ขัตติยา จี้ กสทช. นำประกันสังคมเป็นแบบอย่างดูแลประชาชน

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๓ · ๒๐ กรกฎาคม ๒๕๖๖

ขัตติยา สวัสดิผล ตั้งข้อสังเกตว่ากองทุนประกันสังคมมีอัตราการเติบโตของผลตอบแทนการลงทุนต่ำเพียง ๑.๖๖ เปอร์เซ็นต์ต่อปี ซึ่งต่ำกว่ามาตรฐานและเรียกร้องให้กองทุนเปิดเผยแผนปรับพอร์ตการลงทุนเพื่อรับมือกับภาระค่าใช้จ่ายในอนาคตที่เพิ่มขึ้นจากสถานการณ์โควิด-๑๙ และสังคมผู้สูงอายุ โดยเตือนถึงความเสี่ยงที่จะขาดทุนและส่งผลกระทบต่อตลาดทุนไทยหากไม่มีการแก้ไขอย่างเร่งด่วน

นางสาวขัตติยา สวัสดิผล แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพค่ะ ดิฉัน นางสาวขัตติยา สวัสดิผล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ จากพรรคเพื่อไทย อันดับแรกดิฉันต้องขอขอบคุณทางกองทุนประกันสังคมที่วันนี้มาที่สภาผู้แทนราษฎร ด้วยตัวเอง ก็อยากจะให้หน่วยงานอื่น อย่างเช่น กกต. ป.ป.ช. รวมถึง กสทช. ดูจาก หน่วยงานกองทุนประกันสังคมไว้เป็นตัวอย่างนะคะว่าหน่วยงานที่ดีที่ต้องรับใช้พี่น้อง ประชาชนนั้นเป็นอย่างไร ดิฉันขออภิปรายถึงรายงานของผู้สอบบัญชีแล้วก็รายงานการเงิน ของกองทุนประกันสังคม เนื่องจากดิฉันถือเป็นผู้ประกันตน ๑ คนที่ต้องจ่ายเงินสมทบ เข้ากองทุนประกันสังคมในทุก ๆ เดือน เพราะว่าดิฉันเป็นพนักงานบริษัทเอกชน จ่ายมาเป็นหลายสิบปีแล้วค่ะ เนื่องจากเราถูกบังคับด้วยกฎหมาย โดยดิฉันหวังว่า หากเกิดอะไรขึ้นกับดิฉัน หากว่าจะต้องตกงาน หากว่าจะต้องเจ็บป่วย หากว่าจะต้องพิการ หากว่าจะต้องเสียชีวิต ก็จะมีเงินจากกองทุนประกันสังคมที่ดิฉันถูกหักในทุกเดือนนั้น มาเก็บไว้ใช้ในยามที่ลำบากได้ จนบางครั้งดิฉันมานั่งดู Slip เงินเดือนของตัวเองก็ได้แต่ มองว่านี่มันเงินเดือนหรือว่าเงินทอนกันแน่ มันคุ้มหรือเปล่าที่เราถูกหักกันไปในแต่ละเดือน ท่านประธานคะ เป็นที่ทราบกันดีค่ะว่ากองทุนประกันสังคมถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นหลักประกัน และความมั่นคงให้กับผู้ใช้แรงงาน โดยมีเดิมพันคือความไว้วางใจที่ภาคแรงงานมีให้ ต่อภาครัฐ ซึ่งภาครัฐถือเป็นคนกลุ่มใหญ่ที่สุดของประเทศ แต่ในสถานการณ์ปัจจุบันมีคำถาม เกิดขึ้นมากมายจากผู้ประกันตนที่ต้องส่งเงินสมทบเข้ากับกองทุนประกันสังคมในทุก ๆ เดือน ว่ากองทุนนี้ยังเป็นหลักประกันให้เราได้อยู่หรือไม่ กองทุนนี้ยังมีความมั่นคงอยู่หรือไม่ และเราจะยังให้ความไว้วางใจในกองทุนประกันสังคมนี้ได้อยู่หรือไม่ ท่านประธานคะ ที่ผ่านมากองทุนประกันสังคมต้องเผชิญกับความท้าทายอยู่ ๒ ประการด้วยกันค่ะ

ประการแรกในช่วงสถานการณ์โควิด-๑๙ ทำให้แรงงานต้องถูกออก นอกระบบเป็นจำนวนมาก เนื่องจากถูก Lay off หรือถูกให้ออกจากงาน รัฐบาลที่แล้วคือ รัฐบาลของพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ใช้เม็ดเงินมหาศาลจากกองทุนประกันสังคม ในการไปเยียวยาผู้ที่ต้องถูกออกจากงานเหล่านี้ กองทุนประกันสังคมจะดูแลตรงนี้อย่างไร มีเงินเหลือในกองทุนอยู่เท่าไร อันนี้คือสิ่งแรกที่เราต้องเผชิญนะคะ

การเผชิญความท้าทายที่ ๒ ค่ะ ประเทศไทยเรากำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ หรือ Aging society อัตราการเกิดในปัจจุบันเพิ่มขึ้นเพียงแค่ ๐.๑๒ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ส่งให้ในอนาคตจำนวนผู้ประกันตนจะลดลง แต่เรายังต้องใช้เงินจากกองทุนนี้อย่างมหาศาล เนื่องจากผู้สูงอายุต้องใช้บำเหน็จบำนาญ ต้องใช้เพื่อเป็นค่ารักษาพยาบาล ท่านประธานคะ เมื่อดิฉันพิจารณาจากรายงานที่ได้รับมา เพื่อเป็นการรักษาเสถียรภาพของกองทุน เพื่อเป็น การเพิ่มสัดส่วนรายได้ ๑ ในนั้นก็คืองบการลงทุนค่ะ ดิฉันจึงอยากฝากข้อสังเกตผ่าน ท่านประธานไปยังกองทุนประกันสังคมนะคะ

ข้อแรก เราจะสามารถขยับเพดานอัตราการจ่ายเงินสมทบได้หรือไม่ อันนี้ เป็นแค่คำถามหรือความเห็นนะคะ ดิฉันเข้าใจว่าคนใช้แรงงานหรือผู้จ่ายเงินสมทบก็รู้สึกว่า การหักจากเงินเดือนร้อยละ ๕ ในแต่ละเดือน แต่จำกัดเพดานอยู่ที่ ๗๕๐ บาท มันก็ลำเค็ญ พอแล้ว เพราะว่าทุกวันนี้เราต้องการที่จะลดรายจ่ายแล้วก็เพิ่มรายได้ แต่เงินส่วนนี้ ๗๕๐ บาทที่เราต้องจ่ายในแต่ละเดือนมันคือเงินออมที่เราจะเอาไว้ใช้ในอนาคต หากทาง กองทุนประกันสังคมสามารถที่จะสร้างความไว้วางใจได้ว่าทางผู้ประกันตนหรือผู้ส่งเงิน สมทบจะสามารถตรวจสอบเงินที่เราจ่ายไปในแต่ละเดือนได้ กองทุนประกันสังคมมีความ โปร่งใสในการใช้เงิน จนผู้ประกันตนเชื่อได้ว่าถ้าเราจ่ายเงินไป เราจะได้รับผลตอบแทน อย่างคุ้มค่า มีความมั่นคงในชีวิต เป็นการจูงใจให้คนอยากเป็นผู้ประกันตนจะดีกว่าหรือไม่ เหมือนที่ข้าราชการเต็มใจจ่ายเงินเข้ากองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ หรือ กบข. หรือที่ พนักงานเอกชนเต็มใจที่จะจ่ายเงินเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพ

ข้อสังเกตข้อที่ ๒ ค่ะ ในส่วนของเงินกองทุนที่เราไปว่าจ้างบริษัทหลักทรัพย์ ให้จัดการการลงทุน เมื่อดิฉันดูรายงานนะคะ เห็นว่างบรายจ่ายของกองทุนเติบโตเพียงแค่ ๒.๑๖ เปอร์เซ็นต์ต่อปีเท่านั้น และเมื่อดูตามรายงานที่ส่งมาคือเป็นรายของปี ๒๕๖๒ ถึงปี ๒๕๖๔ กองทุนมีกำไรจากการที่ไปว่าจ้างให้บริษัทหลักทรัพย์ไปลงทุนให้เพียงแค่ ๓.๓๖ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ซึ่งเมื่อดิฉันนำมาคำนวณเป็นอัตราการเติบโตรายปีแบบผสม คือ Compound annual growth rate เพื่อที่จะวัดอัตราผลตอบแทนการลงทุน มันตกกำไร เพียง ๑.๖๖ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น คือเมื่อดิฉันเอาไปเทียบกับอัตราการเติบโตของกองทุนอื่น ที่เขาเอาเงินไปลงทุนกันซึ่งมันอยู่ที่ประมาณ ๒-๕ เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่พอมาเปรียบเทียบกับ กองทุนประกันสังคมมันอยู่แค่ ๑.๖๖ เปอร์เซ็นต์ต่อปีเท่านั้นคือมันต่ำกว่ามาตรฐานที่ควรจะได้ เพราะฉะนั้นดิฉันก็เลยอยากตั้งคำถามไปยังกองทุนว่ากองทุนมีแผนเพื่อที่จะปรับ Port การลงทุนหรือไม่ อย่างไร เพื่อให้มันเพียงพอต่อรายจ่ายที่จะเกิดขึ้นในอนาคต และจะเพิ่มขึ้น ทุกปี อย่างที่ดิฉันบอกไปว่าเราเผชิญกับความท้าทายจากการเอาเงินออกมาใช้ตอน สถานการณ์โควิด-๑๙ กับความท้าทายที่เราจะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุในไม่ช้านี้ที่เราต้องใช้ เม็ดเงินจากกองทุนประกันสังคมอย่างมหาศาลค่ะ ตรงนี้ทางกองทุนประกันสังคมมีทางแก้ไข อย่างไรบ้าง ซึ่งถ้าหากกองทุนยังทำงานแบบสบาย ๆ แบบนี้อยู่ ยังถูกราชการคุมอยู่ มีโอกาส ที่ผลตอบแทนในอนาคตจะขาดทุนหรือน้อยกว่านี้ก็ได้ซึ่งทำให้เงินไม่พอจ่ายในอนาคต และที่สำคัญมันจะส่งผลกระทบถึงตลาดทุนไทยที่จะแย่ตามไปด้วย เพราะกองทุน ประกันสังคมมีเงินอยู่มหาศาลในตลาดทุน

ข้อสังเกตข้อที่ ๓ ค่ะ ดิฉันเทียบรายได้ของปี ๒๕๖๓ กับ ๒๕๖๔ มียอดรายได้ ต่ำกว่ารายจ่ายอย่างมีนัย ปี ๒๕๖๓ มีรายได้ต่ำกว่ารายจ่ายอยู่ที่ติดลบ ๖.๕ พันล้านบาท ๖.๕ พันล้านบาทคือปี ๒๕๖๓ นะคะ ปี ๒๕๖๔ มีรายได้ต่ำกว่ารายจ่ายอยู่ที่ ลบ ๒.๘ หมื่นล้านบาท จากพันล้านบาทเป็น ๒๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท เกือบ ๓๐,๐๐๐ ล้านบาท ท่านประธานเห็นไหมคะว่ามันมีการติดลบมากขึ้นทุกปีอย่างมีนัย ยังไม่เห็นว่าตัวเลขปี ๒๕๖๕ และปี ๒๕๖๖ จะเป็นอย่างไรนะคะ อันนี้ก็ขอลุ้นอยู่ ขอใช้เวลา อีกไม่นานค่ะ

ข้อสังเกตข้อที่ ๔ ค่ะ เราจะสามารถทบทวนหรือปรับสัดส่วนเงินลงทุน ได้หรือไม่ เพราะสัดส่วนที่เป็นอยู่ที่กองทุนจะเอาไปลงทุนตามข้อกำหนดในปัจจุบันของ กองทุนประกันสังคม คือสามารถเอาไปลงทุนในสิ่งที่เป็นความเสี่ยงต่ำได้ไม่เกิน ๖๐ เปอร์เซ็นต์ และในความเสี่ยงสูงได้ไม่เกิน ๔๐ เปอร์เซ็นต์ ถ้าเรามาทบทวนปรับสัดส่วน การลงทุนความเสี่ยงต่ำและความเสี่ยงสูงกันใหม่จะได้รับผลตอบแทนที่คุ้มค่ากว่านี้หรือไม่ เพื่อที่จะสร้างความมั่นใจให้กับผู้ประกันตนที่ส่งเงินสมทบให้กองทุนประกันสังคม ในทุก ๆ เดือน

ท่านประธานคะ สุดท้ายนี้ฝากไปถึงผู้บริหารกองทุนประกันสังคมค่ะ ท่ามกลางสวัสดิการอันน้อยนิดที่แรงงานไทยได้รับอยู่นะคะ ประชาชนคาดหวังที่จะมี หลักประกัน แล้วก็ความมั่นคงที่จะได้รับจากสำนักงานประกันสังคมหรือกองทุน ประกันสังคม เรายอมสละจ่ายเงินเดือนละ ๕ เปอร์เซ็นต์ เพื่อเอาสมทบเข้ากองทุน เพื่อความมั่นคงในวันข้างหน้า ดังนั้นขอให้พิจารณาปรับเปลี่ยนการใช้เงินของพวกเรา เพื่อที่จะได้สร้างความมั่นคง สร้างหลักประกันให้กับพวกเรา ให้สมกับความไว้วางใจ ที่ภาคแรงงาน ภาคเอกชนมีให้กับภาครัฐค่ะ ขอบพระคุณค่ะ