ธีรัจชัย พันธุมาศ วิพากษ์พระราชกำหนดป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ. 2566 ว่ามีข้อบกพร่องหลายประการ ทั้งการไม่ครอบคลุมคดีลักรหัสหรือการโจรกรรมผ่านแอปพลิเคชันปลอม การไม่กำหนดบทลงโทษกับสถาบันการเงินที่ไม่ป้องกันผู้เสียหายอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงช่องว่างทางกฎหมายที่ไม่ครอบคลุมแพลตฟอร์มดิจิทัลต่างประเทศและการฟอกเงินผ่านระบบโพยก๊วน พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงปัญหาความล่าช้าในการส่งข้อมูลจากธนาคารเอกชน ความกำกับดูแลที่ไม่ชัดเจนจากธนาคารแห่งประเทศไทย และข้อจำกัดของตำรวจท้องที่ในการรับแจ้งความและดำเนินคดีกับอาชญากรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ โดยเฉพาะกรณีไฮบริดสแกม จึงเรียกร้องให้มีการปรับปรุงกฎหมายและมาตรการรองรับอย่างเร่งด่วนเพื่อยกระดับประสิทธิภาพการปราบปรามและป้องกันอาชญากรรมทางเทคโนโลยีให้ทันต่อสถานการณ์
ท่านประธานที่เคารพ ผม ธีรัจชัย พันธุมาศ ผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร เขตหนองจอก มีนบุรี ลาดกระบัง ขออนุญาตท่านประธานอภิปรายเกี่ยวกับพระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปราม อาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ. ๒๕๖๖ ขอเรียนอย่างนี้นะครับ เมื่อสักครู่ผมได้ฟัง ทางท่านผู้ชี้แจงกรุณาชี้แจงแล้วก็ได้รับว่าพระราชกำหนดฉบับนี้ยังไม่ใช่ฉบับที่สมบูรณ์ เนื่องจากจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องนำมาตรการหลายมาตรการของหลายหน่วยงานมาเพื่อใช้ ในการติดตามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีเพื่อนำไปลงโทษให้ได้ ผมนั่งดูก็เป็นความจริง เนื่องจากพระราชกำหนดฉบับนี้ค่อนข้างที่จะยังมีหลายสิ่งที่จะต้องนำมาแก้ไข สิ่งแรกเรามาดู ก็คือมาตรา ๓ ในเรื่องอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ซึ่งก็คือหมายความว่าการกระทำ หรือพยายามกระทำความผิดตามกฎหมายเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์เพื่อฉ้อโกงกรรโชกทรัพย์ รีดเอาทรัพยากรบุคคลหนึ่งบุคคลใด จำกัดอยู่เฉพาะอยู่ ๓ ความผิดเป็นหลัก อาจจะมีติ่ง อยู่นิดหนึ่งก็คือโดยประการน่าจะทำให้บุคคลอื่นเสียหาย แต่เรามาดูจากคำจำกัดความ ดังกล่าวในส่วนนี้มันไม่ครอบคลุมตรงไหน กรณีที่เกิดขึ้นแล้วกรณีของ Application ดูดเงิน Application ดูดเงินนี้ถ้าผู้เสียหาย Download Application มาในเครื่องผู้เสียหายก็อาจ เป็นเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับการโอนเงินเลย ไม่ใช่การฉ้อโกงนะครับ แล้วก็ Application นั้น เช่น Application ของกรมที่ดินมิจฉาชีพหลอกให้ Download Application ยืนยืนตัวตนเกี่ยวกับ การสำรวจที่ดินแต่เมื่อโหลดไปแล้วก็เงินหาย กรณีอย่างนี้มันไม่เข้าฉ้อโกง กรรโชกทรัพย์ รีดเอาทรัพย์แต่อาจจะเป็นลักทรัพย์ กรณีอย่างนี้ไม่อยู่ในอาชญากรรมคอมพิวเตอร์ แต่มัน ไม่มีกำหนดใน พ.ร.ก. ฉบับนี้ ขอเรียนนะครับ มาตรการที่สำคัญ พ.ร.ก. ฉบับนี้เราไปเน้นตรงที่ จับบัญชีม้า เน้นบัญชีม้าเป็นหลักในการติดตาม แต่เนื้อแท้จริง ๆ แล้วคือตัวสถาบันการเงิน คือตัวธนาคารเราไม่เคยกำกับดูแลหรือกำหนดโทษของการป้องกัน ไม่พยายามป้องกันที่ ไม่ให้เงินของประชาชนที่อยู่ในความรับผิดชอบของธนาคารนั้นถูกดูดถูกเอาไปใช้ นี่คือสิ่งที่ พ.ร.ก. ฉบับนี้ไม่เคยคิดถึงเลย เราคิดแต่ตามหลักกฎหมาย แต่การป้องกันไม่มีนะครับ อันนี้คืออันที่ ๑ นะครับ
เรามาดูอีกอันหนึ่งก็คือในเรื่องของธนาคาร ก็คือธนาคารของเอกชน เท่าที่ทราบจากตำรวจผู้ปฏิบัติงานในช่วงการประกาศพระราชกำหนดนี้มาใช้ ปัญหาคือ ธนาคารเอกชนส่งข้อมูลล่าช้าหรือบางทีส่งข้อมูลให้ไม่ครบ นี่สิ่งที่เกิดขึ้นนะครับ ปัญหาตรงนี้ คือในพระราชกำหนดฉบับนี้ไม่ได้มีหน่วยงานที่กำกับดูแล ธนาคารแห่งประเทศไทย ไม่ได้มากำกับดูแลว่าจะต้องส่งทันที หรือส่งแค่ไหน อย่างไร เขียนไว้หลวม ๆ เมื่อไม่มี การส่งได้ทันทีนั่นหมายถึงว่าเงินหายไปแล้วนะครับ เงินหายไปสู่บัญชีม้าจากในประเทศ ไปสู่ต่างประเทศแล้วไม่มีใครดูแล นั่นคือการติดตามนั้นยากขึ้นด้วย นี่เรากำลังออก พระราชกำหนดเพื่อตามจริง ๆ แต่ไม่ได้ป้องกันและทำให้มีประสิทธิภาพบังคับได้จริง สังเกตจากยอดที่ลดไม่ได้ลดมากเลยอาชญากรรมยังสูงเหมือนเดิม นั่นก็คือว่า พระราชกำหนดฉบับนี้ยังไม่ได้ผลเท่าที่ควร ตอนนี้ผู้ก่ออาชญากรรมเขาไปเปิดบัญชี ธนาคารเอกชนเป็นหลัก ผมไม่อยากเอ่ยชื่อนะครับ ธนาคารแห่งประเทศไทยควรจะเข้าไป กำกับดูแล
อีกส่วนหนึ่งที่อยากจะเรียนก็คือพระราชกำหนดนี้ เราเน้นตรงที่โทรศัพท์ หรือการเปิด SIM และมีข้อจำกัดบอกว่าหรือโทรคมนาคมอื่น ๆ ผมถามว่าอ้ายที่เกิดจริง ๆ มันเกิดจาก Application ที่ Platform อิเล็กทรอนิกส์ เช่น Facebook TikTok LINE หรืออื่น ๆ ที่มีเกิดเหตุการณ์อย่างนี้มากมาย ถามว่าเราจะบังคับไปถึงไหม เนื่องจากว่า Application เหล่านี้เขามีสำนักงานใหญ่อยู่ที่ต่างประเทศ ในประเทศไทยมีแต่สำนักงาน ตลาดเท่านั้นแต่เป็นบ่อเกิดที่เยอะนะครับ ใช้ตรงนี้เป็นการเชื่อมต่อ โทรศัพท์อาจจะน้อย หรืออาจจะมีก็ได้ตรงนี้ แต่เราบังคับอะไรได้บ้างครับ เราไม่สามารถที่จะป้องกันอะไรได้เลย ตรงนี้เป็นอีกส่วนหนึ่งที่เมื่อท่านกลับไปทำแก้ไขกฎหมายท่านต้องคำนึงถึงสิ่งนี้ด้วย
อีกประการหนึ่ง ก็คือพระราชกำหนดฉบับนี้ยังไม่มีมาตรการป้องกัน และปราบปรามเกี่ยวกับเส้นทางทางการเงินและการฟอกเงินของขบวนการอาชญากร ที่มีประสิทธิภาพครับ ผมถามเลยนะครับ ในส่วนของกระบวนการเหล่านี้มักมีแผน ประทุษกรรมยักย้ายเงินไปต่างประเทศ ยกตัวอย่างเช่นการซื้อขายสินค้าระหว่างประเทศ บริเวณชายแดน เมื่อได้เงินจากบัญชีม้าไปซื้อขาย เอาของส่งไปต่างประเทศ แล้วมี การฟอกเงินไปเลยต่างประเทศ ตรงนี้พอเงินขาดตอนไม่มีแผนที่จะติดตามอะไรได้เลย นั่นหมายความว่าถ้าเข้าสู่การซื้อขายระหว่างประเทศแบบนี้ขึ้นมา และผู้ที่มาซื้อต่างประเทศ อาชญากรรมก็ไปขายของ แล้วเอาเงินให้เขาไปเงินสะอาดแล้วฟอกส่งกลับมา ตรงนี้ท่านมีมาตรการในการป้องกันอย่างไร และจะมีการตามเงินของประชาชน กลับมาอย่างไร
ประการต่อมา อีกเรื่องหนึ่งคือเป็นเรื่องของโพยก๊วน ปปง. ของเรา เรื่องโพยก๊วนก็ยังตามยาก โพยก๊วนคือการโอนเงินโดยไม่ผ่านสถาบันทางการเงิน ซึ่งมีมานานรูปแบบหลายอย่าง โพยก๊วนที่ใช้กับการกระทำความผิดอาชญากรรม ทางเทคโนโลยีที่มีส่วนเกี่ยวข้องบ้าง มันมีหลายรูปแบบนะครับ ก็คือในส่วนที่เขาเรียกว่า พอผ่านบัญชีม้าแล้วเอามาแลกเป็นเงินตราต่างประเทศโดยผ่านบัญชีที่ในประเทศไทย ถอนให้ขาดก่อน แล้วซื้อในประเทศไทย เสร็จแล้วไปเบิกเงินต่างประเทศ เพราะเขามีสาขา ในส่วนโพยก๊วนขึ้นมาความเชื่อถือ ตรงนี้มีมาตรการอย่างไรบ้างไหมครับ ถ้าท่านไม่ตามแบบนี้ ไม่เน้นในการจัดการที่ต้นเหตุคือตัวสถาบันการเงินที่ปกป้องไม่ให้คนมาเบิกเอง และการติดตาม ที่มีประสิทธิภาพเอง จริง ๆ ไม่มีทางเลยที่จะปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี เราเป็นเพียงผู้ที่วิ่งตามอยู่ เราวิ่งตามอยู่ตลอดนะครับ และไม่มีทางเลย สังเกตจากยอดที่ท่าน รายงานมาน้อยมากนั่นก็คือหมายถึงผลสัมฤทธิ์ของพระราชกำหนดฉบับนี้นั้นไม่ได้ผล เท่าที่ควร อยากให้ท่านนำทั้ง ๔ ประเด็นที่ผมได้อภิปรายไปได้โปรดไปแก้ไข
ขอแถมอีกเรื่องหนึ่ง ในเรื่องที่ให้ตำรวจทุกสถานีตำรวจสามารถรับแจ้งความได้ ไม่ว่าทางอิเล็กทรอนิกส์หรืออะไรก็แล้วแต่ ตำรวจส่วนใหญ่แล้วจะเชี่ยวชาญในคดีลัก วิ่ง ชิง ปล้น ฆ่า แต่คดีทางอิเล็กทรอนิกส์บางที่ทำไม่เป็น และปริมาณคดีแบบนี้มีมาตรการอะไร ที่จะทำให้ทำคดีได้มากขึ้น ได้เร็วแล้วก็ทันเวลา ถูกคน ถูกที่ ถูกเวลา และทันเวลา กรณีนี้เท่าที่ผมทำตรวจสอบในคณะกรรมาธิการ ป.ป.ช. สภาผู้แทนราษฎรในสมัยที่แล้ว เรื่อง Hybrid Scam ตำรวจทำไม่ไหวนะครับ ตำรวจท้องที่ทำไม่ไหวนะครับ