ปกรณ์วุฒิ ตั้งคำถามร่าง พ.ร.ก. เห็นชอบข้อมูลโดยไม่ต้องมีหมายศาล

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๔ · ๓ สิงหาคม ๒๕๖๖

ปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล ตั้งคำถามและแสดงความกังวลต่อร่าง พ.ร.ก. ฉบับหนึ่ง โดยเฉพาะในประเด็นการเข้าถึงข้อมูลประชาชนโดยไม่ต้องมีหมายศาล การตีความมาตรา 9 และมาตรา 12 ที่อาจเปิดช่องละเมิดสิทธิ และการขาดกลไกป้องกันการใช้อำนาจโดยมิชอบ พร้อมเรียกร้องให้มีการชี้แจงหลักฐานทางสถิติและปัจจัยต่าง ๆ ที่เชื่อมโยงการบังคับใช้กฎหมายกับการลดลงของอาชญากรรมออนไลน์เพื่อประกอบการตัดสินใจอย่างรอบด้าน

นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล แบบบัญชีรายชื่อ

ขอบคุณท่านประธานครับ ผม ปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ผมมีคำถามถึงท่านผู้ชี้แจงใน ๔ ประเด็นด้วยกันวันนี้สั้น ๆ นะครับ

ประเด็นที่ ๑ ประเด็นนี้อยู่ในมาตรา ๔ นะครับ มาตรา ๔ นี้เป็นมาตราที่เป็น การให้อำนาจรัฐในการเรียกข้อมูลในกรณีที่มีเหตุอันควรสงสัยว่าจะมีการก่ออาชญากรรม ทางเทคโนโลยีเกิดขึ้น โดยแบ่งข้อมูลเป็น ๒ ส่วนก็คือข้อมูลจากสถาบันการเงิน แล้วก็ ข้อมูลจากผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์และผู้ให้บริการโทรคมนาคมอื่น ๆ หากจะขอให้ เปิดเผยข้อมูลบัญชีหรือธุรกรรมจากสถาบันการเงินตามมาตรานี้จะระบุไว้ว่าต้องใช้ กระทรวง DE ใช้ กสทช. ใช้ DSI ใช้ ปปง. แล้วก็ใช้แบงก์ชาติเห็นชอบร่วมกันนะครับ แต่ถ้าเป็นข้อมูลจากผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์แล้วก็ผู้ให้บริการโทรคมนาคมอื่นนี่ จะใช้ความเห็นชอบเพียงแค่กระทรวง DE แล้วก็ กสทช. เท่านั้นนะครับ ข้อสังเกต มีเพื่อนสมาชิกกล่าวไปแล้วก็คือข้อมูลทั้ง ๒ ส่วนนี่มันเป็นการให้อำนาจโดยที่ ไม่จำเป็นต้องใช้หมายศาลแต่อย่างใด ซึ่งอันนี้มันก็เป็นข้อกังวลที่ ๑ ของผมนะครับ เพราะว่า เมื่อสัก ๒ ปีแล้วผมก็เคยอภิปรายไม่ไว้วางใจไปในกรณีที่มีการออกประกาศกระทรวงดิจิทัล ในการขอข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์โดยที่ไม่จำเป็นต้องขอหมายศาล ซึ่งเป็นการสุ่มเสี่ยง กับการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลของประชาชน ดังนั้นเมื่อมีข้อกังวลแบบนี้เกิดขึ้นอีกครั้ง ใน พ.ร.ก. ฉบับนี้ผมจึงต้องถามให้ชัดเจนใน ๒ ประเด็น คือข้อมูลของผู้ให้บริการโทรศัพท์ และโทรคมนาคมอื่น ๆ ที่ระบุไว้ในมาตรา ๔ ว่าเป็นข้อมูลการให้บริการที่เกี่ยวข้องระหว่างกัน ข้อมูลให้บริการที่เกี่ยวข้องระหว่างกันนั้นคืออะไรบ้าง แล้วก็เราจะมั่นใจได้อย่างไรว่า ใน Case ที่กระทรวง DE กับ กสทช. เห็นชอบร่วมกันมันจะเป็นเหตุอันควรสงสัยได้ว่า อาจมีการกระทำผิด ตามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีเท่าที่ถูกนิยามไว้ใน พ.ร.ก. ฉบับนี้จริง ๆ และมันจะไม่มีการละเมิดสิทธิอันเกินควรแบบที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วหรือไม่ ตัวผมเองไม่ได้ ระแวงจนเกินเหตุนะครับท่านประธาน ที่ผ่านมา สส. พรรคผมก็โดน Pegasus สอดแนม มาแล้ว และในการใช้อำนาจโดยที่ไม่ได้หมายศาลแบบนี้โดยการใช้การเห็นชอบเฉพาะ ๒ หน่วยงานเท่านั้นแบบนี้มันอาจจะสุ่มเสี่ยงให้เกิดการละเมิดสิทธิของประชาชนหรือไม่ อย่างไร วันนี้ผมต้องการคำตอบที่ชัดเจนก่อนที่จะลงมติเป็นอย่างใดอย่างหนึ่งนะครับ

ประเด็นที่ ๒ ในมาตรา ๙ นะครับ มาตรา ๙ ก็เป็นเรื่องของโทษ หลาย ๆ ท่านก็พูดแล้วเช่นกันนะครับ สิ่งที่ผมกังวลก็คือวรรคที่บอกว่า การยินยอม ให้บุคคลอื่นใช้หรือยืมหมายเลขโทรศัพท์โดยประการที่รู้หรือควรรู้ว่าจะนำไปใช้ กระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยีหรือความผิดทางอาญาอื่นใด อันนี้ผมว่า ถ้าอ่านเฉพาะตัวอักษรผมว่ามีปัญหามากเลย ยืมโทรศัพท์ไปใช้กระทำความผิดทางอาญาอื่นใด ผมยกตัวอย่างอันที่ผ่านมาที่มีคนโดนบ่อย ๆ ก็คือโดนจับบุหรี่ไฟฟ้า และตำรวจก็อ้าง พ.ร.บ. นั้น พ.ร.บ. โน้น พ.ร.บ. นี้ สุดท้ายก็รีดไถประชาชน คือถ้าเรามองกันแค่ตัวอักษรแบบนี้ ผมว่ามันเป็นช่องทางให้เจ้าหน้าที่ที่ประพฤติมิชอบสามารถเรียกแล้วก็รีดไถจากประชาชน ได้อีกหลาย ๆ Case กลายเป็นว่าเราพยายามจะระงับอาชญากรรมประเภทหนึ่ง แต่อาจเกิด อาชญากรรมที่ก่อขึ้นโดยเจ้าหน้าที่รัฐอีกประเภทหนึ่งขึ้นมาแทน อันนี้ผมก็ต้องขอคำชี้แจงว่า เราจะอุดช่องว่างตรงนี้ได้อย่างไรในการระบุถ้อยคำทางกฎหมายที่เป็นแบบนี้นะครับ

ในประเด็นที่ ๓ ก็คือประเด็นในมาตรา ๑๒ ในประเด็นมาตรา ๑๒ ก็คือเกี่ยวกับ PDPA ที่หลาย ๆ ท่านก็พูดแล้วเช่นกันนะครับ คำถามผมก็ขอถามย้ำอีกรอบหนึ่งครับว่า ถ้ามีการกระทำผิดโดยเจ้าหน้าที่มีการเปิดเผยให้บุคคลอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องทราบนี่ เขาจะได้รับโทษอย่างไร รวมถึงกรณีมาตรา ๔ ที่ผมพูดเมื่อสักครู่นี้ถ้ามีการเห็นชอบร่วมกัน เพื่อละเมิดสิทธิของประชาชนโดยที่ไม่มีเหตุอันควรสงสัยเขาจะได้รับโทษอย่างไรนะครับ

ประเด็นสุดท้ายครับ ประเด็นสุดท้ายนี่คือตอนที่ชี้แจงท่านรัฐมนตรีชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ ที่เคารพรักของผมก็ได้กรุณาบอกเอาไว้ว่า หลังจากที่ พ.ร.ก. นี้บังคับใช้ สถิติการเกิดอาชญากรรม Online นี่มันลดลงนะครับ สิ่งที่ผมถามนี่คืออยากจะให้ ท่านรัฐมนตรีตอบว่าปัจจัยอะไรที่บ่งชี้ได้ว่าผลที่เกิดขึ้นในมันลดลงเพราะ พ.ร.ก. ฉบับนี้จริง ๆ ผมยกตัวอย่างง่าย ๆ เลยว่าถ้าผม Google search ตอนนี้นะ แล้วถ้าผมเอาข้อมูล หลัง พ.ร.ก. บังคับใช้เทียบกับข้อมูลของเดือนมีนาคมกับเมษายนของ ปี ๒๕๖๕ เราจะพบว่า หลัง พ.ร.ก. บังคับใช้นี่มันสูงกว่าเดือนมีนาคม เมษายน ของปี ๒๕๖๕ ดังนั้นผมก็อยากจะ ทราบว่ามันมีการพิสูจน์ทางสถิติหรือไม่ มีการใช้การตัด Seasonal Effect ทางสถิติไปหรือไม่ หรือมีปัจจัยที่จะยืนยันใด ๆ ว่าสถิติที่ลดลงนั้นมันลดเพราะมีการบังคับใช้ พ.ร.ก. นี้จริง ๆ เท่านี้ครับท่านประธาน ขอบคุณครับ