เอกราช ชี้ปัญหาสมดุลกองทุนประกันสังคม เสนอปรับเพดาน-เพิ่มสิทธิแรงงานนอกระบบ

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๓ · ๒๐ กรกฎาคม ๒๕๖๖

เอกราช อุดมอำนวย หารือปัญหาความไม่สมดุลระหว่างรายได้และรายจ่ายของกองทุนประกันสังคม พร้อมเสนอแนวทางปรับเพดานเงินสมทบ แก้ไขจุดอ่อนการจ่ายประโยชน์ทดแทน และเรียกร้องให้ปรับปรุงระบบให้สอดคล้องกับสวัสดิการที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะการขยายการเข้าถึงกองทุนสำหรับแรงงานนอกระบบ รวมถึงการปรับสิทธิประโยชน์กรณีว่างงานให้เหมาะสมกับคุณภาพชีวิตและสถานการณ์เศรษฐกิจ พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงการใช้เงินลงทุนและรายได้จากดอกเบี้ยที่ไม่สอดคล้องกัน และเสนอให้ปรับปรุงการให้บริการเพื่อเพิ่มความน่าสนใจในการดึงประชาชนเข้าร่วมกองทุนอย่างมีประสิทธิภาพและสามารถแข่งขันกับภาคเอกชนได้

นายเอกราช อุดมอำนวย กรุงเทพมหานคร

กราบเรียนประธาน สภาผู้แทนราษฎรนะครับ ผม เอกราช อุดมอำนวย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขตดอนเมือง พรรคก้าวไกลนะครับ วันนี้ต้องขอบคุณบรรดาเจ้าหน้าที่ที่ได้มาตอบคำถามต่อสภาแห่งนี้ ขอ Slide ขึ้นนะครับ

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation )

มีข้อสังเกตจาก การตรวจสอบรายงานงบการเงินของกองทุนประกันสังคมนะครับ ข้อสังเกตเรามาดูรายได้ จากเงินสมทบประจำปี ๒๕๖๔ ๑.๔๙ แสนล้านบาท ซึ่งลดลงจากปี ๒๕๖๓ ๒๐,๐๐๐ ล้านบาท ในขณะที่รายจ่ายที่เป็นค่าประโยชน์ทดแทน ๑.๕๙ แสนล้านบาท เป็นรายจ่ายที่เพิ่มขึ้นเช่นกันกว่า ๒.๕ หมื่นล้านบาท ท่านเห็นตัวเลขอะไร ท่านเห็นว่ารายได้ ของกองทุนกับรายจ่ายนั้นเรียกได้ว่ามีรายจ่ายมากกว่ารายได้นะครับ มาดูตัวต่อไปว่า ค่าประโยชน์ทดแทนที่ประกันสังคมได้จ่ายไปกรณีชราภาพ และกรณีสงเคราะห์บุตร ๑.๓๐ หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่า ๒๒ เปอร์เซ็นต์ และกรณีสงเคราะห์บุตรกว่า ๒๗ เปอร์เซ็นต์ ตามโครงสร้างประชากรจากข้อสังเกตของปี ๒๕๖๓ เราจะเห็นว่า กลุ่มประชากรที่มีอายุ ๑๖ ปี ถึง ๒๕ ปี ๗.๖๒ ล้านคน ในขณะที่กลุ่มประชากรระหว่าง อายุ ๔๖ ปี ถึง ๖๕ ปี ๑๘.๖๒ ล้านคน เป็นสัดส่วนที่มากทีเดียว เท่ากับว่าคนที่จะเติมเงิน หรือว่าเป็นผู้ที่จะสมทบเข้ากองทุนประกันสังคม เป็นกลุ่มเป้าหมายที่จะนำเงินเข้ากองทุน น้อยกว่าผู้ที่มีแนวโน้มที่จะต้องใช้เงินจากกองทุนประกันสังคมมากกว่า ๒ เท่า ๓ เท่า

อีกข้อสังเกตหนึ่งนะครับ ปัญหาของการจ่ายเงินของประกันสังคม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของกรณีการว่างงานนะครับ เมื่อสมทบในกองทุน ๖ ใน ๑๕ เดือน นายจ้าง แจ้งออกจากระบบ แต่ว่านายจ้างใหม่ก็จะแจ้งล่าช้า และผู้ประกันตนก็ยังได้รับ เงินทดแทนอยู่ ในขณะที่การสงเคราะห์บุตรเช่นเดียวกันก็มีการแจ้งล่าช้า ซึ่งอยากให้ สำนักงานประกันสังคมอุดรูรั่วที่จะเกิดขึ้น ระเบิดเวลาที่เริ่มนับถอยหลังแล้วไม่ว่าจะเป็น ๑. เรื่องของเพดานค่าจ้างการจ่ายเงินสมทบไม่ได้ถูกปรับมาเป็นเวลานาน เพดานการคำนวณ สูงสุดที่เงินเดือน ๑๕,๐๐๐ บาทนั้นคงที่มาตั้งแต่ปี ๒๕๓๓ แล้ว ก็ไม่แน่ใจนะครับว่ากองทุน ประกันสังคมจะมีมาตรการ หรือจะสื่อสารกับสังคมอย่างไรในการที่จะต้องปรับเพดาน หรือไม่

ในส่วนที่ ๒ นะครับท่านประธาน เป็นเรื่องของค่าใช้จ่ายที่เป็นสิทธิประโยชน์ ถูกปรับเพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งตรงนี้ถือว่าเป็นประโยชน์ของพี่น้องประชาชน เราไม่ปฏิเสธ เรื่องของการปรับในเรื่องของสวัสดิการที่จะต้องให้กับผู้ประกันสังคมได้เพิ่มขึ้น พี่น้อง ผู้ใช้แรงงานได้ผลประโยชน์มากขึ้น แต่ท่านต้องดูเพดานของการจ่ายเงินประกันสังคม ให้สอดคล้องกันกับสวัสดิการที่เหมาะสมและเป็นธรรม

ประการต่อมาครับ เรื่องของบำนาญชราภาพ มีการเก็บเงินสมทบเข้ากองทุน จากโครงสร้างสังคมผู้สูงอายุในอนาคต และจำนวนผู้ประกันตนที่ลดลง อยากให้ท่าน ลองไปดูแรงงานนอกระบบที่ยังไม่เข้าสู่ระบบประกันสังคม ท่านต้องทำงานเชิงรุกนะครับ ในภาวะของความเสี่ยงในโลกเศรษฐกิจที่ผันผวน เพดานค่าจ้างการจ่ายเงินสมทบ ไม่ได้ถูกปรับอย่างที่บอกเอาไว้ ในขณะเดียวกันความเสี่ยงการว่างงานในสังคมไทยก็เพิ่มขึ้นจากปัจจัยนอกโลกไม่ว่า จะเป็นเรื่องของเศรษฐกิจ ภัยพิบัติ หรือสงคราม โครงสร้างพื้นฐานที่ไม่เอื้ออำนวย ต่อการจ้างงาน หรือการทดแทนแรงงานด้วยเครื่องจักรและเทคโนโลยี เพราะฉะนั้น อยากจะให้หน่วยงานประกันสังคมนั้นปรับตัว ท่านต้องทำงานเชิงรุก ท่านต้องไปหา ผู้ประกันตนมากขึ้นหรือเปล่า ยังมีวินมอเตอร์ไซค์หน้าวัดดอน ผมไปสอบถามจำนวนมาก ไม่ได้เข้าสู่ระบบประกันสังคมนะครับ ท่านไปเชิญชวนเข้าตามมาตรา ๓๓ ได้ เงินประกัน ที่มั่นคงกับแรงงานนะครับ กลุ่มคนทำงานที่ได้รับค่าจ้าง ๑๐ เปอร์เซ็นต์แรก กรณีว่างงาน รับเงินประกันเพียง ๓,๒๕๐ บาท ในส่วนนี้มันจะเพียงพอต่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นหรือไม่ หรือท่านจะต้องไปปรับเงินประกันให้ส่งเสริมการได้งานใหม่ที่แท้จริง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ การเติมทุนในการฝึกทักษะ หรือเพิ่มโอกาสในการหางาน หรือติดตามหลักฐาน ติดตาม การฝึกทักษะการหางานเพิ่มขึ้น

ท่านประธานครับ จากรายงานผู้สอบบัญชีหน้า ๔๓ หมายเหตุที่ ๒๑ สังเกตว่าในปี ๒๕๖๔ มีเงินลงทุนเพิ่มขึ้นจากปี ๒๕๑๓ ก็คือใช้เงินลงทุนไปประมาณ ๑,๓๗๙ ล้านบาท คำถามว่าท่านใช้เงินลงทุนอะไรในช่วงโควิด-๑๙ ก๊อก ๒ เยอะขนาดนั้น และผลตอบแทนมันคุ้มค่า และมีความเสี่ยงต่อกองทุนหรือไม่ ในขณะเดียวกันที่ผม ตั้งข้อสังเกตจากหน้า ๔๔ ดอกเบี้ยรับของปี ๒๕๖๔ ทำไมถึงลดลงจากปี ๒๕๖๓ ทั้งที่ เงินฝากท่านเพิ่มมากขึ้น ผมอยากขอเสนอว่าสุดท้ายอยากให้สำนักงานประกันสังคมพิจารณา เรื่องของการที่หาเชิญชวนประชาชน จูงใจให้เขาเข้าสู่กองทุนเพิ่ม และท่านต้องทำงาน แข่งกับบริษัทเอกชนไม่ว่าจะเป็นเรื่องของมาตรการในการจูงใจ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ การปรับโครงสร้างการทำงานแบบเชิงรุก ผมเคยมีประสบการณ์ในการโทรศัพท์เข้าเบอร์ ประกันสังคม ๑๐ กว่าสายก็ไม่ติดนะครับ ต้องโทรศัพท์เข้า Call Center อย่างเดียว บางครั้ง นายจ้างก็พยายามจะติดต่อสำนักงานประกันสังคมก็มีความไม่สะดวกติดขัด เพราะฉะนั้น ก็ฝากเอาไว้เป็นข้อสังเกต แล้วก็หวังว่าในรายงานปีหน้ากองทุนประกันสังคมจะได้มี รายละเอียดมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการใช้จ่ายเงิน ขอบคุณครับ