ลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ หารือประเด็นอาชญากรรมไซเบอร์ที่เพิ่มสูงขึ้น พร้อมเสนอให้เร่งบังคับใช้พระราชกำหนดเพื่อเสริมอำนาจเจ้าหน้าที่ในการเข้าถึงและแลกเปลี่ยนข้อมูล ระงับธุรกรรมได้ทันที แต่ในขณะเดียวกันก็แสดงความกังวลถึงความเสี่ยงในการละเมิดสิทธิประชาชนจากการเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลโดยไม่มีมาตรการคุ้มครองที่เพียงพอ จึงเรียกร้องให้รัฐบาลปรับปรุงมาตรการ สร้างความร่วมมือระหว่างประเทศ และเพิ่มความรัดกุมในการจัดการข้อมูลเพื่อคุ้มครองเสรีภาพของประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพ
กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพค่ะ ดิฉัน ดอกเตอร์ลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย เพื่อให้เป็นความรวดเร็วในการอภิปรายพระราชกำหนด ฉบับนี้นะคะ เนื่องจากมูลค่าความเสียหายขอ Slide แผ่นที่ ๑ เลยค่ะ แผ่นที่ ๒ เลยค่ะ แผ่นที่ ๓ เลยค่ะ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Clip ภาพ)
มูลค่าความเสียหาย ที่เกิดขึ้นมีการพูดกันไปแล้วในหลายประเด็น ในภาพรวมค่ะ ปัจจุบันมีมูลค่าความเสียหาย ทั้งสิ้นกว่า ๓๓,๐๐๐ ล้านบาท ในช่วง ๒ ปีที่ผ่านมาเรามีคดีความที่เกี่ยวกับ Call Center และอาชญากรรมทางเทคโนโลยีเกือบวันละ ๖๐๐ คดีต่อวัน และมีมูลค่าความเสียหายกว่า ๘๖ ล้านบาทต่อวัน ท่านประธานลองคิดเล่น ๆ นะคะ นั่นหมายความว่าในแต่ละวัน จะมีประชาชนเกือบ ๖๐๐ คนที่ถูกหลอกลวง และมีทรัพย์สินที่ประชาชนหามาได้ อย่างยากลำบากต้องถูกอาชญากรรม Cyber ขโมยออกไป ประชาชนทุกวันนี้จึงต้องอยู่กับความหวาดกลัว พื้นที่ปลอดภัยในชีวิตลดน้อยถอยลง ตั้งแต่ ความปลอดภัยบนท้องถนนที่เราเห็นกันอยู่ ปัญหาการกราดยิงจากยาเสพติด และปัญหา อาชญากรรม Cyber ที่รุกล้ำเข้ามา เปรียบเสมือนปรสิตที่กำลังเข้ามาแฝงอยู่ในสังคมไทย คอยกัดกินและกัดกร่อนดูดกลืนเลือดเนื้อของประชาชนคนไทย ดิฉันเข้าใจและเห็นถึง ความจำเป็นของประชาชนที่ตกเป็นเหยื่อจากจำนวนคดีที่เพิ่มขึ้น แม้จะมีการประกาศใช้ พระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ. ๒๕๖๖ แล้วก็ตาม ขอ Slide ประเด็นหลักของ พ.ร.ก. ฉบับนี้ค่ะ เท่าที่ดิฉันศึกษาประเด็นหลักของ พ.ร.ก. ฉบับนี้จะมีสาระสำคัญใหญ่ ๆ ๓ เรื่อง
ประเด็นแรก คือการให้อำนาจแก่เจ้าหน้าที่รัฐ เช่น ตำรวจ DSI และ ปปง. สามารถเข้าถึงข้อมูลทางเทคโนโลยีธุรกรรม บัญชีและข้อมูลที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเป็นข้อมูลส่วน บุคคลเท่าที่จำเป็น
อันที่ ๒ สาระสำคัญของ พ.ร.ก. ฉบับนี้เป็นการให้อำนาจสถาบันการเงิน ผู้ประกอบธุรกิจกฎหมายและผู้บริการเครือข่ายโทรคมนาคม สามารถเปิดเผยแลกเปลี่ยน ข้อมูลระหว่างกันได้ สถาบันการเงินสามารถระงับธุรกรรมทางการเงินได้ทันที ตามกรอบระยะเวลาหากมีเหตุล่อลวงให้มีการเปิดบัญชีม้าเกิดขึ้น
และประเด็นที่ ๓ คือการกำหนดโทษของผู้เปิดบัญชีม้า ผู้เป็นธุระจัดหาบัญชีม้า หรือหมายเลขโทรศัพท์ปลอม โดยมีการกำหนดโทษและโทษปรับ
ใน ๓ ประเด็นนี้เป็นปัญหาที่สำคัญที่ทำให้อาชญากรรมทางเทคโนโลยี แพร่กระจาย แต่เพราะความล่าช้าของระบบราชการกว่าจะพิสูจน์ว่าเป็นบัญชีม้าหรือไม่ แลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกันกว่าจะสิ้นกระบวนการ เงินทองเหล่านั้นก็ถูกยักย้ายถ่ายเท ออกนอกประเทศไปเสียแล้วค่ะ นั่นคือความเสียหายที่เกิดขึ้น จริงอยู่แม้มีการประกาศ พระราชกำหนดฉบับนี้ขึ้นใช้ในวันที่ ๑๗ มีนาคมที่ผ่านมา สถิติการเกิดคดี Online ลดลง และสามารถอายัดบัญชีได้ทันท่วงทีมากขึ้น ซึ่งสะท้อนว่า พ.ร.ก. ฉบับนี้มีประสิทธิภาพ ในระดับหนึ่งค่ะ แต่ดิฉันมีข้อสังเกตอยู่ ๓ ประการ ณ ที่นี้ค่ะ
ประการแรก คือการกำหนดโทษของผู้เปิดบัญชีม้าที่รุนแรง อาจจะไม่ได้ช่วย ให้เกิดการลดอาชญากรรมขึ้นค่ะ เนื่องจากคนที่เปิดบัญชีม้าจะได้รับโทษจำคุกสูงสุด ๓ ปี และปรับไม่เกิน ๓๐๐,๐๐๐ บาท ส่วนใหญ่ผู้เปิดบัญชีม้าจากการบอกเล่าของตัวเหยื่อเอง มักจะเป็นผู้ที่มีฐานะยากจน และมีความรู้ และมักถูกล่อลวงโดยแก๊งมิจฉาชีพได้ง่าย ทำให้การต่อสู้คดีที่ตนถูกหลอกลวงทำได้ยาก
ข้อสังเกตประการที่ ๒ คดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยีส่วนใหญ่ เป็นขบวนการข้ามชาติ ต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างประเทศโดยเฉพาะประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งเป็นฐานที่ตั้งของแก๊ง Call Center แน่นอนค่ะว่ามันอาจจะอยู่นอกเหนือขอบเขตอำนาจ ของพระราชกำหนดฉบับนี้ แต่ดิฉันเห็นว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญและควรหยิบยกมากล่าวถึง และดิฉันคิดว่าจำเป็นต้องมีมาตรการอื่น ๆ เพิ่มเติมเพื่อให้ระบุไว้ในพระราชกำหนดฉบับนี้
และประการสุดท้าย พระราชกำหนดฉบับนี้อย่างที่บอกให้อำนาจทั้งตำรวจ DSI และ ปปง. สามารถเข้าถึงข้อมูลบัญชีและธุรกรรมของประชาชน รวมถึงข้อมูล การจราจรทางคอมพิวเตอร์ อำนาจดังกล่าวถือเป็นดาบสองคม แม้จะมีการระบุว่าเจ้าหน้าที่รัฐ สามารถเปิดเผยข้อมูลเท่าที่จำเป็นแต่ก็เป็นการยากค่ะ เพราะเราต้องไม่ลืมว่ารัฐบาล ที่ผ่านมามีความหวาดระแวงกับประชาชน อาจจะใช้ดุลยพินิจและใช้อำนาจที่เกินขอบเขต เพื่อเข้าถึงข้อมูลของประชาชนบางกลุ่มในกรณีการเข้าถึงธุรกรรมทางการเงิน มันจึงมีเส้นบาง ๆ อยู่ค่ะท่านประธาน ระหว่างความจำเป็นกับดุลยพินิจ และความจำเป็น ที่ถูกกำหนดโดยรัฐอาจกลายเป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคล สิ่งที่ดิฉันกังวลเรื่องนี้ก็เพราะว่า ความสามารถในการปกป้องข้อมูลส่วนบุคคลที่รัฐเข้าถึงยังไม่รัดกุมเพียงพอ ถ้าเรายังจำกันได้ เมื่อปลายปีที่แล้วในเดือนตุลาคมเราพบว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐเข้าถึงข้อมูลส่วนตัวของประชาชน และนำข้อมูลเหล่านั้นไปขายให้กับแก๊ง Call Center โดยเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจระดับสูง และเป็นเจ้าหน้าที่กระทรวงพาณิชย์ ดังนั้นมีรายได้ต่อวันคือวันละ ๒๐,๐๐๐ บาท กว่า ๖๐,๐๐๐ บาทต่อเดือน นี่เป็นตัวอย่างที่เจ้าหน้าที่รัฐสามารถเข้าถึงข้อมูลส่วนตัว ของประชาชนและนำเอาข้อมูลส่วนตัวนั้นไปขายค่ะ ท่านประธานที่เคารพคะ ข้อมูล คือน้ำมันดิบแห่งโลกสมัยใหม่ เมื่อรัฐมีอำนาจในการเข้าถึงส่วนบุคคลของประชาชน การใช้การป้องกันอาชญากรรมทางเทคโนโลยี แต่ดิฉันคิดว่าสมควรมีมาตรการอื่น ๆ เพิ่มเติม ให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้นแล้วดิฉันก็เห็นด้วยกับพระราชกำหนดฉบับนี้ค่ะ
สุดท้ายค่ะ การถูกหลอกดูดเงินออกจากบัญชีอาจดูเป็นเรื่องที่น่ากลัว แต่ยังมีความน่ากลัวกว่าคือการที่เงินในบัญชีไม่มีให้หลอกค่ะท่านประธาน ดังนั้นรัฐบาลที่ดี จึงมีหน้าที่ทำให้เงินในกระเป๋าของประชาชนเพิ่มมากขึ้นถึงจะถือได้ว่าเป็นรัฐบาล ของประชาชนทุกคน ขอบพระคุณค่ะท่านประธาน