อาคม แจงความจำเป็น พรก.แลกเปลี่ยนข้อมูลภาษีสากล

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๔ · ๓ สิงหาคม ๒๕๖๖

อาคม เติมพิทยาไพสิฐ ชี้แจงต่อสภาถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการประกาศใช้พระราชกำหนดการแลกเปลี่ยนข้อมูลเพื่อปฏิบัติตามความตกลงภาษีระหว่างประเทศ โดยเน้นว่าการดำเนินการดังกล่าวมีจุดประสงค์เพื่อให้ประเทศไทยสามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลภาษีและข้อมูลบัญชีการเงินได้ตามพันธกรณีสากล ป้องกันการถูกจัดเป็นประเทศไม่ร่วมมือทางภาษี และรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจจากผลกระทบของความล่าช้าในการผ่านกฎหมาย พร้อมชี้แจงสาระสำคัญของพระราชกำหนดเกี่ยวกับกลไกการแลกเปลี่ยนข้อมูลทั้งแบบร้องขอและแบบอัตโนมัติ บทบาทของเจ้าหน้าที่ หลักเกณฑ์การรายงาน และมาตรการลงโทษ เพื่อส่งเสริมความโปร่งใสในระบบภาษีและการเงินตามมาตรฐานสากล

นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

กราบเรียน ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพและท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้รับมอบหมายจากคณะรัฐมนตรี มาชี้แจงในเรื่องของพระราชกำหนดในวันนี้ ขออนุญาตกราบเรียนว่าเมื่อวันที่ ๑๔ มีนาคม ๒๕๖๖ คณะรัฐมนตรีได้มีมติอนุมัติหลักการร่างพระราชกำหนดและการแลกเปลี่ยนข้อมูล เพื่อปฏิบัติตามความตกลงระหว่างประเทศเกี่ยวกับภาษีอากร พ.ศ. .... ซึ่งต่อมา นายกรัฐมนตรีได้นำกฎหมายขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อทรงลงพระปรมาภิไธยและประกาศ ในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ ๓๐ มีนาคม ๒๕๖๖ โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ ๓๑ มีนาคม ๒๕๖๖ เป็นต้นไป ท่านประธานสภาที่เคารพ โดยที่บทบัญญัติตามมาตรา ๑๗๒ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ ได้กำหนดให้เพื่อประโยชน์ ในอันที่จะรักษาความปลอดภัยของประเทศ ความปลอดภัยสาธารณะ ความมั่นคง ในทางเศรษฐกิจของประเทศ เพื่อป้องปัดภัยพิบัติสาธารณะ พระมหากษัตริย์จะทรงตรา พระราชกำหนดให้ใช้บังคับดังเช่นพระราชบัญญัติก็ได้ และในการประชุมรัฐสภาคราวต่อไป ให้คณะรัฐมนตรีเสนอพระราชกำหนดนั้นต่อรัฐสภาเพื่อพิจารณาโดยไม่ชักช้า รัฐบาล จึงขอกราบเรียนต่อสภาผู้แทนราษฎรถึงเหตุผลและความจำเป็นตลอดจนสาระสำคัญ ของพระราชกำหนดการแลกเปลี่ยนข้อมูล เพื่อปฏิบัติตามความตกลงระหว่างประเทศ เกี่ยวกับภาษีอากร พ.ศ. ๒๕๖๖ โดยสรุปดังนี้

เหตุผลและความจำเป็น โดยที่ประเทศไทยต้องปฏิบัติตามพันธกรณีในการ แลกเปลี่ยนข้อมูลภาษีอากรแบบร้องขอตามความตกลงหรืออนุสัญญาเพื่อการเว้นการเก็บ ภาษีซ้อนและการป้องกันการเลี่ยงรัษฎากร และความตกลงพหุภาคีว่าด้วยการให้ความ ช่วยเหลือด้านการบริหารภาษี และต้องปฏิบัติตามพันธกรณีในการแลกเปลี่ยนข้อมูลบัญชี ทางการเงินแบบอัตโนมัติตามความตกลงพหุภาคีระหว่างเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจในการ แลกเปลี่ยนข้อมูล บัญชีทางการเงินและแบบอัตโนมัติ ประกอบกับประเทศไทยเป็นภาคี สมาชิกของ Global Forum on Transparency and Exchange of Information for Tax Purposes ซึ่งเป็นกรอบความร่วมมือเกี่ยวกับการแลกเปลี่ยนข้อมูลภาษีอากรของ องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนาหรือเรียกว่าเป็น Organization for Economic Co-operation and Developmentห รือ OECD ป ระเท ศ ไท ยจึงต้ อ ง ดำเนินการแลกเปลี่ยนข้อมูลภาษีอากรแบบร้องขอและข้อมูลบัญชีทางการเงินแบบอัตโนมัติ กับคู่ภาคีของความตกลงดังกล่าวภายในเดือนกันยายน พ.ศ. ๒๕๖๖ ซึ่งการดำเนินการ ดังกล่าวเป็นเรื่องใหม่และมีความซับซ้อนในทางปฏิบัติจึงต้องให้เวลาแก่สถาบันการเงินซึ่งจะ เป็นผู้มีหน้าที่รายงานในการตรวจสอบและจัดเตรียมข้อมูลบัญชีทางการเงินที่อยู่ในความ ครอบครองดูแลของตนเพื่อใช้ในการแลกเปลี่ยน หากสถาบันการเงินของประเทศไทยไม่ สามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลได้ภายในกำหนดเวลาดังกล่าวประเทศไทยก็จะถูกจัดให้เป็น ประเทศที่ไม่ให้ความร่วมมือทางภาษีกับสหภาพยุโรปและกลุ่มประเทศ OECD อันเป็นคู่ค้า ที่สำคัญของประเทศไทยซึ่งจะส่งผลกระทบต่อความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ อย่างรุนแรงโดยมิอาจหลีกเลี่ยงได้ ทั้งนี้รัฐบาลได้เสนอร่างพระราชบัญญัติในเรื่องดังกล่าวต่อ สภาผู้แทนราษฎรในชุดที่แล้ว ซึ่งพิจารณาขั้นกรรมาธิการเสร็จสิ้นแล้ว แต่เนื่องจากมีการปิดสมัยการประชุมสภาเสียก่อนร่างพระราชบัญญัติดังกล่าว จึงค้างการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งหากไม่ตราพระราชกำหนดขึ้น ก็จะไม่มีกฎหมายที่กำหนดให้ต้องมีการปฏิบัติตามพันธะกรณีดังกล่าว กรณีจึงเป็น เหตุฉุกเฉินที่มีความจำเป็นรีบด่วนอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้ เพื่อประโยชน์ในอันที่จะรักษา ความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ จึงจำเป็นต้องตราพระราชกำหนดนี้

พระราชกำหนดฉบับนี้มีสาระสำคัญสรุปได้ดังนี้ มี ๔ หมวดด้วยกัน

ในหมวดที่ ๑ คือการแลกเปลี่ยนข้อมูลแบบร้องขอ มาตรา ๗ ถึงมาตรา ๑๒ ประกอบไปด้วย ๑. กำหนดขอบเขตอำนาจของเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจของประเทศไทย ให้สามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลแบบร้องขอ ๒. กำหนดรายละเอียดคำขอที่เป็นเจ้าหน้าที่ ผู้มีอำนาจของคู่สัญญาต้องส่งมายังเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจของประเทศไทย ๓. กำหนดเหตุที่ให้ เจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจของประเทศไทยสามารถปฏิเสธการแลกเปลี่ยนข้อมูลแบบร้องขอ ๔. กำหนดให้เจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจของประเทศไทยแจ้งเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจของคู่สัญญา กรณีคำร้องขอข้อมูลมีรายละเอียดไม่เพียงพอ หรือมีเหตุในการปฏิเสธคำร้องขอ ๕. กรณี คำร้องขอข้อมูลมีรายละเอียดเพียงพอ หรือไม่มีเหตุในการปฏิเสธคำร้องขอให้เจ้าหน้าที่ผู้มี อำนาจดำเนินการรวบรวมข้อมูล หากไม่มีข้อมูลให้สั่งการให้อธิบดีมีอำนาจในการจัดหา ข้อมูล โดยอธิบดีมีอำนาจการสั่งบุคคลหรือผู้ที่ครอบครองข้อมูลดังกล่าวส่งข้อมูลนั้นให้แก่ อธิบดี เพื่อส่งให้เจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจของประเทศไทยเพื่อการแลกเปลี่ยนต่อไป

ในหมวดที่ ๒ ว่าด้วยการแลกเปลี่ยนข้อมูลแบบอัตโนมัติ มาตรา ๑๓ ถึง มาตรา ๒๔ ซึ่งประกอบไปด้วย ๑. กำหนดขอบเขตอำนาจของเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจของ ประเทศไทยในการแลกเปลี่ยนข้อมูลบัญชีทางการเงินแบบอัตโนมัติ ๒. กำหนดผู้มีหน้าที่ รายงานข้อมูลบัญชีทางการเงิน และผู้ได้รับยกเว้นไม่เป็นผู้มีหน้าที่รายงาน ๓. กำหนดให้ผู้มี หน้าที่รายงานต้องจัดให้ลูกค้าของตนแจ้งและยืนยันข้อมูลเกี่ยวกับถิ่นที่อยู่ทางภาษีทุกครั้งที่ มีการเปิดบัญชีใหม่และต้องตรวจสอบบัญชีทางการเงินของลูกค้าของตน หากพบว่าบัญชี ทางการเงินใดถือโดยลูกค้าซึ่งเป็นผู้ที่ต้องถูกรายงาน หรือถือโดยลูกค้าซึ่งมีผู้มีอำนาจควบคุม เป็นผู้ที่ต้องถูกรายงาน ให้ผู้มีหน้าที่รายงานกำหนดให้บัญชีทางการเงินนั้นเป็นบัญชี ทางการเงินที่ต้องถูกรายงาน ๔. กำหนดให้ผู้มีหน้าที่รายงานรายงานข้อมูลบัญชีทางการเงิน แก่เจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจภายในวันที่ ๓๐ มิถุนายนของปีถัดไป

ในหมวดที่ ๓ ว่าด้วยอำนาจของเจ้าหน้าที่ผู้อำนาจในมาตรา ๒๕ กำหนดให้ เจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจของประเทศไทยสามารถเปิดเผยข้อมูลให้กับเจ้าพนักงานประเมินตาม ประมวลรัษฎากร หรือกฎหมายว่าด้วยภาษีเงินได้ปิโตรเลียม หรือกฎหมายเกี่ยวกับภาษี อากรอื่นตามที่กำหนดได้ ทั้งนี้การเปิดเผยดังกล่าวจะต้องอยู่ภายใต้กรอบของความตกลง เท่านั้น

ในหมวดที่ ๔ บทกำหนดโทษมาตรา ๒๖ ถึงมาตรา ๓๑ ประกอบไปด้วย ๑. โทษปรับทางปกครอง กรณีไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของอธิบดีในกรณีสั่งให้ส่งข้อมูลแบบร้อง ขอหรือสั่งให้ปฏิบัติและรายงานข้อมูลบัญชีทางการเงินแบบอัตโนมัติ ๒. โทษทางอาญา ในกรณีเจตนาแจ้งข้อความอันเป็นเท็จ กรณีไม่เก็บรักษาข้อมูล และกรณีเปิดเผยข้อมูลแก่ บุคคลอื่น

ในหมวดที่ ๕ คือบทเฉพาะกาล กำหนดให้ผู้มีหน้าที่รายงานตามพระราช กำหนดนี้ดำเนินการตรวจสอบบัญชีทางการเงินที่มีอยู่ก่อนวันที่พระราชกำหนดนี้มีผล บังคับใช้ หากพบว่าบัญชีทางการเงินใดถือโดยลูกค้า ซึ่งเป็นผู้ที่ต้องถูกรายงาน หรือถือโดย ลูกจ้างที่มีผู้มีอำนาจควบคุมเป็นผู้ที่ต้องถูกรายงานให้ผู้มีหน้าที่รายงานกำหนดให้บัญชี ทางการเงินนั้นเป็นบัญชีทางการเงินที่ต้องถูกรายงาน

ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผมขออนุญาตเรียนสรุปว่า รัฐบาลมีความจำเป็นที่จะต้องออกพระราชกำหนดฉบับนี้ก็เนื่องมาจากประเทศไทย ได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกกรอบความร่วมมือ Global Forum จึงต้องยกระดับการแลกเปลี่ยน ข้อมูลให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล ๒ เรื่อง ซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญที่สร้างความน่าเชื่อถือ และไว้วางใจในความโปร่งใสของระบบภาษีอากรและข้อมูลทางการเงิน ซึ่งมี ๒ เรื่องด้วยกัน ก็คือเรื่องของการแลกเปลี่ยนข้อมูลแบบร้องขอ สำหรับข้อมูลที่อยู่นอกเหนืออำนาจ ตามประมวลรัษฎากร และ ๒. การแลกเปลี่ยนข้อมูลบัญชีทางการเงินแบบอัตโนมัติ ตามความตกลงพหุภาคีระหว่างเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจในการแลกเปลี่ยนข้อมูลทางการเงิน แบบอัตโนมัติ หรือที่เรียกย่อ ๆ ว่าความตกลง MCAA CRS ที่รัฐสภาได้ให้ความเห็นชอบ เมื่อวันที่ ๖ กันยายน ๒๕๖๕ ซึ่งพระราชกำหนดฉบับนี้จะรองรับการดำเนินการ ตามมาตรฐานสากลในเรื่องการแลกเปลี่ยนข้อมูลทั้ง ๒ เรื่องข้างต้นได้ ท่านประธานสภา ที่เคารพและท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าทางสภาผู้แทนราษฎร จะได้กรุณาพิจารณาอนุมัติพระราชกำหนดการแลกเปลี่ยนข้อมูลเพื่อปฏิบัติตามความตกลง ระหว่างประเทศเกี่ยวกับภาษีอากร พ.ศ. ๒๕๖๖ เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติต่อไป และทำให้ประเทศไทยไม่ถูกจัดอันดับเป็นประเทศที่ไม่ให้ความร่วมมือทางภาษีอากร สำหรับรายละเอียดนั้นมีเจ้าหน้าที่ที่จะรอชี้แจงอยู่นะครับ ขอกราบขอบพระคุณครับ