ๒๕ เปอร์เซ็นต์ในกรณีนำเข้า ๗,๒๐๐ บาทต่อเครื่อง และแพงกว่า ๓ เท่าตัวของงบ ส่วนนี้ในการเลือกตั้ง หากผลิตในราคาที่สูงที่สุดสำหรับวิทยุการบินก็คือ ๑๐๐,๐๐๐ บาท ต่อเครื่องนั่นเองค่ะ เพื่อให้ภาพความคุ้มค่ามากยิ่งขึ้นจึงอยากยกตัวอย่างสถานการณ์จำลอง ถ้าการเลือกตั้งปี ๒๕๖๖ มีงบสำหรับภารกิจจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จำนวน ๒,๙๐๐ ล้านบาท จำนวนเงินในก้อนนี้มีส่วนที่ใช้ไปกับค่าอุปกรณ์ เช่น กระดาษ ค่า Print สี ค่าพิมพ์บัตรเลือกตั้ง ค่าคูหา ค่ากล่อง หากลงทุนซื้อเครื่อง EVM มามากที่สุด ๑๐๐,๐๐๐ เครื่อง เครื่องละ ๒๐,๐๐๐ บาท จากการประมาณค่ายื่นซองจะคิดเป็น ๒,๐๐๐ ล้านบาท เมื่อพิจารณาอายุการใช้งานสมมุติว่า ๒๐ ปี จำนวนเลือกตั้ง ๕ ครั้งตามครรลอง ประชาธิปไตยปกติจะเท่ากับว่างบประมาณที่ใช้ไปกับลงทุนเครื่อง EVM บวกลบเท่ากับ ๔๐๐ ล้านบาทต่อปีเพียงเท่านั้น และหากนำเข้าจากผู้ผลิตที่สามารถผลิตได้ราคาถูกกว่า อินเดียก็คือ ๗,๐๐๐ บาทต่อเครื่อง เครื่อง EVM ๑๐๐,๐๐๐ เครื่องจะมีจำนวนเพียง ๗๒๐ ล้านบาทต่อปีเพียงเท่านั้นนะคะ และเมื่อพิจารณาอายุการใช้งาน ๒๐ ปีตามครรลอง ประชาธิปไตยจะเท่ากับว่างบประมาณที่ใช้ไปกับการลงทุนซื้อเครื่อง EVM จะเป็นบวกลบ ๑๔๕ ล้านบาทต่อปี หมายเหตุนะคะ จำนวนเต็มอาจจะน้อยกว่านี้มากถ้าเกิดถูกกว่า ค่าอุปกรณ์ที่ใช้ในการเลือกตั้งในแต่ละครั้ง นี่ก็ยังไม่รวมกับการนำมาใช้สำหรับการเลือกตั้ง ท้องถิ่นจำนวนมาก และไม่คิดถึงความคุ้มค่าเมื่อเทียบกับอายุการใช้งานระยะยาวค่ะ