ธิษะณา วิจารณ์นโยบายชายแดนใต้ ชี้ขัดสิทธิมนุษยชน-เรียกร้องยอมรับอัตลักษณ์

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๗ · ๒๖ ตุลาคม ๒๕๖๖

ธิษะณา ชุณหะวัณ หารือปัญหาความรุนแรงในสามจังหวัดชายแดนใต้ โดยวิพากษ์นโยบายรัฐที่ใช้แนวทางรวมศูนย์และก่อให้เกิดความแตกแยก พร้อมเน้นย้ำถึงความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม รวมถึงการละเมิดสิทธิมนุษยชนจากเจ้าหน้าที่รัฐภายใต้กฎหมายพิเศษ และเสนอให้มีการสอบสวนร่วมกับองค์กรระหว่างประเทศ สนับสนุนการลงสัตยาบันธรรมนูญกรุงโรม และเรียกร้องให้แก้ปัญหาด้วยแนวทางสันติวิธีที่เคารพสิทธิมนุษยชน ความหลากหลายทางวัฒนธรรม และการปรองดอง แทนการแบ่งแยกหรือการเห็นอีกฝ่ายเป็นภัย

นางสาวธิษะณา ชุณหะวัณ กรุงเทพมหานคร

เรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน ธิษะณา ชุณหะวัณ สส. แบบแบ่งเขต กรุงเทพมหานคร เขต ๒ พรรคก้าวไกล วันนี้ดิฉัน มาอภิปรายเกี่ยวกับรายงานของ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ตามที่ดิฉันได้อ่านรายงานนโยบาย การบริหารและพัฒนาจังหวัดชายแดนใต้ พ.ศ. ๒๕๖๕-๒๕๖๗ ดิฉันไม่เห็นว่านโยบายไหน ของท่านจะนำมาซึ่งการปรองดองและยุติความขัดแย้งที่ติดอาวุธ และความรุนแรงอย่างต่อเนื่อง โดยเป็นการตอบโต้กันไปมาระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐและประชาชน ท่านชี้แจงว่าหนึ่งในเงื่อนไข สำคัญของปัญหาคือระดับบุคคล แบ่งได้เป็นกลุ่มคนไทยบางกลุ่มที่เห็นต่างจากรัฐ ดิฉันเห็นว่าเงื่อนไขความแตกต่างทางชาติพันธุ์ ศาสนา และประวัติศาสตร์บางช่วงเวลา ส่งผลต่อความรู้สึกมาสร้างความชอบธรรมในการต่อสู้ด้วยการใช้ความรุนแรงเพื่ออุดมการณ์ แค่ประโยคแรกก็สร้างความแตกแยกแล้วค่ะ เป็นการเหมารวม เป็นการเหยียดเชื้อชาติ เหยียดศาสนา เลือกปฏิบัติ ตามที่ท่านจำแนกประชาชนที่ท่านอ้างว่าเป็นปัญหาซึ่งเป็น กลุ่มประชาชนที่เห็นต่างทางการเมือง ตรงนี้ดิฉันเห็นว่ามุมมองของรัฐไทยที่ประสงค์จะสร้าง สันติสุข ดิฉันขอเรียกว่าสันติภาพในพื้นที่ ไม่ควรใช้คำที่สร้างบริบทที่สื่อถึงการรวมชาติ หรือมีอัตลักษณ์ที่แบ่งแยก เพราะประเทศไทยในแต่ละพื้นที่เรามีความหลากหลายของ วัฒนธรรม ศาสนา ไม่ว่าจะเป็นเชื้อชาติ ศาสนา หรือแม้กระทั่งความคิดเห็นต่างทางการเมือง แต่ไปเรียกพวกเขาว่าคนไทยด้วยกัน อันนี้ดิฉันก็ว่าผิดอีกแล้วค่ะท่าน ไม่ต่างอะไรกับ Thaisification ในสมัย จอมพล ป. พิบูลสงคราม ที่สร้างความขัดแย้งมาตั้งแต่ต้น โดยเงื่อนไข ความแตกต่างที่กล่าวขั้นต้นคือชาติพันธุ์ ศาสนา ประวัติศาสตร์บางช่วงเวลา และความคิดเห็น ทางการเมืองเป็นการขัดกับหลักการการเลือกปฏิบัติของกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิ ทางพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ค.ศ. ๑๙๖๖ ซึ่งประเทศไทยลงสัตยาบันไปแล้ว และจำเป็น ต้องปฏิบัติตามโดยสุจริต มาตรา ๒๖ ของ ICCPR ได้บัญญัติไว้ว่ากฎหมายจะห้ามเลือก ปฏิบัติใด ๆ และรับประกันแก่บุคคลทุกคนในการคุ้มครองอย่างเท่าเทียมกัน และมีประสิทธิภาพ ต่อการเลือกปฏิบัติด้วยเหตุผลใด ๆ เช่น เชื้อชาติ สีผิว เพศ ศาสนา ความคิดเห็นทางการเมือง หรือความคิดเห็นอย่างอื่น ชาติกำเนิด สังคม สถานะทางเศรษฐกิจ หรือสถานะอื่น ๆ หรือที่ภาษาอังกฤษเราเรียกว่า Everybody is equal before the law หรือทุกคน เท่าเทียมกันต่อหน้ากฎหมาย

ประเด็นต่อมาคือประเด็นปัญหาสถานการณ์ใน ๓ จังหวัดชายแดนใต้ มีมาอย่างยาวนาน ส่วนหนึ่งการมองปัญหาที่แตกต่างกันของภาครัฐในระดับนโยบาย และในระดับการปฏิบัติ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเมือง ความมั่นคง การปกครอง ซึ่งไม่ตรงกับ อัตลักษณ์ของคนในพื้นที่ การละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง รวมไปถึงความเหลื่อมล้ำ ทางเศรษฐกิจ ซึ่งถือว่าเป็น ๓ จังหวัดที่จนที่สุดหรือเหลื่อมล้ำที่สุดในประเทศเรา และสังคม เมื่อเปรียบเทียบกับจังหวัดอื่นและวัฒนธรรมอัตลักษณ์ของคนในพื้นที่ที่เป็นหัวใจของพวกเขา มองว่ามีความแตกต่างจากพื้นที่อื่น ๆ จึงทำให้การแก้ปัญหาไม่สามารถทำได้ และไม่มี ความชัดเจนเลย ปัจจุบันเจ้าหน้าที่ที่เป็นระดับปฏิบัติหน้าที่ของกระบวนการยุติธรรม ถูกร้องเรียนว่ามีการกระทำที่ไม่สอดคล้องกับสิทธิมนุษยชนจำนวนมาก สาเหตุมาจากรัฐ ใช้กฎหมายพิเศษในรูปของพระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พ.ศ. ๒๔๕๗ และพระราชกำหนด ในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. ๒๕๔๘ ในการปฏิบัติในพื้นที่ภาคใต้ โดยเฉพาะในขั้นตอน การสืบสวนหาตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษ ความผิดปกตินี้เราเรียกใช้ในภาษาอังกฤษว่า Any can of following as when committee as a part of wild space and system medic attract direct against any sibilance population without knowledge of the attract หรือการกระทำผิดเหล่านั้นคือการจำคุก การทรมาน การฆาตกรรม หรืออื่น ๆ จะต้องเป็นไปด้วยการโจมตีอย่างกว้างขวางหรือเป็นระบบ และพุ่งเป้าไปที่พลเรือน ที่ไม่ติดอาวุธ และผู้โจมตีจะต้องมีองค์ความรู้หรือต้องมีเจตนารมณ์เกี่ยวกับการโจมตีนั้น เมื่อเรานำองค์ประกอบความผิดดังกล่าวมาพิจารณาเปรียบเทียบกับเหตุการณ์ความรุนแรง ที่เกิดขึ้นในพื้นที่ที่เป็นการกระทำรุนแรงโดยเจ้าหน้าที่รัฐเราก็เห็นกันอย่างชัดเจน และมี การนำเสนอตามสื่อมวลชนทั่วไป มีทั้งการจำคุก มีทั้งการทรมาน การฆาตกรรม การบังคับ สูญหาย คุณสมชาย นีละไพจิตร ขออภัยที่ต้องเอ่ยนาม มีการวางแผนการจัดทำปฏิบัติการ อย่างเป็นระบบ ดังจะได้เห็นจากรายงานการสืบสวนดำเนินยุทธวิธีของหน่วยงานข่าวกรอง และหน่วยงานความมั่นคงต่าง ๆ ทั้งที่เปิดเผยและไม่เปิดเผย ทั้งที่เป็นการพุ่งเป้าไปที่พลเรือน ที่ไม่ติดอาวุธและกระทำโดยเจ้าหน้าที่รัฐที่เป็นมืออาชีพที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญเป็นอย่างดี ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าความรุนแรงดังกล่าวเกี่ยวพันกับอาชญากรรมต่อมนุษยชาติที่บัญญัติอยู่ใน ธรรมนูญกรุงโรม ค.ศ. ๑๙๙๘ ดังนั้นแล้วดิฉันจึงขอนำเรียนท่านประธานว่าประเด็นความรุนแรง ในเรื่องพื้นที่ที่เกิดขึ้นมีความสลับซับซ้อนมากกว่าที่เห็น มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหลายหน่วยงาน และจำเป็นต้องใช้องค์กรทางองค์การระหว่างประเทศในการพิจารณาร่วมด้วย เพื่อให้ได้รับ ความน่าเชื่อถือในการค้นหาข้อเท็จจริง รวมทั้งการมองหาโอกาสในการแก้ไขปัญหา ซึ่งอาจนำไปสู่ การเรียกร้องให้รัฐไทยลงสัตยาบันกับธรรมนูญกรุงโรมเพื่อเข้าไปอยู่ในขอบเขตอำนาจศาล ของศาลอาญาระหว่างประเทศ เพื่อเป็นตัวกลางที่ได้รับความชอบธรรมในการยอมรับจาก ทุกฝ่ายในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองในช่วงหลายปีที่ผ่านมาที่ยังไม่สามารถ แก้ได้จนถึงปัจจุบันนี้ค่ะ ด้วยมาตรการสืบสวนแบบพิเศษนี้เองจึงต้องงดใช้ประเด็นเรื่อง สิทธิมนุษยชน อย่างเช่นผู้ต้องสงสัยที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับความมั่นคง เจ้าหน้าที่รัฐสามารถ เชิญตัวมาซักถามได้ตามกฎอัยการศึกถึง ๗ วัน และห้ามเยี่ยมในช่วง ๓ วันแรก และสามารถ ควบคุมตัวตาม พ.ร.ก. ฉุกเฉินได้ ๓๐ วัน ควบคุมตัวตาม ป. วิ. อาญาได้อีก ๘๔ วัน สรุปเจ้าหน้าที่รัฐสามารถควบคุมตัวผู้ต้องหาที่ยังไม่มีพยานหลักฐานว่ากระทำผิดอย่างชัดเจน ได้ทั้งหมดแล้ว ๑๒๑ วัน เป็นการควบคุมตัวที่ยาวนานเมื่อเทียบกับคดีฆาตกรรมทั่ว ๆ ไป โดยเฉพาะการควบคุมตัวใน ๓๗ วันแรก ย่อมไม่สอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชนอย่างแน่นอน และในช่วง ๓๗ วันนี้ยังเป็นช่วงการสืบสวนและงดใช้สิทธิมนุษยชนชั่วคราว หวังว่าจะเป็น การสืบสวนและขยายผลเพื่อหาผู้กระทำผิดมาลงโทษ และดิฉันขอถือโอกาสนี้พูดถึง เหตุการณ์เมื่อวาน ซึ่งเป็นวันครบรอบวันที่ ๒๕ ตุลาคม ๒๕๔๗ ครบรอบวันสลายการชุมนุม ตากใบ เป็นการชุมนุมโดยสงบเพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมแก่ชุดรักษาความปลอดภัย หมู่บ้าน ชรบ. จำนวน ๖ คน ซึ่งถูกควบคุมตัวโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจกว่า ๑ สัปดาห์ อันเนื่องมาจากความขัดแย้งทางการเมืองใน ๓ จังหวัดชายแดนใต้ หลังเจรจาไม่เป็นผล กลุ่มผู้ชุมนุมได้ถูกทหารปิดล้อมในพื้นที่และสลายการชุมนุม เริ่มด้วยแก๊สน้ำตา และเริ่มด้วย รถฉีดน้ำ ต่อมาได้มีการอนุมัติให้ใช้กระสุนจริง มีผู้เสียชีวิตทันทีในเหตุการณ์ ๗ ศพ และหลังจากนั้นมีการจับกุมผู้ชุมนุมจำนวน ๑,๓๗๐ คน ความเลวร้ายยังไม่หมดเท่านี้ เพิ่งจะเริ่มต้นนะคะ เมื่อผู้ชุมนุมถูกขนย้ายไปยังค่ายอิงคยุทธบริหารด้วยรถบรรทุก โดยข้ออ้างว่ารถขนย้ายไม่เพียงพอ จึงต้องถูกนอนทับซ้อนกันหลายชั้นค่ะท่านประธาน โดยเวลา ๖ ชั่วโมงเดินทาง ๑๕๐ กิโลเมตร ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตถึง ๗๘ ศพด้วยสาเหตุ การขาดอากาศหายใจ ถูกกดทับ ขาดน้ำ แล้วก็อาการไตวายเฉียบพลัน ความรุนแรงเหล่านี้ มันชัดเจนและมีหลักฐานจนเกินกว่าที่จะเป็นที่ยอมรับได้ของคนไทยและมาตรฐานสากลค่ะ ดิฉันเห็นว่าความรุนแรงนี้ถือเป็นอาชญากรรมต่อมนุษยชาติตามธรรมนูญกรุงโรมอย่างที่แจ้ง ไปข้างต้น มีการบัญญัตินิยามของอาชญากรรมต่อมนุษยชาติไว้ในมาตรา ๗ ซึ่งครอบคลุม ไปถึงการฆาตกรรม การจำคุก การทรมาน การบังคับสูญหาย แต่เงื่อนไขสำคัญที่เป็นฐาน ความผิดของอาชญากรรมต่อมนุษยชาติแตกต่างไปจากฐานความผิดธรรมดา คือการให้ ฐานความผิดปกติเป็นการกระทำที่กว้างขวางและเป็นระบบ ซึ่งก็เกิดขึ้นกับพี่น้องที่มาชุมนุม ตากใบ จากข้อมูลสถิติในตัวเลขพบว่าปี ๒๕๕๑ มีคดีที่เกี่ยวกับความมั่นคง ๖,๑๐๓ คดี จับกุมได้ ๓,๓๑๖ คดี และงดการสอบสวน ๓,๒๐๖ ราย ศาลพิพากษาโทษไป ๑๕๕ ราย ชี้ให้เห็นว่าวิธีการดังกล่าวไร้ประสิทธิภาพที่จะช่วยค้นหาความจริงได้ และต้องแลกกับ ความหวาดระแวง ความไม่เชื่อมั่นในเจ้าหน้าที่รัฐ ความไม่ไว้วางใจในเจ้าหน้าที่รัฐในพื้นที่ ทำให้รัฐมีมุมมองในสถานการณ์พิเศษเรื่องสิทธิมนุษยชน มีทัศนะที่ผิดพลาดอย่างร้ายแรง อีกทั้งยังเป็นการกดดันความเป็นอิสระของตุลาการและอัยการให้จับกุมผู้ต้องหาก่อการร้าย โดยที่ยังมีหลักฐานและพยานไม่เพียงพอ ดิฉันขอยกตัวอย่างของผู้พิพากษา คณากร เพียรชนะ ซึ่งเป็นเจ้าของวลี คืนคำพิพากษา ให้ผู้พิพากษา และคืนความยุติธรรมให้กับประชาชน การจับกุมโดยพลการและการวิสามัญ ฆาตกรรมเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่การประกาศกฎอัยการศึก อีกทั้งยังใช้อำนาจ ในการตรวจค้นประชาชนที่อาจจะไม่มีความผิด และละเมิดสิทธิในความเป็นส่วนตัวของ พี่น้องใน ๓ จังหวัดซึ่งมีกว่า ๒ ล้านคนมานานหลายสิบปี ซึ่งผิดกับหลักสากลในกติกาว่าด้วย สิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมืองมาตรา ๑๔ ในกระบวนการยุติธรรม ในการสันนิษฐานว่า เป็นผู้บริสุทธิ์ก่อนที่จะพิสูจน์ความผิด และมาตรา ๑๖ ทุกคนมีสิทธิที่จะได้ยอมรับว่า เป็นบุคคลตามกฎหมายทุกแห่ง มาตรา ๑๗ บุคคลใดถูกแทรกแซงความเป็นส่วนตัว ครอบครัว บ้าน หรือติดต่อสื่อสารโดยพลการ หรือโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย หรือถูกโจมตี ต่อเกียรติและชื่อเสียงโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และมาตรา ๑๘ การไม่เลือกปฏิบัติต่อคน ต่างเชื้อชาติ ศาสนา และความคิดเห็นทางการเมือง ดังนั้นในระดับนโยบายต้องยกเลิก แนวคิดการงดใช้หลักสิทธิมนุษยชนชั่วคราวและควรพิจารณายกเลิกพระราชกำหนด การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. ๒๕๔๘ เพราะเป็นกฎหมายที่ไม่สอดคล้อง กับรัฐธรรมนูญหลักสิทธิมนุษยชน โดยให้เจ้าหน้าที่กระบวนการยุติธรรมทางอาญา ต้องปฏิบัติตามกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาและหลักสิทธิมนุษยชนอย่างเคร่งครัด ไม่ว่าจะเป็นสถานการณ์พิเศษหรือปกติก็ตาม ดิฉันอยากจะยกตัวอย่างเหตุการณ์การละเมิด สิทธิมนุษยชน ในกรณีของนายอับดุลเลาะ อีซอมูซอ ผู้ต้องสงสัยคดีความมั่นคงที่หมดสติ ระหว่างถูกควบคุมตัวไปที่ค่ายอิงคยุทธบริหารในจังหวัดปัตตานีเมื่อเดือนกรกฎาคม และเสียชีวิตไปอย่างสงบเมื่อเช้ามืดในวันที่ ๒๕ สิงหาคม ๒๕๖๒ หลังรักษาตัวในห้อง ICU นานถึง ๓๕ วัน หลังจากนั้นทางญาติได้ประกอบพิธีทางศาสนา โดยไม่ส่งชันสูตรแต่อย่างใด แม้ยังติดใจสงสัยถึงเหตุทั้งหมดที่ทำให้สมองบวมแล้วก็ทำให้หมดสติไป โดยที่ไม่มีหลักฐาน ทางนิติเวชว่าเกิดอะไรขึ้นกับเขา โดยข้อมูลจากการสัมภาษณ์ของสื่อแห่งหนึ่ง ลูกพี่ลูกน้อง ของนายอับดุลเลาะกล่าวไว้ว่าในวันที่เขาเสียชีวิต วันนั้นนางพยาบาลโทรเข้ามาแจ้งญาติว่า ความดันและชีพจรของนายอับดุลเลาะต่ำมาก และปอดของเขาก็พังไปหมดแล้ว หลังจากนั้น ไม่นานทางโรงพยาบาลโทรกลับมาช่วงตีสี่ว่านายอับดุลเลาะเสียชีวิตด้วยอาการปอดอักเสบ และมีอีกท่านหนึ่งที่ดิฉันไปลงพื้นที่และได้เจอวันครบรอบตากใบเมื่อปีที่แล้วชื่อคุณมะริกี ดอเลาะ ท่านนั้นก็ได้สูญเสียแขน ๑ ข้าง และขา ๑ ข้างของเขาไป โดยเมื่อเขาตื่นขึ้นมาก็ไม่ทราบว่า อะไรเกิดขึ้นกับเขา เขาต้องการหลักฐานทางนิติเวชก็สอบถามกับทางพยาบาล และทาง พยาบาลกับคุณหมอได้แจ้งว่าทางทหารได้รวบรวมหลักฐานทั้งหมดทางนิติเวชไปหมดแล้วว่า อะไรเกิดขึ้นกับเขา จากประเด็นที่ได้กล่าวไปดิฉันขอชี้แจง ดังนี้

๑. ไม่ควรสร้างความเข้าใจผิดต่อกลุ่มคนไทยบางกลุ่มที่จะเห็นต่างจากรัฐ การเห็นต่างไม่ผิดค่ะ หรือใช้เครื่องมือที่มีสื่อถึงการรวมชาติใดชาติหนึ่งเป็นอัตลักษณ์เดียวกัน หรือการแบ่งแยกพวกเขาให้กลายเป็นคนชายขอบ กลายเป็นชนกลุ่มน้อย กลายเป็นคนที่ ถูกมุ่งเป้าโดยรัฐ ถูกมุ่งโจมตีโดยรัฐ เหมือนอย่างที่เราเห็นกับชาวโรฮิงญาที่ถูกกระทำโดย รัฐเมียนมา หรือชาวอุยกูร์ที่ถูกกระทำโดยรัฐจีน ทั้งที่จริงแล้วประเทศเรามีความหลากหลาย ทางเชื้อชาติ วัฒนธรรม และศาสนา ควรที่จะส่งเสริมความไม่เป็นชาตินิยม และต้องยอมรับ อัตลักษณ์ของผู้คนที่มาจากหลากหลาย Background ซึ่งหนทางที่ดีที่สุดคือพูดคุย ด้วยสันติวิธี กระบวนการตามหาความจริง และความปรองดอง คืนความยุติธรรมให้กับ ผู้สูญเสีย ให้กับเหยื่อทุกท่าน เราควรจะมี Peace Dialogue ซึ่งจะแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง อย่างยั่งยืน

ประเด็นต่อมาคือปัญหาสถานการณ์ใน ๓ จังหวัดชายแดนใต้มีมาอย่างยาวนาน ส่วนหนึ่งมาจากการมองปัญหาที่แตกต่างกันของภาครัฐในระดับนโยบาย และภาคปฏิบัติ จึงทำให้การแก้ไขปัญหาไม่มีความชัดเจน

ประเด็นสุดท้ายเกี่ยวกับการมองเรื่องสถานการณ์พิเศษมาก่อนประเด็น สิทธิมนุษยชน ซึ่งทำให้เกิดปัญหาภายในพื้นที่และมีความไม่ไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐ และประชาชน จากประเด็นที่ดิฉันกล่าวไปให้ทั้งหมดนะคะ ดิฉันอยากฝากให้ทางฝ่ายบริหาร ทราบเพื่อหาทางออกในประเด็นความขัดแย้งที่เกิดขึ้นโดยจำเป็นต้องใช้วิธีแบบสันติวิธี ไม่เลือกปฏิบัติ ไม่แบ่งแยกกลุ่มคนเป็นกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง กลุ่มชายขอบ หรือผลักพวกเขาออกไป ให้เป็นผู้ก่อการร้ายโดยที่เป็นเพราะว่าพวกเขาแค่นับถือศาสนาใดศาสนาหนึ่ง ให้ยึดหลัก สิทธิมนุษยชน และโฟกัสแต่สถานการณ์พิเศษเพียงอย่างเดียว กราบขอบพระคุณค่ะ