ภัณฑิล เปิดปัญหาฉ้อโกงเทคโนโลยี ชูมาตรการป้องกัน-เร่งตรวจสอบเส้นทางเงิน

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๔ · ๓ สิงหาคม ๒๕๖๖

ภัณฑิล น่วมเจิม หารือปัญหาการฉ้อโกงทางเทคโนโลยีที่ทำให้ประชาชนสูญเสียเงินจำนวนมาก เรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรวมถึงผู้ให้บริการโทรคมนาคมและสถาบันการเงินเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบและรับผิดชอบร่วมกัน โดยเสนอให้มีระบบตรวจสอบเส้นทางการเงินอย่างรวดเร็ว จัดตั้งจุดรับเรื่องแบบ One Stop Service และเสริมมาตรการป้องกันตั้งแต่ต้นทางทั้งในด้านการเปิดบัญชีธนาคารและซิมการ์ดเพื่อลดช่องโหว่ที่ถูกใช้ในการก่ออาชญากรรม

นายภัณฑิล น่วมเจิม กรุงเทพมหานคร

เรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม ภัณฑิล น่วมเจิม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กทม. เขตคลองเตย วัฒนาครับ รบกวนขอ Slide ด้วยครับ

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)

ก็จะพยายามไม่อภิปราย ให้ซ้ำประเด็นเยอะนะครับ เพราะว่าอภิปรายไปค่อนข้างหลากหลายในเรื่องของประเด็น ความเสียหายต่าง ๆ แล้วก็รูปแบบ อันนี้ก็อาจจะพูดถึงว่าการกำหนด KPI ของหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องเพราะว่าปัจจุบันนี่ หน้าถัดไปเลยนะครับ เราอายัดมาได้แค่ ๑.๕ เปอร์เซ็นต์ จากมูลค่าความเสียหายเกือบ ๓๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่ว่าอายัดมาได้แค่หลัก ๔๐๐ กว่าล้านบาท ซึ่งอันนี้มันก็คือเหมือนกับไม่มีเงินคืนให้เขา เงินก็หายหมดนะครับ หน้าต่อไปเลยครับ อันนี้เราก็คงเคยเจอนะครับ เมื่อเช้าก็เพิ่งเจอ SMS ก็ยังส่งมา หรือไม่ว่าจะเป็นรูปแบบ ผ่าน LINE หรือผ่าน Page ปลอมต่าง ๆ อันนี้ก็ตั้งคำถาม เพราะว่ายังไม่มีผู้อภิปรายเลยว่า ทำไมผมจ่ายค่ารายเดือนให้ Telecom Operator ผู้ให้บริการโทรคมนาคมเดือนละ หลายร้อย หลายพันซึ่งทุกท่านก็จ่าย แต่ปรากฏเขาไม่คุ้มครองดูแลช่องทางที่จะเข้ามา ถึงผมเลย ปล่อยให้ SMS เหล่านี้เข้ามารบกวนผม ให้เป็นภาระของประชาชน ผู้ให้บริการ โทรคมนาคมมีเครื่องมือในการบล็อกเบอร์ ในการทราบว่าเป็น Voice over IP หรือเป็น ผ่านทาง Internet ช่องทางไหนมา แต่ก็ยังปล่อยให้เข้ามาอยู่เกือบทุกวัน ทำไมไม่เรียกร้อง ไปยัง Telecom Operator หรือผู้ให้บริการโทรคมนาคมให้ดูแลตรงนี้ให้รัดกุมมากขึ้นนะครับ Slide ต่อไปเลยครับ ก็อย่างที่ผมเรียนไปเงินหายอยากได้คืน อันนี้คือจุดประสงค์หลัก ที่เรามาอภิปรายกันวันนี้ ขบวนการมันก็มีอยู่แล้วคือเป็น Organize Crime คือมันเป็นรูปแบบ มันไม่ใช่ทำคนเดียว มันมีการจ้างลูกทีมโทรมาหลอก คือมันเป็นขบวนการครับ แต่ที่ผ่านมา เรายังไม่เคยจับใครได้แบบคาหนังคาเขาเป็นมูลค่าเยอะ ๆ เลย ไปไล่จับเอารายเล็กรายน้อย ควรจะต้องเชือดไก่ให้ลิงดู ต้องจับรายใหญ่ให้ได้สิครับ มันมีคน Organize อยู่ข้างหลัง ไปจ้างคนมา ไปหาบัญชีม้ามา ทำไมเรายังทำไม่ได้เลยครับ หลายปีผ่านมาแล้ว ยังไม่เห็นจับตัวใหญ่ ๆ ได้เลยนะครับ ก็ฝากทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปด้วยนะครับ กับอีกอันหนึ่งก็คือต้องแก้ที่ต้นเหตุและปลายเหตุ ไม่ใช่แก้ระหว่างทางพอตอนเงินมันเข้าไป ที่บัญชีม้าแล้วมันเป็น Matter of Second คือมันไม่กี่วินาทีเขาโอนไปเป็นบัญชีที่ ๒ ๓ ๔ ๕ แล้วก็เป็น Crypto ท่านไปตามอย่างไรก็ไม่ทันแน่นอน โทรไปเขา Call Center ของแบงก์ กว่าจะคุยกว่าจะอายัดบัญชีผ่านไปครึ่งชั่วโมง แล้วก็ต้องไปแจ้งซ้ำไปแจ้งทาง สน. อีก ทำไมเราไม่ทำเป็น One Stop Service เป็น One single point of contact ที่เดียวจบ แจ้งทีเดียว ไม่ต้องไปเล่าเรื่องต่าง ๆ ซ้ำ บางทีผ่านไปแล้วเป็นวันหนึ่งยังอายัดไม่ได้เลยนะครับ อันนี้ก็คือว่าเราต้องพยายามทำให้ได้เร็ว แล้วก็ต้องไปที่ต้นทาง คือเวลาโจรเขาจะ Organize เขาต้องไปจ้างคนใช่ไหมครับ แล้วเงินมันจะกลับมามันต้องกลับมาที่เขา ก็ไป Track ดู เรื่องเส้นทางทางการเงินนะครับ สุดท้ายแล้วมันไม่มีใครเอาเงินไปอยู่ใน Crypto ตลอดเวลา หรอกครับ มันก็มีคนจ้างแล้วเงินมันก็วกกลับมา ทาง ปปง. ก็ไปสอบเส้นทางการเงินได้นะครับ Slide ต่อไปเลยครับ คือต่างประเทศเขาก็ทำกันมาแล้ว เราไม่ต้องคิดใหม่ทำใหม่ อย่างอังกฤษนี่เขาทำระบบให้ผู้ให้บริการทางการเงินกลุ่มธนาคารต้องร่วมรับผิดด้วย ผมไปฝากเงินกับบัญชีธนาคารก็อยากจะได้ความปลอดภัย เสียค่าธรรมเนียม เสียดอกเบี้ย อย่างนั้นผมก็เอาเงินไปฝังตุ่มไว้ที่บ้านไม่ดีกว่าหรือครับ ปลอดภัยกว่าตั้งเยอะ ทำไมธนาคาร ไม่มาร่วมรับผิดชอบเลยครับ โยนเป็นภาระให้กับหน่วยงานภาครัฐ โยนมาให้ประชาชน คือซวย แล้วเงินก็หายไม่มีประโยชน์อะไร คือมันต้องมีระบบที่สถาบันการเงินร่วมมารับผิดด้วย ในฐานะปล่อยให้มีบัญชีม้า ไม่ตรวจสอบการเปิดบัญชีให้ดี พอออกมาตรการแบบนี้มาเสริม รับรองแก้ได้เร็วแน่นอน เพราะว่าทางธนาคารเองก็ไม่อยากจะเสียหาย แต่ตอนนี้มันเหมือนกับประชาสัมพันธ์ ๆ ธนาคารไม่ต้องมาร่วมรับผิดอะไรเลยทั้ง ๆ ที่เขาเป็นคนคัดกรองคนที่มาเปิดบัญชี เช่นเดียวกันผมพูดไปแล้วผู้ให้บริการ Telecom Operator เขาก็ต้อง Screen เหมือนกัน กว่าจะเปิด SIM ได้มันไม่ควรจะต้องง่าย ปัจจุบันนี้ก็เปิดเป็นร้อย ๆ ล้านเบอร์ ประชากร ในเมืองไทยมี ๖๐ ล้านคนเองทำไมปล่อยให้เปิดเยอะขนาดนั้น เมื่อสักครู่ก็มีผู้อภิปรายว่า คนคนหนึ่งสามารถเปิด SIM ได้ตั้งไม่รู้กี่ SIM เป็นทั้งระบบ Voice ระบบ Data อันนี้ก็ต้อง มีมาตรการเพิ่มเติมให้กับทั้งสถาบันการเงินแล้วก็ผู้ให้บริการโทรคมนาคมร่วมรับผิดด้วยนะครับ ต่อไปครับ ๓ ป. ที่ดี ประชาสัมพันธ์ อันนี้ก็พูดกันมาเยอะแล้วให้ความรู้กับประชาชนว่า รูปแบบมันเป็นอย่างไรได้บ้าง เพราะว่าถ้ามาเทียบกันแล้วนี่คือโอนเงินประเทศไทย Mobile Banking ทำได้ง่ายจริง แต่ระบบความปลอดภัยนี่น้อยมาก ถ้าเทียบดู Ranking ในต่างประเทศเราจะเห็นว่าเราก็ไม่ได้อยู่ลำดับที่เท่าไรในเรื่องของการป้องกันอาชญากรรม ทางเทคโนโลยี มันต้องไปป้องกันก่อนที่จะเกิดเหตุ เปิดต้องเปิดยาก เปิดทั้งบัญชีธนาคาร ไม่ใช่คนหนึ่งจะมีไม่รู้กี่บัญชี มีกี่ SIM เดี๋ยวก็จะมีข้อเสนอแนะในหน้าถัดไปนะครับ เรื่องการปราบปรามก็เหมือนกันคือมันต้องเอาผิดให้ได้ เอาเงินคืนมาให้ได้ ตั้งเป็น KPI เลย สำหรับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ใช่แค่ ๑ กว่าเปอร์เซ็นต์ที่เอาเงินมาคืนหรืออายัดได้นะครับ หน้าต่อไปเลยครับ คือเทคโนโลยีมันก็มี เดี๋ยวนี้มันก็ก้าวหน้าใช้ระบบ Biometric เวลาจะโอนเงิน อันนี้เข้าใจละมันยุ่งว่าเราจะต้องมา Face ID มี Fingerprint ใช้ระบบ PIN OTP คือก็ต้องทำให้ยากกว่าเงินจะออกไปจากกระเป๋าเราได้ Voice over IP คือมันต้อง ลงทะเบียนระบบที่เป็นพวกขายประกันหรือส่ง SMS ทีเป็นขนาดเยอะ ๆ มันต้องใช้เครื่องมือ ในการทำ มันไม่ใช่คนเดียวทำได้นะครับ ทาง Operator ก็ต้องจับผู้ให้บริการรายใหญ่ ๆ ที่ส่ง SMS มาลงทะเบียนให้หมด คือจะอ้างว่าไม่มี SIM แต่เป็น Voice over IP ก็ลงทะเบียน ได้เหมือนกัน จำกัดจำนวนบัญชี ๑ เครื่อง ๑ คน ๑ บัญชีก็พอแล้ว จะมีไปทำไม Mobile Banking กี่เครื่อง จำกัดวงเงินอันนี้ปกติก็สามารถตั้งเองได้เหมือนกัน แต่ว่าในเชิงปฏิบัติแล้ว ก็อยากจะให้ทางธนาคาร เพราะว่าคงไม่น่าจะเยอะที่จะโอนเงินเป็นแสนเป็นล้านต่อวัน หลาย ๆ ครั้ง ถูกไหมครับ ก็ควรจะจำกัดเลยว่าถ้าเผื่อจะโอนเกินจำนวนเท่านี้ วันหนึ่งได้แค่กี่ครั้งก็จะเป็นการลดความเสียหายไปนอกเหนือจากการประชาสัมพันธ์ด้วย แล้วก็ให้รางวัลนำจับเลย ใครจับมาให้ได้สักคนหนึ่งให้คนที่มันต้องคุ้มเพราะรับเปิดบัญชีม้า ๑,๐๐๐ กว่าบาท แต่เพื่อรางวัลนำจับได้เยอะ ๆ ก็อาจจะมีคนออกมาแฉ ก็ขอฝากหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องไว้ประมาณนี้นะครับ ขอบคุณมากครับ