อนุสรณ์ สนับสนุนร่าง พ.ร.ก. อาชญากรรมไซเบอร์ แต่เสนอปรับปรุงเพิ่มเติม

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๔ · ๓ สิงหาคม ๒๕๖๖

อนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด แสดงความเห็นสนับสนุนในหลักการร่าง พ.ร.ก. ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการกระทำผิดทางเทคโนโลยี แต่เสนอให้มีการปรับปรุงเพื่อเพิ่มความรับผิดชอบของสถาบันการเงินและผู้ให้บริการเครือข่าย รวมทั้งทบทวนบทลงโทษเพื่อป้องกันความไม่เป็นธรรม และเรียกร้องให้มีการเชื่อมโยงข้อมูลเพื่อป้องกันการเปิดบัญชีม้าและการหลอกลวงผ่านโทรศัพท์ปลอมแปลง พร้อมเสนอให้จัดตั้งคณะกรรมการถาวรเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการกำกับดูแลและเยียวยาผู้เสียหายอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง

นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม อนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ก่อนจะได้อรรถาธิบายความต่อไป ผมขอปักหมุดวางธงเสียก่อนว่าผมเห็นชอบกับ พ.ร.ก. นี้ ทั้งโดยความสำคัญของปัญหา แนวคิดหลักในการปฏิบัติ แต่ว่าต้องขออรรถาธิบายเพิ่มเติม เพื่อเป็นการเติมช่องว่าง เติมจุดโหว่เพื่อให้ พ.ร.ก. ฉบับนี้มีความครบถ้วนสมบูรณ์ยิ่งขึ้น ทำไมถึงเห็นด้วยครับ เพราะถ้าไม่เห็นด้วยข้าราชการ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็จะไม่มีเครื่องมือ ในการนำ พ.ร.ก. ฉบับนี้ไปใช้ดูแลพี่น้องประชาชน ข้อสังเกตของผมมีประมาณสัก ๔-๕ ประการเท่านั้นละครับ และขอ Slide ด้วยนะครับ

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)

ข้อที่ ๑ การที่ธนาคารให้ โอนเงินง่ายเกินไปนะครับ เท่าที่ไล่ดู พ.ร.ก. ฉบับดังกล่าวยังไม่มีข้อบังคับจาก พ.ร.ก. ฉบับนี้ ที่ให้ธนาคาร หรือสถาบันการเงินรับผิดชอบต่อความผิดพลาดที่เกิดขึ้นจากการก่อ อาชญากรรมทางเทคโนโลยี

ประการต่อมา เครือข่ายโทรศัพท์มือถือ พ.ร.ก. ฉบับนี้ก็ยังไม่ได้พูดถึง บทบาทความรับผิดชอบว่าปล่อยให้มีการส่ง Link ที่อาจจะนำไปสู่การก่ออาชญากรรม ทางเทคโนโลยีได้ ผมเห็นว่า พ.ร.ก. ฉบับนี้ควรจะต้องเพิ่มในเรื่องของความรับผิดชอบ ทั้งสถาบันการเงิน แล้วก็ทั้งเครือข่ายโทรศัพท์มือถือ

ประการที่ ๒ ที่ตั้งข้อสังเกต ก็คือบัญชีม้าบางส่วน ต้องยอมรับนะครับว่า ถูกหลอกให้มาเปิด ดังนั้นการกำหนดโทษรุนแรงสำหรับผู้ที่เกี่ยวข้องกับระบบบัญชีม้า อาจจะไม่ได้ตอบโจทย์ในการแก้ไขปัญหา อย่างที่ผมกราบเรียนท่านประธานครับว่า ผู้ที่มาเปิดบัญชีม้าบางส่วนถูกหลอกมา คือลำพังถูกหลอกก็เจ็บปวดอยู่แล้ว แต่ว่า โทษที่บอกว่าจำคุกไม่เกิน ๓ ปี และปรับไม่เกิน ๓๐๐,๐๐๐ บาทนี่อาจจะเป็นการซ้ำเติม ผู้ที่ถูกหลอกมาให้เปิดบัญชีม้าไปอีก และที่สำคัญกฎหมายไม่ได้กำหนดข้อยกเว้น ในการพิสูจน์ความผิดได้ง่าย ทำให้การต่อสู้ว่าตนเองถูกหลอกกระทำได้โดยยาก

ประเด็นสำคัญที่ทางธนาคารหรือสถาบันการเงินที่จะต้องดูแลประชาชน ก็คือการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างธนาคาร เช่น ธนาคาร A มีคนชื่อเดียวกัน นามสกุลเดียวกัน เปิดบัญชีม้าซ้ำ ๆ ๘-๙ บัญชี แล้วธนาคารอื่นมีการเชื่อมโยงหรือไม่ อย่างไร ตรงนี้ถ้าหากว่า เราสามารถทำให้ระบบ Link หรือเชื่อมโยงกันได้ในสถาบันการเงินก็จะช่วยลดทอนปัญหา ลงไปได้

ประการที่ ๓ ที่เป็นข้อสังเกต มีการใช้รูปแบบการก่ออาชญากรรม ทางเทคโนโลยีซ้ำ ๆ ใช้เบอร์โทรศัพท์ที่ทำให้คนสับสนหรือสงสัย หรือเชื่อว่าเป็น เบอร์โทรศัพท์จากหน่วยงานรัฐ รูปแบบซ้ำ ๆ แบบนี้ก็ยังไม่สามารถจะป้องกันได้

ประการที่ ๔ ผมตั้งข้อสังเกตว่าไหน ๆ เราออก พ.ร.ก. ทั้งทีเราควรจะดูแล พี่น้องประชาชนได้ดีกว่านี้หรือไม่ ในอดีตเราก็เห็นนะครับ หลังรถแท็กซี่ หลังรถเมล์ รถ บขส. เขียนว่า ตกงานอย่าตกใจ แต่เราไม่ได้เห็นว่าถูกหลอกให้โอนเงิน เป็นผู้ได้รับ ความเสียหาย ได้รับผลกระทบจากการก่ออาชญากรรมทางเทคโนโลยีต้องตกใจหรือเปล่า วันนี้ความเดือดร้อนที่มันเกิดขึ้นมันมีกระบวนการ มีขั้นตอน ที่ผมเห็นว่ายังมีความซ้ำซ้อน วกวน และทำให้ผู้ได้รับความเสียหายนั้นไม่สามารถได้รับการเยียวยาหรือฟื้นฟูได้ทันท่วงที เท่าที่ดู พ.ร.ก. ฉบับนี้นะครับ ผมไม่เห็นอะไรเป็นหลักประกันว่าจะสามารถรับมือ กับนวัตกรรมที่อาชญากรรมนั้นพัฒนาอย่างต่อเนื่อง วันนี้ถ้าตั้งคำถามว่าระหว่างอาชญากร ทางเทคโนโลยีกับหน่วยงานภาครัฐ ใครมีมาตรการรองรับ หรือใครมีนวัตกรรมที่ล้ำสมัย กว่ากัน ผมว่ามันตอบยากนะครับ หยิกเล็บก็เจ็บเนื้อ แต่วันนี้ท่านลองไปทบทวนนะครับว่า ท่านก้าวทันนวัตกรรมหรือไม่ ผมไปย้อนดูตั้งแต่เดือนมีนาคมจนถึงปัจจุบันนี้ หลัง พ.ร.ก. นี้ มีผลใช้บังคับ เรายังไม่ได้เห็นรูปแบบการทลายรังโจร ทลายแก๊ง Call Center ขนาดใหญ่ ไม่ได้เห็นเป็นมรรคเป็นผลรุนแรงว่า พ.ร.ก. ฉบับนี้มีประสิทธิภาพ ประสิทธิผลเพียงไร ผมมีข้อสังเกตในประเด็นที่ผมอธิบายไว้เบื้องต้นก็คือว่าไหน ๆ เราออก พ.ร.ก. ฉบับนี้ แต่ว่ามาตรา ๑๓ บอกว่า ในวาระเริ่มแรกให้นายกรัฐมนตรีแต่งตั้งคณะกรรมการขึ้น คณะหนึ่งจำนวนตามที่เห็นสมควร คำถามก็คือว่าผมไม่เห็นมีการกำหนดคุณสมบัติของ คนเป็นกรรมการ กำหนดเพียงลอย ๆ กว้าง ๆ และมีเจตนาที่จะให้เป็น Board แบบชั่วคราว เท่านั้นหรือไม่ ความจริง Board ชุดนี้ควรจะเป็น Board ถาวร และมีผลการประเมิน ที่เป็นเรื่องเป็นราว ไม่ใช่ว่าตั้งมา ๕ ปี แล้วจะอยู่ต่อไปแบบชั่วคราวหรือถาวรก็ยังไม่ชี้ชัด จริง ๆ แล้วกรรมการตามมาตรา ๑๓ ควรจะเป็น Board ถาวรที่ประกอบไปด้วย ผู้ทรงคุณวุฒิเพื่อมากำกับดูแลและติดตามเรื่องนี้เพื่อแก้ไขเยียวยาพี่น้องประชาชนได้

ผมสรุปท้ายสั้น ๆ นิดเดียวครับว่าอาชญากรรมทางเทคโนโลยี อาชญากร ได้พัฒนาไปมาก หน่วยงานภาครัฐต้องก้าวให้ทัน แล้วผมก็สรุปอีกครั้งนะครับว่าผมเห็นชอบ ในหลักการ แต่ขออนุญาตตั้งข้อสังเกตเพื่อเติมช่องโหว่เพื่อให้ พ.ร.ก. ฉบับนี้มีความสมบูรณ์ มากยิ่งขึ้นครับ ขอบพระคุณครับ