เลาฟั้ง บัณฑิตเทอดสกุล หารือประเด็นความมั่นคงของผู้ประกันตนผ่านกองทุนประกันสังคม โดยเน้นย้ำความสำคัญของการลดความเหลื่อมล้ำและขยายสิทธิประโยชน์ให้กับแรงงานเปราะบางกว่า 13 ล้านคนที่ยังไม่มีหลักประกัน โดยเฉพาะเกษตรกรและแรงงานรายวัน พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงค่าประโยชน์ทดแทนที่ต่ำเกินไปเมื่อเทียบกับค่าครองชีพ จึงเสนอให้มีการเพิ่มสิทธิประโยชน์และออกแบบทางเลือกใหม่ที่สอดคล้องกับรายได้ที่ไม่แน่นอนของผู้ใช้แรงงานกลุ่มนี้
เรียนท่านประธาน ที่เคารพ ผม เลาฟั้ง บัณฑิตเทอดสกุล ครับ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล สัดส่วนชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมืองครับ ผมยังจำความรู้สึกของผมก่อนที่จะ เป็นผู้ประกันตนกับหลังจากที่เป็นผู้ประกันตนแล้วได้นะครับ ก่อนที่จะเป็นผู้ประกันตน เรารู้สึกได้ถึงความไม่มั่นคงนะครับ แต่ว่าหลังจากที่เราเข้าเป็นผู้ประกันตนแล้วเรามี ความรู้สึกว่ามีความมั่นคงในชีวิตมากขึ้น ผมพูดอย่างนี้เพื่อที่อยากจะย้ำนะครับว่ากองทุน ประกันสังคมเป็นกองทุนที่มีความสำคัญต่อคุณภาพชีวิตของคน โดยเฉพาะคนระดับล่าง ๆ ในสังคมนี้นะครับ ผมอยากจะมองรายงานการเงินของกองทุนประกันสังคมนี้ว่ามันเป็นโอกาสหนึ่ง ในการลดปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคมไทย จากสินทรัพย์ทั้งหมด ๒.๓๗ ล้านล้านบาท เป็นกองทุนที่มีสินทรัพย์เยอะ ถือว่าเยอะที่สุดนะครับ ในช่วงปี ๒๕๖๓ ถึงปี ๒๕๖๔ มีรายได้เฉลี่ย ๒๓๐,๐๐๐ ล้านบาท ในขณะที่มีรายจ่าย ๑๕๐,๐๐๐ ล้านบาท หักส่วนต่าง ก่อนหักค่าใช้จ่ายสุทธิ ๗๗,๐๐๐ ล้านบาท เฉพาะค่าใช้จ่ายที่เป็นเงินทดแทน จ่ายอยู่ที่ ๑๔๐,๐๐๐ ล้านบาท ตรงนี้เราก็จะเห็นได้ว่าเอาเข้าจริง ๆ แล้วรายได้ของกองทุน ประกันสังคมมันก็ยังมากกว่าค่าใช้จ่าย โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายส่วนที่เป็นการหักค่าทดแทน เมื่อดูแล้วเงินที่หักเป็นค่าใช้จ่ายในการจ่ายค่าทดแทนให้แก่ผู้ประกันตน ในจำนวน ๑๔๐,๐๐๐ ล้านบาท ประมาณ ๕๒ เปอร์เซ็นต์เป็นการจ่ายทดแทนให้แก่การเจ็บป่วย ๑๖ เปอร์เซ็นต์เป็นเรื่องของการว่างงาน แล้วก็ ๑๔ เปอร์เซ็นต์เป็นเรื่องของการชราภาพ เมื่อรวมแล้วการจ่ายประโยชน์ทดแทนเป็นกว่า ๙๐ เปอร์เซ็นต์ของรายจ่ายทั้งหมด ทีนี้พอมาดูว่าในจำนวนเงินเหล่านี้ครอบคลุมประชาชนในสังคมไทยขนาดไหนนะครับ ผมลองเอาตัวเลขมาดู จำนวนประชากรวัยแรงงานระหว่าง ๒๐-๖๐ ปี มีอยู่ที่ประมาณ ๓๙ ล้านคน ในจำนวนนี้เป็นผู้ที่อยู่ในระบบเรียกว่าเป็นคนที่มีสวัสดิการอยู่ที่ ๒๖ ล้านคน ในจำนวนนี้เป็นคนที่เป็นข้าราชการ ๒.๓ ล้านคน แล้วก็เป็นผู้ที่อยู่ในระบบประกันสังคม ๒๓ ล้านคน เมื่อหักแล้วมีประชาชนวัยแรงงานในสังคมไทยที่ไม่มีสวัสดิการใด ๆ เลย ๑๓.๒ ล้านคน เท่ากับ ๓๓ เปอร์เซ็นต์ของประชากรวัยแรงงานในประเทศไทย ผมคิดว่า ตัวเลขนี้มีความสำคัญนะครับ ณ ขณะนี้อย่างน้อย ๓๓ เปอร์เซ็นต์ของประชากรไทย เป็นคนที่อยู่โดยที่ไม่มีระบบสวัสดิการใด ๆ ของรัฐในการมารองรับ โดยเฉพาะกลุ่มคน ที่เปราะบางก็คือกลุ่มเกษตรกร กลุ่มผู้ที่ใช้แรงงานรายวัน พ่อค้า แม่ค้า โดยเฉพาะกลุ่มคน ที่เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ คนชายขอบ เป็นเกษตรกรเสียส่วนใหญ่ ซึ่งไม่มีโอกาสเป็นผู้ประกันตน อันนี้ก็จะเป็นกลุ่มคนที่ไม่มีโอกาสเข้าถึงเลยนะครับ แม้ว่าที่ผ่านมาสำนักงานประกันสังคม พยายามซึ่งผมอยากจะชื่นชมด้วยนะครับ พยายามที่จะขยายโอกาสให้เข้าถึงคนที่ไม่มีโอกาส แล้วก็พยายามสร้าง Option ให้แก่กลุ่มคนที่มีรายได้น้อย โดยเฉพาะมาตรา ๔๐ ไม่ว่าจะเป็น การสมทบจ่ายที่ ๓๐๐ บาท ๑๐๐ บาท หรือแม้กระทั่ง ๗๐ บาท อันนี้ก็แสดงให้เห็นว่า เป็น ๑ ในความพยายามของกองทุนประกันสังคมที่พยายามจะขยายโอกาสให้แก่ คนที่มีรายได้น้อย แต่อย่างไรก็แล้วแต่ยังเหลือประชากรอยู่ ๑๓ ล้านคนที่ยังไม่มีโอกาส เข้าถึง ซึ่งส่วนนี้ต้องพยายามหาวิธีการทำอย่างไรเพื่อให้คนเหล่านี้ได้มีโอกาสเข้าไปนะครับ
เรื่องของการจ่ายค่าประโยชน์ทดแทน อันนี้ผมมองว่ามันยังน้อยอยู่ โดยเฉพาะในกลุ่มมาตรา ๓๙ กับมาตรา ๔๐ โดยเฉพาะมาตรา ๔๐ ผมคิดว่าการจ่าย มันยังไม่สอดคล้องกับค่าใช้จ่ายจริงในยุคสมัยปัจจุบัน อย่างเช่น ประสบอันตรายบาดเจ็บ ได้รับค่าทดแทน ๓๐๐ บาทต่อวัน เป็นระยะเวลา ๙๐ วันอย่างนี้นะครับ ชราภาพได้เริ่มต้นที่ ๑๕๐ บาทต่อเดือนอย่างนี้นะครับ สงเคราะห์บุตรได้ที่ ๒๐๐ บาทต่อเดือนต่อคนอย่างนี้ ซึ่งผมมองว่ามันยังน้อยเมื่อเทียบกับค่าใช้จ่ายจริงในยุคสมัยปัจจุบัน ดังนั้นสิ่งที่ผมอยากจะ เสนอก็คือว่ากองทุนประกันสังคมนะครับ ถ้าพูดโดยภาพรวมถือว่าเป็นกองทุนที่มีศักยภาพ มากที่สุดที่จะเป็นองค์กรนำในการสร้างเครื่องมือ สร้างมาตรการ ลดความเหลื่อมล้ำให้แก่ คนในสังคมไทย แล้วก็โดยเฉพาะอยากจะเสนอว่า
อันที่ ๑ ก็คือการเพิ่มสิทธิ แล้วก็ขยายจำนวนคน แล้วก็เพิ่มสิทธิเรื่องของ ค่าประโยชน์ทดแทนให้สอดคล้องกับเศรษฐกิจ
อันที่ ๒ ก็คือเรื่องของการขยายกลุ่มผู้ประกันให้ครอบคลุม โดยเฉพาะ กลุ่มคนที่เป็นเกษตรกร กลุ่มคนชายขอบ ผมคิดว่าทางสำนักงานประกันสังคมพยายามแล้ว นะครับ แต่จะต้องหาวิธีการที่สร้างแรงจูงใจให้แก่คนเหล่านั้น สร้าง Option ใหม่ ๆ ให้แก่ คนเหล่านั้น โดยเฉพาะคนที่เป็นเกษตรกร ทุกวันนี้คนที่เป็นเกษตรกรอาจจะไม่ได้มี รายได้น้อยเสียเลยทั้งหมดนะครับ แต่เป็นรายได้ที่ไม่แน่นอน เพราะฉะนั้นการที่จะต้อง ให้เขามาจ่ายในเวลาที่แบบต่อเนื่องแน่นอนแบบนี้อาจจะมีบางช่วง บางเวลาที่เขาไม่สามารถ จ่ายได้ก็ขาดไปอันนี้ก็จะเป็นปัญหา เพราะฉะนั้นการหา Option หรือว่าการสร้างวิธีการ ใหม่ ๆ ที่จะทำให้คนที่มีรายได้ไม่แน่นอนเหล่านี้สามารถที่จะเป็นผู้ประกันตนได้ตามกำลัง ตามศักยภาพของเขา อันนี้ผมคิดว่าเป็นสิ่งที่จะเป็นประโยชน์ต่อคนในสังคมไทยเป็นอย่างมาก ขอบคุณมากนะครับ