รวี ตั้งข้อสังเกต พ.ร.ก.ปราบปรามอาชญากรรมไซเบอร์ ชี้กระทบสิทธิเสรีภาพ

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๔ · ๓ สิงหาคม ๒๕๖๖

รวี เล็กอุทัย ตั้งข้อสังเกตและแสดงความกังวลต่อความจำเป็นเร่งด่วนและความชัดเจนของเนื้อหาในพระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ. 2566 โดยตั้งคำถามถึงประสิทธิผล ความรอบคอบในการดำเนินการ และข้อบกพร่องที่อาจกระทบสิทธิเสรีภาพประชาชนในด้านต่าง ๆ เช่น การสื่อสาร ทรัพย์สิน และการประกอบอาชีพ โดยเฉพาะในมาตราที่เกี่ยวกับการเปิดเผยข้อมูลโดยขาดเกณฑ์ชัดเจน กลไกตรวจสอบ และมาตรการเยียวยา พร้อมเรียกร้องให้พิจารณาผลประโยชน์ของประชาชนอย่างรอบด้านและชี้แจงความคืบหน้าในการคืนทรัพย์สินแก่ผู้เสียหายอย่างเป็นรูปธรรม

นายรวี เล็กอุทัย อุตรดิตถ์

กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพครับ ผม นายรวี เล็กอุทัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุตรดิตถ์ เขต ๓ พรรคเพื่อไทย สำหรับกรอบการอภิปรายในวาระการพิจารณาพระราชกำหนดมาตรการ ป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ. ๒๕๖๖ ที่มีผลบังคับใช้ไปแล้ว เมื่อวันที่ ๑๗ มีนาคมที่ผ่านมานี้นะครับ ซึ่งในท้ายราชกิจจานุเบกษาได้ระบุไว้ถึงความฉุกเฉิน และความจำเป็นเร่งด่วนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ของ พ.ร.ก. ฉบับนี้ แต่สำหรับผมครับ ขอตั้งข้อสังเกต และข้อกังวลไว้ ๒ หัวข้อใหญ่ ๆ ครับ

ในส่วนของข้อแรกนั้น ก็คือการตราพระราชกำหนดฉบับนี้นั้น มีความสำคัญ จำเป็นเร่งด่วนในการออกจริงหรือไม่

และข้อ ๒ คือข้อกังวลต่อสาระสำคัญในพระราชกำหนดฉบับนี้ครับ ขอ Slide ขึ้นนะครับ

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)

ในส่วนแรก ประเด็นปัญหาทางอาชญากรรมทาง เทคโนโลยีนั้น มีความสำคัญ และส่งผลกระทบต่อพี่น้องประชาชนเป็นวงกว้าง อันนี้ผมเห็นด้วยครับ ดังจะเห็นได้จากสถิติของหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย โดยเฉพาะจากหน่วยงานของตำรวจนะครับ ขอ Slide ต่อไปด้วยครับ จากสถิติการรับแจ้งความ Online ในช่วงเดือนมีนาคมถึงเดือนกรกฎาคม ปี ๒๕๖๖ เป็นตัวอ้างอิงของจากสถิติการรับแจ้งความ Online ของ thaipoliceOnline.com ในเดือนมีนาคมนั้นมีการรับแจ้งความคดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ๒๑,๐๒๐ เคส เดือนเมษายน ๑๙,๕๕๓ เคส เดือนพฤษภาคม ๒๒,๗๒๙ เคส เดือนมิถุนายน ๑๗,๗๕๕ เคส และ เดือนกรกฎาคม ๑๖,๑๓๒ เคส ในขณะที่อาชญากรรม Online ที่คนไทยตกเป็นเหยื่อสูงสุด ๕ อันดับแรก ตั้งแต่วันที่ ๑ มีนาคม ปี ๒๕๖๕ ถึงวันที่ ๒๘ มิถุนายน ๒๕๖๖ อ้างอิงข้อมูลจาก กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง โดยกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับ อาชญากรรมทางเทคโนโลยี อันดับ ๑ หลอกลวงซื้อขายสินค้าหรือบริการ จำนวน ๑๐๘,๓๘๓ เคส หลอกให้โอนเงินเพื่อทำงาน ๓๘,๖๖๙ เคส หลอกให้กู้เงิน ๓๕,๑๒๑ เคส หลอกให้ลงทุนผ่านระบบ คอมพิวเตอร์ ๒๓,๕๔๕ เคส และข่มขู่ทางโทรศัพท์ ๒๑,๔๘๒ เคส ท่านประธานครับ โดยสรุป จำนวนคดีที่มีการรับแจ้งความภายหลังที่ พ.ร.ก. ฉบับนี้ออกมาแล้วนั้น ในทางตัวเลขยังมี การลดลงที่ไม่มีนัยสำคัญ ไม่ได้ลดลงมากขนาดนั้นครับ อีกทั้งจากการคาดการณ์ของกองบังคับการ ปราบปรามการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยีนั้น แสดงให้เห็นว่าในครึ่งปีหลังของ ปี ๒๕๖๖ นั้น ได้ชี้แจงไว้ว่าสถานการณ์ก็จะยังคงไม่เปลี่ยนแปลงไปมากจากเดิม ดังนั้นการที่ ฝ่ายบริหารได้อ้างถึงความจำเป็นเร่งด่วนของการออก พ.ร.ก. ฉบับนี้ แต่ในทางปฏิบัติการรับ แจ้งความและแนวโน้มนั้นกลับไม่ได้ดีขึ้นตามที่คาดการณ์ นอกจากนั้นในประเด็นของการที่จะมี หรือไม่มี พ.ร.ก. ฉบับนี้นั้น ควรพิจารณาควบคู่ไปกับกฎหมายที่อยู่ในอำนาจของตำรวจ DSI และ ปปง. ซึ่งเป็นหน่วยงานที่มีการบังคับใช้กฎหมายเดิมอยู่แล้ว ผมจึงอยากเห็นความละเอียด รอบคอบในการออก พ.ร.ก. ฉบับนี้ที่มากกว่านี้ และอยากขอสอบถามถึงการนำทรัพย์สินกลับคืน ไปยังผู้เสียหายด้วยครับว่ามีความแตกต่างหรือไม่ อย่างไร กับก่อนหน้าที่จะมีการออก พ.ร.ก. ฉบับนี้ ขอ Slide ต่อไปด้วยครับ

ต่อมานะครับ ในส่วนข้อกังวลอีกข้อหนึ่งใหญ่ ๆ นั่นคือในส่วนของสาระ ในพระราชกำหนดฉบับนี้ ฝ่ายบริหารได้ตรากฎหมายที่เป็นการจำกัดสิทธิและเสรีภาพ ของประชาชน ทั้งในด้านความเป็นอยู่ การสื่อสาร ทรัพย์สิน และการประกอบอาชีพ ซึ่งโดยปกติแล้วการตรากฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของประชาชนนั้น จะกระทำมิได้ ยกเว้นตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๖ แต่ถึงจะยกเว้น ก็ให้เป็นไปตาม เหตุที่จำเป็นเท่านั้น และที่สำคัญ ควรจะต้องผ่านการพิจารณา ผ่านฝ่ายนิติบัญญัติ เพื่อให้มี การพิจารณาอย่างรอบคอบ ถี่ถ้วน และเหมาะสม ไม่เป็นการจำกัดสิทธิและเสรีภาพ ของประชาชนมากเกินจำเป็น นอกจากนั้นในมาตรา ๔ ซึ่งมีการระบุไว้ว่าในกรณีที่มีเหตุ อันควรสงสัยว่ามีหรืออาจจะมีการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ให้สถาบัน การเงินและผู้ให้บริการทางการสื่อสารทุกประเภทสามารถเปิดเผยและแลกเปลี่ยนข้อมูลได้ แต่ยังไม่ได้มีการระบุนิยามหรือเกณฑ์ที่ชัดเจนของคำว่า เหตุอันควรสงสัย ว่าเป็นอย่างไร ซึ่งนั่นผมมองว่ามันอาจจะเป็นโอกาสสำหรับผู้ที่ต้องการจะกระทำความผิด เป็นการเปิด โอกาสให้กับผู้เกี่ยวข้องใช้ดุลยพินิจในการร้องขอข้อมูล เรียกข้อมูลของประชาชนเพื่อไปใช้ ในทางที่ผิดหรือผลประโยชน์ส่วนตัวได้ ยิ่งไปกว่านั้นครับ ยังไม่มีการตั้งกฎเกณฑ์ของระบบ การเปิดเผยและแลกเปลี่ยนข้อมูลที่เป็นรูปธรรม ไม่มีการกำหนดอำนาจหน้าที่ ของผู้รับผิดชอบ และรูปแบบของคณะกรรมการที่ถูกแต่งตั้งตามมาตรา ๑๓ นั้นก็ยังไม่มี ความชัดเจน จึงอาจส่งผลกระทบต่อการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลโดยไร้ซึ่งความรับผิดชอบ รวมถึงยังไม่มีการพูดถึงมาตรการเยียวยาผู้บริสุทธิ์ที่ได้รับความเสียหายจากผลของการระงับ การทำธุรกรรมที่อยู่ในช่วงระยะเวลา ๗ วัน หรือมากกว่า ๗ วันนั้นตามที่ พ.ร.ก. ฉบับนี้ ออกมาครับ

โดยสรุปครับ ท่านประธานครับ ผมเห็นด้วยว่าการตรากฎหมายที่จะช่วย แก้ไขปัญหาอาชญากรรมทางเทคโนโลยีนั้นมีความสำคัญครับ แต่ขอตั้งคำถาม แล้วก็ เป็นข้อกังวลครับว่าในความจำเป็นเร่งด่วนในการออก พ.ร.ก. ฉบับนี้นั้นที่ยังมี ความหละหลวม มีความบกพร่องอยู่นี้ แล้วยังมีอีกหลายประเด็นที่เราควรจะต้องพิจารณา เพื่อคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของพี่น้องประชาชนคนไทยครับ อย่างไรฝากด้วยครับ ขอบพระคุณมากครับ