กฤดิทัช แสงธนโยธิน ตั้งข้อสังเกตถึงร่างพระราชกำหนดการแลกเปลี่ยนข้อมูลภาษีอากร โดยระบุว่าขาดความชัดเจนในการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลและมีบทลงโทษที่ไม่สอดสัณฐานกับความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น พร้อมเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องชี้แจงและทบทวนกฎหมายอย่างรอบคอบ รวมถึงกำหนดแนวทางการออกกฎหมายลูกและมาตรการคุ้มครองข้อมูลอย่างเข้มงวดก่อนดำเนินการต่อ
กราบเรียนท่าน ประธานสภาที่เคารพ ผม นายกฤดิทัช แสงธนโยธิน สส. แบบบัญชีรายชื่อ ในนามพรรคใหม่ ตามที่ทางรัฐบาลชุดเก่า คณะรัฐมนตรีได้มีการเสนอพระราชกำหนดการแลกเปลี่ยน ข้อมูลเพื่อปฏิบัติตามความตกลงระหว่างประเทศเกี่ยวกับภาษีอากร พ.ศ. ๒๕๖๖
ตามพระราชกำหนดฉบับนี้เท่าที่ผมได้อ่านคร่าว ๆ ดูแล้วถามว่า มีความจำเป็นเร่งด่วนถึงการที่จำเป็นจะต้องออกเป็นพระราชกำหนดหรือไม่นะครับ ผมดูจากร่างกฎหมายตัวพระราชกำหนดนี้แล้วนะครับว่า มันมีบทกฎหมายหลายส่วน โดยเฉพาะในส่วนของที่มันเป็นบทบัญญัติเกี่ยวกับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่จะเป็น เรื่องของการเสียภาษีตัวบุคคล แล้วก็มีเรื่องของสถาบันการเงินตามมาตรา ๙ ที่ระบุไว้ ซึ่งปกติแล้วในส่วนของเจ้าหน้าที่ตามมาตรา ๙ เจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจของคู่สัญญา ประสงค์จะขอข้อมูลภายใต้ความตกลงระหว่างประเทศเกี่ยวกับภาษีอากร เท่าที่ผมศึกษาดู มันจะมีสาระสำคัญกำหนดไว้อย่างชัดเจนอยู่แล้ว แต่เท่าที่ผมอ่านดูยังไม่มีในส่วนของ การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่จะทำให้บุคคลที่จะถูกนำข้อมูลไปเผยแพร่หรือถูกร้องขอ ได้มีการคุ้มครองอย่างชัดเจน หรือมีความครอบคลุม และที่สำคัญคือบทลงโทษในส่วนของ บุคคลที่เข้าไปถึงแหล่งข้อมูลของบุคคลนี่นะครับ บทลงโทษต่าง ๆ ผมดูแล้วมีโทษ ทางปกครองตามบทมาตราตอนท้ายนี่นะครับ มันจะมีบทลงโทษที่ค่อนข้างเบา เพราะฉะนั้น ตามพระราชกำหนดฉบับนี้ผมเห็นว่าแม้เรามีความจำเป็นในการที่จะต้องให้ความร่วมมือ ในข้อตกลงระหว่างประเทศเกี่ยวกับเรื่องภาษีอากรก็จริง แต่ในการคุ้มครองประชากรของคนไทยที่จะถูกนำข้อมูลไปเผยแพร่ แล้วก็ส่งต่อ ไปยังต่างประเทศซึ่งเป็นการแลกเปลี่ยนข้อมูลกันจะต้องมีการพิจารณาอย่างรอบคอบ ซึ่งตรงนี้จะต้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีการพิจารณาบทกำหนดอย่างรัดกุมเพียงพอ แต่เท่าที่ผมสังเกตดูในร่างพระราชกำหนดฉบับนี้ยังเห็นมีความไม่ชัดเจนเท่าที่ควร อยากจะให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องหรือบุคคลที่จะรับผิดชอบในส่วนตรงนี้ชี้แจง แล้วก็ทำความเข้าใจว่าเราจะมีข้อกฎหมายหรือจะมีความมั่นใจได้อย่างไรว่าเราจะปกป้อง ข้อมูลส่วนบุคคล หรือบุคคลที่ถูกเผยแพร่ข้อมูลไป อันนี้อยากจะให้ตอบคำถาม
และต่อมาในเรื่องของการออกพระราชกำหนดฉบับนี้ ถ้าเราไม่จำเป็น ต้องออกพระราชกำหนดฉบับนี้แล้ว เรารอไว้ออกเป็นร่างพระราชบัญญัติ และเป็น พระราชบัญญัติ ถ้าทำอย่างนั้นแล้วมันจะเกิดความเสียหายอย่างไร เรารอได้หรือไม่ ซึ่งการออกกฎหมายเป็นพระราชบัญญัติน่าจะมีความรัดกุมมากกว่านี้ แต่ถ้าทางผู้ชี้แจง ตอบอย่างชัดเจนว่าจำเป็นต้องตราเป็นพระราชกำหนดออกไปใช้ก่อนเพื่อให้เกิดประโยชน์ ต่อประเทศชาติอย่างที่ท่านอ้างมาอันนี้ก็ไม่น่ามีปัญหา แต่ว่าขอให้ชี้แจงให้ชัดเจน
แต่ประเด็นสำคัญที่สุดในส่วนของบทกำหนดโทษในหมวด ๔ นี้นะครับ ผมดูแล้วว่าตั้งแต่มาตรา ๒๖ ผู้ใดไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของอธิบดีมีโทษทางปกครอง ผมมองว่า โทษทางปกครองยังน้อยไปนะครับ มีบทลงโทษที่ให้มันสมกับการที่จะถูกเปิดเผยข้อมูล ส่วนบุคคลให้กับบุคคลภายนอกหรือไม่ในส่วนนี้นะครับ
แล้วก็ในกรณีตามมาตรา ๒๘ ผู้ใดเจตนาแจ้งข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิด ความจริงในการดำเนินการ หรือการให้ข้อมูลตามมาตรา ๑๒ มาตรา ๑๗ หรือมาตรา ๑๘ ต้องระวางโทษปรับตั้งแต่ห้าหมื่นบาท ถึงห้าแสนบาท ผมมองว่าบุคคลที่เข้าถึงแหล่งข้อมูล แล้วมีเจตนาให้ขอข้อมูลอันเป็นเท็จ แจ้งข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ผม มองว่ามันเป็นความเสียหายที่ค่อนข้างรุนแรงนะครับแต่ว่าบทลงโทษนี่มันเล็กน้อย มันไม่สม กับสิ่งที่จะสูญเสียไป เพราะฉะนั้นตรงนี้ผมอยากจะได้คำชี้แจงว่ามันจะมีการไปออกกฎหมาย ลำดับรองลงไปเพื่อมีการกำหนดโทษให้รุนแรงมากขึ้นหรือไม่ในส่วนตรงนี้นะครับ
แล้วก็ในส่วนอีกหลาย ๆ มาตราเกี่ยวกับเรื่องบทกำหนดโทษ ผมก็มองว่า มันยังเป็นโทษที่ค่อนข้างเล็กน้อย อาจจะมีการนำข้อมูลของผู้ที่มีข้อมูลเกี่ยวกับ เรื่องภาษีอากรเอาไปใช้ข้อมูลในทางอื่นที่อาจจะก่อให้เกิดความเสียหายมากกว่านี้ เพราะฉะนั้นผมอยากได้ความชัดเจนในเรื่องของบทกำหนดโทษว่ามีความรัดกุมแค่ไหน ในการที่จะกำหนดบทลงโทษให้มันรัดกุม แล้วก็ให้มันคุ้มค่ากับการที่จะเปิดเผยข้อมูล ส่วนบุคคลของผู้ที่จะถูกนำข้อมูลไปเปิดเผย แล้วก็เอาไปใช้ประโยชน์ในด้านภาษีอากร เพราะฉะนั้นตรงนี้ผมอยากให้ทางท่านผู้ชี้แจงได้ชี้แจงในประเด็นเหล่านี้
ในส่วนอย่างอื่นของบทเฉพาะกาล ตรงนี้เข้าใจว่าเราทำภายใต้กรอบ ของอนุสัญญา เพราะฉะนั้นในหลายสิ่งหลายอย่างอาจจะมีความจำเป็นในการที่จะต้อง ดำเนินการ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นการปกป้องหรือปกปักษ์รักษาข้อมูลส่วนบุคคลที่เป็นประชากร ของคนไทย หรือคนที่มาพำนักอาศัยอยู่ในเมืองไทยแล้วเขาได้มีการเสียภาษีหรือชำระภาษี ให้กับรัฐบาลของไทยจะต้องได้รับการปกป้องและคุ้มครองอย่างเต็มที่ แล้วก็จะต้องถูกปกปิด ข้อมูลสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งสำคัญ เพราะฉะนั้นผมอยากจะให้ทางผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้องได้ชี้แจง ในประเด็นเหล่านี้ครับ ขอบคุณมากครับ