ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร อภิปรายเกี่ยวกับพระราชกำหนดป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ. 2566 โดยเน้นความจำเป็นในการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างธนาคารและผู้ให้บริการเครือข่ายเพื่อหยุดการโอนเงินผ่านบัญชีม้าอย่างทันท่วงที พร้อมเสนอให้เชื่อมโยงระบบอิเล็กทรอนิกส์ระหว่างหน่วยงานเพื่อระงับธุรกรรมทุจริตได้อย่างรวดเร็วและลดขั้นตอนการร้องทุกข์ที่ซ้ำซ้อน ตามเจตนาของกฎหมายเพื่อคุ้มครองประชาชนและเศรษฐกิจอย่างมีประสิทธิภาพ
ขอ Slide ขึ้นด้วยนะครับ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผม ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ขออภิปรายนะครับ เกี่ยวกับพระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรม ทางเทคโนโลยี พ.ศ. ๒๕๖๖ ที่ได้ออกมาบังคับใช้เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมานี้ ผมเห็นด้วยกับความจำเป็นที่จะต้องมีมาตรการในการจัดการปัญหาฉ้อโกง การหลอกลวง ประชาชนให้เสียทรัพย์โดยการก่ออาชญากรรมทางเทคโนโลยีผ่านช่องทาง Online ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นโทรศัพท์ SMS Social media ไปหน้าถัดไปด้วยนะครับ Slide ครับ ซึ่งคนร้ายก็ จะใช้วิธีการหลอกลวงให้เหยื่อโอนเงินออกจากบัญชีเงินฝากธนาคารไปยังบัญชีเงินฝาก ธนาคารอีกแห่งหนึ่ง หรือบัญชี e-Wallet ต่อไปเป็นทอด ๆ อย่างรวดเร็วเพื่อวัตถุประสงค์ ก็คือปกปิดอำพรางการกระทำความผิด ตรงนี้เป็นหัวใจสำคัญของพระราชกำหนดนี้ จากรูปประกอบของ Slide ที่เราจะเห็นรูปม้าทางล่างขวานี้เราจะเห็นม้าหลายแถวนะครับ มีม้าแถวที่ ๑ โอนไปให้ม้าแถวที่ ๒ อีก ๒ ตัว แล้วม้าแถวที่ ๒ โอนต่อไปยังม้าแถวที่ ๓ อีก ๓ ตัว ม้าแถวที่ ๓ ก็โอนต่อไปยังม้าแถวที่ ๔ อีก ๔ ตัว โอนกันเป็นทอด ๆ จนไปถึง ตัวผู้หลอกลวง ผู้ร้าย เขาก็จะโอนเงินเข้าไปรวบรวมที่ผู้ร้ายคนนั้นนะครับ ซึ่งปัญหานี้ ก่อความเดือดร้อนต่อประชาชนเป็นวงกว้างและสร้างความเสียหายปีหนึ่งหลายหมื่นล้านบาท ในยามที่ประชาชนเดือดร้อน หนี้ครัวเรือนของประเทศเราสูงมากกว่า ๙๐ เปอร์เซ็นต์ ของระดับ GDP ปัญหานี้ซ้ำเติมและสร้างความเสียหายต่อประชาชนและระบบเศรษฐกิจ ของประเทศเป็นอย่างมากนะครับ ซึ่ง พ.ร.ก. นี้ได้ออกมาตั้งแต่เดือนมีนาคม ผ่านมา เกือบ ๕ เดือน เป็นช่วงที่ภาคส่วนต่าง ๆ กำลังเริ่มปฏิบัติตามทำมาตรการต่าง ๆ ให้เป็นรูปเป็นร่าง จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องพูดถึงเป้าหมายและมาตรการที่ พ.ร.ก. นี้ ได้ให้อำนาจหน้าที่ไว้เพื่อให้การบังคับใช้ในการเอาไปปฏิบัติตามของหน่วยงานต่าง ๆ เป็นไป อย่างมีประสิทธิผล แล้วก็บรรลุเป้าหมายในการป้องกันและปราบปราม ระงับความเสียหาย จากอาชญากรรมทางเทคโนโลยีนี้ ผมจะขออภิปรายเนื้อหาของ พ.ร.ก. นี้โดยจำแนก ออกเป็น ๔ ส่วนว่ามีมาตรการอะไรบ้าง แล้วจากนั้นจะไปดูตัวเลขสถิติที่ผ่านมาว่า การดำเนินการตาม พ.ร.ก. นี้ได้ผลเช่นไร จากนั้นจะนำเสนอข้อสังเกตและข้อควรปรับปรุง เพื่อให้การบังคับใช้ พ.ร.ก. นี้บรรลุตามเป้าหมาย ส่วนที่ ๑ เป็นเรื่องของการเปิดเผย หรือแลกเปลี่ยนข้อมูล การถูกหลอกลวงให้โอนเงินมันมักจะเกี่ยวข้องกับการโอนเงิน เป็นทอด ๆ ตามที่ได้กล่าวมาข้างต้นนะครับ และมันจะเกี่ยวข้องกับหลายธนาคาร ผ่านบัญชีม้าหลาย ๆ ชื่อ และเกี่ยวข้องกับการลงทะเบียนบัญชี ซึ่งผูกกับเบอร์โทรศัพท์ หรือ SIM โทรศัพท์หลาย ๆ เบอร์ ซึ่ง SIM เหล่านี้ก็มักจะเป็น SIM ม้าใช้ชื่อคนอื่น มาจดทะเบียนด้วยเช่นกันนะครับ ดังนั้นการสืบสวน การติดตามอายัดธุรกรรมนี่ แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยถ้าไม่มีระบบแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างภาคธนาคารและผู้ให้บริการ เครือข่ายมือถือที่มีประสิทธิภาพนะครับ ซึ่งพระราชกำหนดนี้ก็ได้ให้สถาบันการเงิน และผู้ประกอบธุรกิจระบบชำระเงิน ต่อไปนี้ขอเรียกอย่างกระชับว่า ธนาคาร นะครับ ตามมาตรา ๔ กำหนดหน้าที่ให้ธนาคารแล้วก็ผู้ให้บริการเครือข่ายต้องเปิดเผยแลกเปลี่ยน ข้อมูลเพื่อไปใช้ในการป้องกันปราบปรามและระงับอาชญากรรมทางเทคโนโลยีเหล่านี้ เท่าที่ทราบความคืบหน้าการดำเนินการของภาคธนาคารก็อยู่ระหว่างการพัฒนาระบบ ที่เรียกว่า Central Fraud Registry หรือ CFR ซึ่งก็ต้องขอชื่นชมในความร่วมมือ ของภาคธนาคารนะครับ แล้วก็ยังต้องขอฝากกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังท่านผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทยให้ช่วยติดตามให้ภาคธนาคารพัฒนาระบบนี้ให้ตอบโจทย์ ประชาชนผู้เสียหายตามเจตนารมณ์ของ พ.ร.ก. ฉบับนี้ด้วยนะครับ ซึ่งส่วนสำคัญ ของเจตนารมณ์ของ พ.ร.ก. ฉบับนี้จะอยู่ในส่วนที่ ๒ ซึ่งพูดถึงการให้ข้อมูลแก่ผู้รับโอน ทุกทอดได้รับทราบและระงับธุรกรรมไว้ได้ทันท่วงที เมื่อธนาคารได้รับข้อมูลธุรกรรม ไม่ว่าจะเป็นจากระบบหรือจากการรับแจ้ง ธนาคารมีหน้าที่ที่จะระงับธุรกรรมชั่วคราว แล้วก็แจ้งธนาคารที่รับโอนถัดไป พร้อมกับแลกเปลี่ยนข้อมูล เปิดเผยข้อมูล เข้าสู่ระบบ เพื่อให้ธนาคารผู้รับโอนทุกทอดได้รับทราบและระงับธุรกรรมดังกล่าวไว้เป็นการชั่วคราว เพื่อตรวจสอบ การทำเช่นนี้จะช่วยหยุดการโอนเงินต่อเป็นทอด ๆ ของบัญชีม้าได้ การโอนเงินเป็นทอด ๆ ของมิจฉาชีพพวกนี้เขาทำเพื่อให้ติดตามเส้นทางการเงินได้ยาก ดังนั้นระบบที่ทำขึ้นต้อง เท่าทัน มีประสิทธิภาพที่จะรองรับเรื่องเหล่านี้ได้ ข้อสังเกตสำหรับ พ.ร.ก. ฉบับนี้ คือจำเป็น ที่จะต้องมีระบบแลกเปลี่ยนข้อมูลที่เชื่อมต่อกับกระบวนการทำงานของธนาคารได้ อย่างรวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ ยับยั้งการโอนเงินของคนร้ายที่จะโอนต่อไปเป็นทอด ๆ ได้ทั้งหมด ไม่เช่นนั้นก็จะไม่สามารถระงับความเสียหายได้ทันท่วงที ขอ Slide หน้าถัดไป ด้วยนะครับ อันนี้เป็นสถิติการอายัดธุรกรรมในเดือนมิถุนายน เท่าที่ผมรวบรวมมาจาก Thaipoliceonline.com มูลค่าความเสียหายในเดือนมิถุนายนได้รับแจ้งประมาณ ๑,๔๐๐ ล้านบาท มีการขออายัดไป ๖๗๘ ล้านบาท แต่อายัดไว้ได้ทัน ๐ บาท หรือแม้จะเป็น ตัวเลขที่ท่านรัฐมนตรีได้นำเสนอว่าหลังจากออกพระราชกำหนดออกมาแล้ว อายัดไปได้ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ของความเสียหาย ตัวเลข ๑๐ เปอร์เซ็นต์นั้นก็ยังเป็นตัวเลขที่ห่างไกล จากวัตถุประสงค์ของ พ.ร.ก. ฉบับนี้ ดังนั้นจึงจำเป็นที่หน่วยงานต่าง ๆ ควรจะต้องร่วมมือกัน พัฒนาทั้งระบบ และพัฒนาทั้งกระบวนการให้เชื่อมโยงบูรณาการกัน เพื่อให้เกิดผลยับยั้ง การทำธุรกรรมเป็นทอด ๆ ได้จริง ผมขอสั้น ๆ นะครับท่านประธาน
ในส่วนที่ ๓ ส่วนนี้เป็นความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนเป็นอย่างมากก็คือ การแจ้งข้อมูลหลักฐาน ขอ Slide หน้าถัดไปหน้าสุดท้ายด้วยนะครับ ปัจจุบันสำนักงาน ตำรวจแห่งชาติมีระบบแจ้งความออนไลน์ ThaipoliceOnline.com รับร้องทุกข์คดีเหล่านี้ เฉลี่ย ๕๒๒ คดีต่อวัน มูลค่าความเสียหายเฉลี่ย ๗๔ ล้านบาทต่อวันนะครับ ซึ่งยังมีคดีค้างอยู่ เป็นหลักแสน การคลี่คลายคดีไม่ได้เป็นไปอย่างรวดเร็วเท่าที่ควรนะครับ ข้อสังเกตและ ข้อเสนอแนะสำหรับมาตรา ๘ และมาตรา ๗ ซึ่งบอกว่าให้สามารถร้องทุกข์ทาง อิเล็กทรอนิกส์ได้ แจ้งข้อมูลหลักฐานทางอิเล็กทรอนิกส์ได้ เราควรนำเรื่องเหล่านี้มาเชื่อม ต่อกันก็คือการร้องเรียนไปยังธนาคารกับการร้องทุกข์กับตำรวจ เป็นไปด้วยกระบวนการ อิเล็กทรอนิกส์ที่ไม่ต้องให้ลูกค้าผู้ได้รับความเดือดร้อน แจ้งธนาคารเสร็จแล้วต้องวิ่งไปแจ้ง ตำรวจอีกที แจ้งตำรวจเสร็จแล้วก็ต้องเอาใบแจ้งความกลับมาหาธนาคารอีกที ซึ่งการทำ และเสียเวลาในแต่ละขั้นตอนแบบนี้นะครับวิ่งกลับไปกลับมานี่เงินต่าง ๆ มันโอนทิ้ง หนีหายไปหมดแล้วนะครับ ระบบแลกเปลี่ยนข้อมูลตามมาตรา ๔ ก็ควรที่จะต้องเอามาใช้ รองรับเรื่องเหล่านี้ด้วย เพื่อให้การร้องทุกข์ การแลกเปลี่ยนข้อมูลเชื่อมโยงกัน ทำให้ระงับ ธุรกรรมที่เป็นธุรกรรมทุจริตได้อย่างรวดเร็วตามวัตถุประสงค์ของกฎหมาย โดยสรุปนะครับ ผมเห็นด้วยกับพระราชกำหนดนี้ และขอให้ท่านรัฐมนตรีผู้รักษาการตามพระราชกำหนดนี้ รวมทั้งหน่วยงานกำกับดูแล ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานที่กำกับดูแลสถาบันการเงิน หน่วยงานที่ กำกับดูแลผู้ให้บริการเครือข่ายช่วยปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชกำหนดนี้อย่างเต็มที่ เพื่อให้ บรรลุวัตถุประสงค์ของพระราชกำหนดในการระงับการโอนธุรกรรมเป็นทอด ๆ อย่างรวดเร็ว ตามเจตนาของพระราชกำหนดครับ ขอบพระคุณครับท่านประธาน