ธีระชัย แสนแก้ว แสดงความกังวลต่อพระราชกำหนดเกี่ยวกับภาษีและข้อตกลงการแลกเปลี่ยนข้อมูลทางการเงินอัตโนมัติ โดยมองว่าอาจส่งผลเสียต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติและไม่สอดคล้องกับหลักคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล จึงเรียกร้องให้รัฐบาลพิจารณาอย่างรอบคอบ เน้นความปลอดภัยของข้อมูล การบังคับใช้ที่เป็นธรรมและโปร่งใส เพื่อป้องกันความเสียเปรียบจากข้อตกลงระหว่างประเทศและรักษาผลประโยชน์ของชาติไว้
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายธีระชัย แสนแก้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี เขต ๗ ซึ่งประกอบ ไปด้วยอำเภอกุมภวาปี อำเภอประจักษ์ศิลปาคม และอำเภอเมือง ท่านประธานที่เคารพครับ ก่อนที่ผมจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับพระราชกำหนดฉบับนี้ ถ้าพูดถึงเรื่องภาษี ผมเป็นกังวลครับ กังวลจริง ๆ เพราะกังวลในระดับภายในประเทศแล้วยังกังวลในระดับ ต่างชาติด้วยครับท่านประธาน ผมขออนุญาตท่านประธานผ่านไปยังคณะรัฐมนตรี ท่านรัฐมนตรีและผู้ที่เกี่ยวข้องในเรื่องนี้ครับว่า กระผมได้ติดตามกฎหมายฉบับนี้ จาก Website ของกรมสรรพากรแจ้งว่าประเทศไทยจะเข้าร่วมเป็นสมาชิกของภาคี ความตกลงการลงทุนพหุภาคีระหว่างเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจในการแลกเปลี่ยนข้อมูล ทางการเงินแบบอัตโนมัติ ตั้งแต่ปี ๒๕๖๐ นั่นหมายความว่าเราเป็นสมาชิกได้ ๖ ปีแล้ว ใช่ไหมครับท่าน เพราะฉะนั้นในเมื่อข้อตกลงพหุภาคีเกี่ยวกับเรื่องนี้จะต้องให้ประเทศสมาชิก ต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จตามมาตรฐานสากลนะครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งต้องเสร็จสิ้น ภายในกันยายน ๒๕๖๖ นั่นหมายความว่าเรามีเวลาไม่ถึง ๒ เดือน ผมเห็นใจนะครับ และนอกจากนี้ผมก็ได้ไปติดตามการประชุม ติดตามประชุมสภาผู้แทนราษฎรชุดที่แล้ว ชุดที่ ๒๕ ก็ทราบว่ารัฐบาลชุดก่อนได้เสนอพระราชบัญญัตินี้เข้ามา แล้วก็ไม่ผ่าน ผ่านแค่วาระแรก วาระ ๒ วาระ ๓ ไม่ผ่าน กระผมก็ติดตามดูรู้สึกว่าสภาล่มบ่อยนะครับ เพราะฉะนั้นผมเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรชุดนี้มีความกังวลเหลือเกินในการที่ท่านเสนอ พระราชกำหนดฉบับนี้เข้ามา เพราะฉะนั้นผมอยากจะขอกราบเรียนกับท่านนะครับว่า ผมจะเอาประสบการณ์ขององค์การต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับระหว่างประเทศนี่นะครับ กระผม ขอยกตัวอย่าง ในอดีตที่ผ่านมานั้นการเซ็นสัญญาข้อตกลงระหว่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็น WTO เราก็ไปทำข้อตกลงที่เสียเปรียบกับสหรัฐอเมริกาและกลุ่มสหภาพยุโรปมาแล้ว โดยสหรัฐอเมริกาและกลุ่มประเทศสหภาพยุโรปสามารถอุดหนุนสินค้าทางด้านการเกษตร ได้อย่างมหาศาล แต่ประเทศไทยไปทำความตกลงสามารถอุดหนุนสินค้าทางด้านการเกษตร ได้เพียงปีละ ๑๙,๐๐๐ ล้านบาทเท่านั้นครับท่านประธานครับ นี่คือความเสียเปรียบ จะเห็นได้ว่าเป็นจำนวนเงินเล็กน้อยเท่านั้นเองที่ได้รับการอุดหนุนนะครับ เพราะฉะนั้น อยากจะขอเรียนกับท่านทั้งหลายว่าปัญหาเหล่านี้ได้เกิดขึ้นนะครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ประเทศบราซิลซึ่งเป็นประเทศผู้ส่งออกน้ำตาลอันดับ ๑ ของโลก ไทยอันดับ ๒ ของโลก และบราซิลก็ขู่รัฐบาลที่แล้วว่าจะฟ้อง แต่รัฐบาลก็ปอดแหกนะครับ แล้วก็ตกลงให้เรา ร่างกฎหมายโน่นนี่นั่นให้ทำตามต่างประเทศเขาอย่างนี้ความเสียเปรียบอย่างนี้ผมไม่อยากให้ เกิดขึ้นกับเรื่องพระราชกำหนดฉบับนี้เช่นเดียวกัน
อีกตัวอย่างหนึ่งกรณีปัญหาโลกร้อน ก็เช่นเดียวกันประเทศอุตสาหกรรม โดยเฉพาะประเทศสหรัฐอเมริกา กลุ่มสหภาพยุโรป ญี่ปุ่น ไม่ยอมลงนามในสัญญา ว่าด้วยการปล่อยสารพิษภาคอุตสาหกรรม โดยอ้างว่ายังไม่มีความพร้อมและขอขยายเวลา ต่อไปเรื่อย ๆ แต่ประเทศไทยกลับบังคับพี่น้องเกษตรกร เผาอ้อยก็ไม่ได้ เผาตอซังก็ไม่ได้ ทั้ง ๆ ที่มลภาวะเป็นพิษเพียงเล็กน้อยเท่านั้นเองนะครับ ซึ่งเอาหลักการนี้ไปเป็นนโยบาย อย่างใหญ่หลวงเลยครับ พระราชกำหนดฉบับนี้ก็เช่นเดียวกันเป็นลักษณะที่บังคับประเทศไทย ต้องดำเนินการด้านข้อมูลภาษีอากรของผู้ลงทุนในประเทศไทย โดยให้ออกกฎหมายบังคับ ให้ประเทศไทยส่งข้อมูลการค้า การลงทุน เงินฝาก เงินซื้อขายหุ้น ตลอดจนธุรกรรมต่าง ๆ ของนักลงทุนต่างประเทศกลับไปประเทศคู่สัญญาต้นทางของนักลงทุนประเทศนั้น ๆ เพื่อให้เปิดเผยข้อมูลส่วนตัวเป็นความลับทางการค้า และความลับของประเทศไทยนะครับ นี่ละครับซึ่งเป็นเหตุที่จะทำให้นักลงทุนที่มาลงทุนในประเทศเขาเกิดความลังเลใจ ไม่ต้องการ จะเข้ามาลงทุน เพราะมันก็จะตามจิกตามจี้ให้เราส่งข้อมูลไป แล้วเสร็จเรียบร้อยแล้วก็จะมีปัญหา จะเห็นได้ว่ากรณีที่เกี่ยวข้องกับเรื่องเงิน ข้อมูลของต่างประเทศ นักลงทุน บัญชีเงินฝาก ในประเทศสวิตเซอร์แลนด์นี่ครับ อังกฤษ หรือแม้แต่สหรัฐอเมริกา ก็ถือเป็นความลับลูกค้า ทำให้ประเทศต่าง ๆ โดยเฉพาะประเทศโลกที่สาม หรือประเทศสีเทาทั้งหลายที่นำเงินเถื่อน ทั้งหลายไปฝากและไปลงทุนในประเทศเหล่านั้น ท่านประธานที่เคารพครับ ก็จะทำให้ นักลงทุนที่จะนำเงินมาลงทุนในประเทศไทยน้อยลง พระราชกำหนดฉบับนี้ยังให้อำนาจ กระทรวงการคลังไปออกกฎอีกต่อหนึ่ง ไม่มีความรอบคอบและไปก่อให้เกิดความเสียหาย ให้กับประเทศชาติเหมือนกรณีอื่น ๆ หรือไม่ ท่านครับ ตามพระราชกำหนดฉบับนี้ประเทศไทย ต้องเปิดเผยข้อมูลและบัญชีเงินฝาก เงินเสียภาษี ตลอดจนการลงทุนให้กับประเทศต้นทาง โดยมาตรา ๕ ได้กำหนดให้อธิบดีกรมสรรพากรมีอำนาจออกคำสั่งหรือหนังสืออื่นใด ส่งไปยังประชาชนที่ต้องการจัดทำและส่งบรรดาข้อมูลบัญชีทางการเงิน คำชี้แจง เอกสาร ต่าง ๆ ให้กับอธิบดีนะครับ ใครจะลงทุนต้องเรียกมาหมดครับ กฎหมายมาตรา ๕ นี่ครับ ข้อมูลข่าวสารมันปิดบังไม่ได้นะครับ เพราะฉะนั้นตรงจุดนี้กฎหมาย PDPA ที่เราพูดกันอยู่นี้ มันไม่ปกป้องพี่น้องประชาชนเลยครับ นั่นละก็เป็นกฎหมายที่ออกอย่างเร่งรีบขาดความ รอบคอบ พี่น้องประชาชนนักลงทุนให้ความเชื่อถือในกฎหมายได้อย่างไรนะครับ ยังมีทั้งปัญหาที่ปฏิบัติ เช่น ปัญหาการตรวจสอบภาษีซื้อขายสินค้า Online Platform ต่าง ๆ และสินทรัพย์ดิจิทัลท่านจะดำเนินการอย่างไรท่านรัฐมนตรีให้เกิดความเท่าเทียมระหว่าง พี่น้องประชาชนทางการค้าของตลาดสด ท่านมีแนวความคิดในการที่จะเก็บข้อมูลสินค้า Online และสินทรัพย์หรือไม่ ปัญหาความปลอดภัยในด้านข้อมูลซึ่งเมื่อเช้าผมก็พูดแล้วนะครับ เพราะฉะนั้นตรงนี้เป็นสิ่งที่สำคัญซึ่งท่านได้วางระบบในการจัดเก็บให้มีความน่าที่จะ มีความปลอดภัยมากน้อยเพียงใด และปัญหาในการป้องกันไม่ให้มีผู้แอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ ของรัฐผู้มีอำนาจที่จะต้องถึงเพื่อโจรกรรมข้อมูลต่าง ๆ ทางด้านการเงินของประชาชน ไปใช้ประโยชน์ ท่านวางแผนป้องกันไว้อย่างไรครับ