สิทธิพล สนับสนุนกฎหมายป้องกันหลบเลี่ยงภาษี

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๔ · ๓ สิงหาคม ๒๕๖๖

สิทธิพล วิบูลย์ธนากุล อภิปรายสนับสนุนหลักการพระราชกำหนดป้องกันการหลบเลี่ยงภาษี แต่ตั้งข้อสังเกตถึงความคุ้มค่า ต้นทุนการสูญเสียข้อมูลส่วนบุคคล และเรียกร้องให้รัฐบาลชี้แจงแผนปฏิบัติ ตัวชี้วัดผลลัพธ์ และประโยชน์ที่ชัดเจน โดยเสนอให้เน้นกลุ่มเป้าหมายเป็นบริษัทข้ามชาติและผู้มั่งคั่งสูง พร้อมตั้งคำถามถึงความพร้อมของหน่วยงานในการวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ และย้ำความจำเป็นในการดำเนินการควบคู่กับกระบวนการจัดการที่มีประสิทธิภาพเพื่อป้องกันการคอร์รัปชัน ฟอกเงิน และการสนับสนุนอาชญากรรม

นายสิทธิพล วิบูลย์ธนากุล แบบบัญชีรายชื่อ

เรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ผม สิทธิพล วิบูลย์ธนากุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ก่อนอื่นผมขอชี้แจงว่าผมเห็นด้วยในหลักการและภาพรวมของพระราชกำหนดฉบับนี้ เชื่อว่าพระราชกำหนดฉบับนี้จะช่วยทำให้รัฐบาลโดยเฉพาะอย่างยิ่งกระทรวงการคลังมี ประสิทธิภาพ มีศักยภาพมากขึ้นในการจัดเก็บภาษี อย่างไรก็ตามผมมีประเด็นที่จะอภิปราย กับท่านประธานและเพื่อนสมาชิก ๒-๓ เรื่อง พร้อมทั้งตั้งคำถามไปยังรัฐบาลรวมถึงผู้ชี้แจง แน่นอนครับ กฎหมายฉบับนี้เป้าประสงค์หลักคือเพื่อป้องกันการหลบเลี่ยงภาษี ปัญหาหลบเลี่ยงภาษีเป็นปัญหาที่รัฐบาลทั่วโลกเผชิญ สาระสำคัญก็คือบริษัทธุรกิจขนาดใหญ่ มักจะนำกำไรไปไว้ยังประเทศที่อัตราภาษีต่ำ ๆ หรือไม่เก็บภาษี ดังนั้นการที่เราจะป้องกัน ปัญหานี้ได้หนีไม่พ้นต้องทำความร่วมมือกับนานาประเทศ หลายท่านอาจไม่ทราบนะครับ แต่ละปีทั่วโลกมีการหลบเลี่ยงภาษีทั้งสิ้นประมาณ ๔.๗ แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็น เงินไทยประมาณ ๑๓ ล้านล้านบาท การแก้ปัญหานี้จะไม่สามารถทำได้เลยถ้าไม่เข้าร่วมภาคี กับนานาประเทศ อย่างไรก็ตามคำถามสำคัญก็คือการเข้าร่วมครั้งนี้ การตราพระราชกำหนดฉบับนี้ คุ้มค่ามากน้อยแค่ไหน รัฐบาลสามารถทำให้เกิดประโยชน์ได้จริงจังแค่ไหน ต้นทุนที่แลกมา ในการเข้าร่วมหรือตราพระราชกำหนด ก็คือการนำเอาข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชนคนไทย รวมถึงบริษัท ภาคธุรกิจต่าง ๆ ไปแลกมา ดังที่พระราชกำหนดกำหนดให้ส่งข้อมูลให้กับคู่สัญญาไม่ว่าจะเป็นรัฐบาล หน่วยงาน ในต่างประเทศหรือภาคีสมาชิกที่รัฐมนตรีประกาศในหมวด ๑ และหมวด ๒ ของพระราชกำหนดฉบับนี้ ทั้งนี้เพื่อให้การตรากฎหมายมีความคุ้มค่าและเกิดประสิทธิผลจริง ประเทศได้ประโยชน์ ผมคิดว่ารัฐบาลจำเป็นต้องชี้แจงถึงแผนการปฏิบัติงาน เป้าหมาย รวมถึงตัวชี้วัดและประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรมที่ประเทศไทยจะได้จากกฎหมายฉบับนี้ การจัดทำแผนหรือตัวชี้วัดภายใต้ความร่วมมือหรือกฎหมายฉบับนี้ไม่ใช่เรื่องยาก เนื่องจาก หลายประเทศเข้าร่วมภาคีหรือมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลมาแล้ว หลายประเทศ มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลมามากกว่า ๑๐ ปี นั่นหมายความว่าเราสามารถถอดบทเรียน ทั้งความสำเร็จและความล้มเหลวมาปรับใช้ได้ อย่างน้อยผมคิดว่ามี ๓ บทเรียนที่เรานำมาใช้ได้

เรื่องแรก ในเรื่องการกำหนดตัวชี้วัด ผมคิดว่าตัวชี้วัดขั้นต่ำที่รัฐบาลควรจะมี ก็คือเราจะเก็บภาษีได้เพิ่มขึ้นมากแค่ไหน หรือเราจะลดการหลบเลี่ยงภาษีได้เพียงไร งานวิจัยล่าสุดของ OECD ก็คือหน่วยงานที่เราเข้าไปร่วมกับเขาภายใต้ระบบแลกเปลี่ยน ข้อมูลอัตโนมัติอย่างเดียว ประเทศในกลุ่มแอฟริกันข้อมูลล่าสุดเก็บภาษีได้เพิ่มขึ้น ๑,๕๐๐ ล้านบาท ในเอเชียเก็บภาษีได้เพิ่มขึ้น ๕,๖๐๐ ล้านบาท ในลาตินอเมริกาเก็บภาษี ได้เพิ่มขึ้นประมาณ ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท ธนาคารโลกประเมินว่าภายใต้การแลกเปลี่ยนข้อมูล ระหว่างประเทศจะช่วยให้เก็บภาษีได้เพิ่มขึ้นราว ๕-๑๙ เปอร์เซ็นต์ นั่นหมายความว่า มีความเป็นไปได้ที่เราจะกำหนดตัวชี้วัดว่าเราควรเก็บภาษีได้เพิ่มขึ้นแค่ไหน อย่างน้อย มีตัวเปรียบเทียบกับต่างประเทศที่เขาทำสำเร็จมาแล้ว

เรื่องที่ ๒ คำถามสำคัญคือเราควรเก็บใคร ใครควรเป็นกลุ่มเป้าหมาย ที่รัฐบาลพุ่งเป้าในการใช้พระราชกำหนดฉบับนี้ เช่นเดียวกันครับ บทเรียนในต่างประเทศถอดมา แต่ละปีภาษีที่ถูกหลบเลี่ยง ๔.๗ แสนล้านดอลลาร์เขาบอกว่ามาจาก ๒ กลุ่ม กลุ่มแรกมาจาก บริษัทข้ามชาติที่โยกย้ายกำไรไปยังประเทศภาษีต่ำ ๆ หรือไม่เก็บภาษี ส่วนนี้ประมาณ ๖๐ เปอร์เซ็นต์ หรือ ๓๐๐,๐๐๐ ล้านดอลลาร์สหรัฐ อีกกลุ่มหนึ่งไม่ได้มาจากไหนเลย มาจากกลุ่มผู้มีความมั่งคั่งสูงหรือกลุ่มมหาเศรษฐีอีกประมาณ ๔๐ เปอร์เซ็นต์ นั่นหมายความว่า หากกฎหมายฉบับนี้จะบรรลุวัตถุประสงค์กระทรวงการคลังไม่ต้องหว่านแห ไม่ต้องมองไกล เพราะบทเรียนจากต่างประเทศชี้เป้าแล้วว่ากลุ่มไหนที่รัฐบาลควรให้ความสำคัญ

เรื่องที่ ๓ สิ่งที่เราถอดบทเรียนได้ก็คือเราพบว่าประเทศที่จะใช้ประโยชน์ได้ จากการเข้าร่วมภาคีนี้หรือการออกกฎหมายลักษณะนี้คือประเทศที่มีความพร้อม ในการวิเคราะห์ข้อมูล ตัวอย่างล่าสุดอย่างที่เพื่อนสมาชิกผม คุณศิริกัญญา ตันสกุล อภิปรายไป ภายใต้ความร่วมมือฉบับนี้มีมากกว่า ๑๐๐ ล้านบัญชี คิดเป็นมูลค่าสินทรัพย์ ๔๐๐ ล้านล้านบาท คำถามคือปัจจุบันเราเตรียมการในแง่การวิเคราะห์ข้อมูลมากน้อยแค่ไหน

ดังนั้นผมมีคำถาม ๓ ข้อ ที่อยากฝากถึงรัฐบาล ข้อ ๑ รัฐบาลมีการกำหนด เป้าหมายหรือตัวชี้วัดอย่างไรในแง่การเก็บภาษี ข้อ ๒ เรามีความพร้อมมากน้อยแค่ไหน ในการวิเคราะห์ข้อมูลหรือประมวลข้อมูลที่จะได้ และข้อ ๓ เรามีความเอาจริงเอาจังแค่ไหน ในการพุ่งเป้าเก็บภาษีกลุ่มคนที่พบว่ามีแนวโน้มที่จะหลบเลี่ยงภาษีสูง ทั้งหมดนี้ผมขอยืนยัน ว่าผมเห็นด้วยในหลักการของพระราชกำหนดฉบับนี้ แต่ขอย้ำว่าการบรรลุวัตถุประสงค์ได้ ไม่เพียงแต่ออกกฎหมายอย่างเดียว แต่ต้องมีกระบวนการจัดการอื่น ๆ ควบคู่ไปด้วย ทั้งนี้หากการบังคับใช้กฎหมายนี้มีประสิทธิผลเราจะไม่ได้ประโยชน์แต่เพียงป้องกัน การหลบเลี่ยงภาษีเท่านั้น แต่ยังลดการคอร์รัปชัน ลดการฟอกเงิน และลดการให้ทุน สนับสนุนอาชญากรรมอื่น ๆ ให้น้อยลงได้ ขอบคุณครับ