รอมฎอน วิจารณ์นโยบายใต้ ชี้ถ้อยคำดีเกิน ทิศทางคลุมเครือ

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๗ · ๒๖ ตุลาคม ๒๕๖๖

รอมฎอน ปันจอร์ หารือรายงานการบริหารราชการจังหวัดชายแดนใต้ ภายใต้ พ.ร.บ. 2553 โดยตั้งข้อสังเกตถึงความชอบธรรมของนโยบายในอดีตและการขาดความชัดเจนในทิศทางของนโยบายที่มีการใช้ถ้อยคำเกินจริง พร้อมเรียกร้องให้มีการทบทวนการใช้คำในกระบวนการพูดคุยเพื่อสันติภาพ โดยเฉพาะการเปลี่ยนจาก "สันติภาพ" เป็น "สันติสุข" ที่ทำให้กรอบการแก้ปัญหาแคบลง และเน้นความสำคัญของการมีส่วนร่วมของสภาผู้แทนราษฎรในการติดตามผลการดำเนินงานเพื่อให้เกิดการกระจายอำนาจอย่างแท้จริง

นายรอมฎอน ปันจอร์ แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพ ท่านผู้ชี้แจง และเพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่อยู่แห่งนี้ แล้วก็สำหรับผู้ที่ติดตามอยู่นะครับ ผม รอมฎอน ปันจอร์ สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ต้องขอเรียนขอบคุณท่านผู้ชี้แจง ที่ได้เกริ่นอธิบายเนื้อหาสาระของรายงานชิ้นนี้ ต้องบอกเลยครับว่ามองจากมุมของ สภาผู้แทนราษฎรต้องบอกว่าเรารอคอยรายงานฉบับนี้มาเกือบ ๑๐ ปี ต้องบอกอย่างนั้น เพราะว่าเมื่อสักครู่นี้ท่านผู้ชี้แจงบอกว่าจริง ๆ แล้วฉบับนี้เป็นฉบับที่ ๓ ตามพระราชบัญญัติ การบริหารราชการในจังหวัดชายแดนภาคใต้ พ.ศ. ๒๕๕๓ ที่จะต้องมีการพิจารณาให้สภา รับทราบ แต่ว่าฉบับแรกในปี ๒๕๕๕ โอเคครับผ่านสภาผู้แทนราษฎร แต่ฉบับที่ ๒ เข้าใจว่าผ่าน สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ซึ่งเป็นผลพวงจากรัฐประหาร ฉะนั้นความชอบธรรมของตัวนโยบาย ที่จะยึดโยงกับผู้แทนของปวงชนมันก็ขาดหายไป ครั้งนี้นับได้ว่าเป็นครั้งสำคัญที่นโยบาย ดับไฟใต้ ถ้าชื่อเล่นที่ผมอยากจะเรียกนโยบายการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดน ภาคใต้นี้ ผมอยากจะเรียกว่านโยบายดับไฟใต้นะครับ

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)

แต่ที่น่าสนใจครับ ทุกท่านครับ ท่านประธานครับ ที่น่าสนใจคือในนโยบายฉบับนี้มี ๒ อัน ก็คือตัวนโยบายการบริหาร และการพัฒนา แล้วก็มีตัวเล็ก ๆ คล้าย ๆ เหมือนจะอยู่ในภาคผนวกแต่แปะเข้ามาด้วย ก็คือแผนปฏิบัติการด้านการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งเมื่อสักครู่นี้ ผู้ชี้แจงบอกว่าเป็นกลไกในการแปลงไปสู่ภาคปฏิบัติ แต่ผมอยากจะเล่าให้ฟัง อยากจะ วิจารณ์ด้วยว่าอันที่จริงแล้วสถานภาพของเอกสารฉบับนี้จริง ๆ มาจากสาแหรก คนละตระกูลกันนะครับ นโยบายที่เราพิจารณานี้มาจากพระราชบัญญัติในปี ๒๕๕๓ ตามมาตรา ๔ ฟังความคิดเห็นประชาชน แต่ถูกลดความสำคัญลงไปในยุค คสช. ตั้งแต่ รัฐประหารเป็นต้นมา เพราะฉะนั้นนโยบายที่ฟังความเห็นของประชาชนที่ทำโดยหน่วยงาน พลเรือนก็ถูกลดระดับไป ในขณะที่อีกตัวหนึ่งคือแผนปฏิบัติการ ซึ่งชื่อเดิมก็เป็นแผนปฏิบัติ การป้องกันและแก้ไขปัญหาความไม่สงบก็เป็นแผนระดับ ๓ ของ คสช. อันนี้คือตัวจริง เพราะกำหนดแผนงบประมาณ ก่อนหน้านี้เท่าที่ผมตรวจสอบ ของจริงที่กำหนดโครงการ และแผนงานต่าง ๆ มันอยู่ในแผนระดับ ๓ นี้เอง แต่ผมเข้าใจว่านี่คือการพยายามจะ ประนีประนอมโดยการรวมทั้ง ๒ อย่างนี้ให้ใกล้กัน แม้ว่าจะไม่ค่อย Smooth เท่าไร ในความเห็นของผมนะครับ ทีนี้อย่างที่ทราบก็คือว่ามันมี ๓ ฉบับในรอบ ๑๐ ปีนี้ถือว่า เป็นนวัตกรรมในทางนโยบายเช่นกันที่จะต้องให้สภารับทราบ แต่ผมเข้าใจว่าในช่วงของ การอภิปรายถกเถียงกันเมื่อ ๑๐ กว่าปีที่แล้วว่าสภาควรจะให้ความเห็นชอบหรือไม่ ก็เป็นประเด็นนะครับ แต่ถึงอย่างไรก็ตามการให้ตัวแทนของประชาชนทั้งประเทศ ได้พิจารณานโยบายในการดับไฟใต้ผมว่าก็เป็นทิศทางในเชิงบวกนะครับ ทีนี้ผมอยากจะย้ำ ให้เห็นว่าข้างในนี้ซ่อนอะไรไว้บ้าง ผมอยากจะ Highlight และชื่นชมความคงเส้นคงวา ของการริเริ่มถ้อยคำเหล่านี้เป็นถ้อยคำที่พูดถึงนโยบายที่ไม่เคยมีมาก่อนในนโยบายเกี่ยวกับ จังหวัดชายแดนภาคใต้ หากนับย้อนไปตั้งแต่มีการศึกษาในปี ๒๕๐๙ เป็นต้นมา เอกสาร นโยบายเกี่ยวกับจังหวัดชายแดนภาคใต้ไม่เคยมีสิ่งนี้มาก่อน เริ่มขึ้นจริง ๆ ในปี ๒๕๕๕ ในนโยบายฉบับแรก และยังคงเส้นคงวาถึงปัจจุบัน อันนี้ต้องขอชื่นชมทาง สมช. คืออะไรครับ คือการปะทะกันโดยตรงกับเรื่องวิธีการของกระบวนการสันติภาพและปัญหาใจกลาง คือเรื่องการจัดสรรอำนาจที่ยังไม่ลงตัว หรือการพูดถึงการเปิดโอกาสให้มีการพูดคุย ถกเถียงกันถึงเรื่องการกระจายอำนาจที่เหมาะสมในพื้นที่ เรื่องนี้เคยเป็นเรื่องต้องห้ามมาก่อน ไม่สามารถพูดถึงได้นะครับ แต่นโยบายของ สมช. ฉบับนี้ตั้งแต่ปี ๒๕๕๕ เป็นต้นมาก็ยังคงมี ถ้อยความนี้เก็บไว้ ซึ่งต้องขอบอกเลยว่าขอชื่นชมกับการมีถ้อยความนี้เอาไว้ แต่อย่างไรก็ตาม ผมก็มีปัญหา ผมมี ๓-๔ ประเด็นภายใต้เวลาอันจำกัด ท้ายสุดแล้วผมพบว่านโยบายฉบับนี้ ภาษาดีมาก และมันเป็นภาษาที่อาจจะดีเกินไป เพราะว่ามันดีทุกอย่าง ทั้ง ๖ วัตถุประสงค์ ที่ระบุนี้เป็นภาษาที่ไหลลื่น ความแหลมคม และทิศทาง จุดเน้น จุดเน้นหนัก การเรียงลำดับ ความสำคัญในการวิเคราะห์ปัญหา ในการประเมินสถานการณ์ และการกำหนดวัตถุประสงค์ เลยเบลอ ๆ แบนราบเท่ากันหมด ซึ่งเป็นไปได้ครับ เพราะนี่อาจจะเป็นผลมาจากการต่อรองกัน ของบรรดาความคิดของหน่วยงานด้านความมั่นคงต่าง ๆ จำเป็นต้องทำให้ภาษามันนุ่มนวล อ่อนนุ่ม แต่ด้วยความที่เป็นภาษาที่อ่อนนุ่มนี้เองครับมันเลยไม่เห็นทิศทาง ไม่เห็นจุดเน้น ที่ชัดเจน

อันที่ ๒ ที่เห็นได้ชัดคือการระบุบ่งชี้ปัญหาที่กลายเป็นว่ารวมทุกอย่างเข้าไว้ ด้วยกัน เราเลยไม่ทราบกันจริง ๆ ว่าตกลงแล้วปัญหาในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ตกลงแล้ว หัวใจของมันคืออะไร นี่คือปัญหาตั้งแต่ต้นทางของการออกแบบนโยบายเลย

สุดท้าย เรื่องถ้อยคำยุทธศาสตร์ ผมสนใจเรื่องถ้อยคำครับท่านประธาน ผมทำวิทยานิพนธ์เกี่ยวกับการเมืองของความขัดแย้งและอาศัยนโยบายการบริหาร และการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นหลักฐานชิ้นสำคัญในการวิเคราะห์ด้วย เป็นนโยบายฉบับแรก ครั้งนี้ผมก็พบว่าเรามีคำว่าสันติสุข ๑๓ คำ ไม่มีคำว่าสันติภาพเลย และเมื่อสักครู่ผมสังเกตผมลุ้นอยู่นะครับ ท่านผู้ชี้แจง ท่านรองเลขาธิการ ท่านจงใจที่จะ ไม่เลือกใช้คำใดคำหนึ่ง ท่านพูดถึงนโยบายการพูดคุย แล้วก็เว้นว่างไปโดยที่ไม่ระบุชัดเจนว่า สันติสุขหรือว่าสันติภาพ ท่านประธานครับ ผมอาจจะต้องชี้แจงนิดหนึ่งตรงนี้ว่าสันติสุข เป็นถ้อยคำของ คสช. ๑ เดือนหลังการรัฐประหาร เรื่องแรกที่ท่านผู้นำการก่อรัฐประหาร และคณะทำเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ คือการเปลี่ยนชื่อกระบวนการ พูดคุยสันติภาพที่มีก่อนหน้านั้นเป็นการพูดคุยสันติสุข อีกนิดหนึ่งท่านครับ ความหมายของผม ก็คือว่าสันติภาพและสันติสุขในความหมายของคณะรัฐประหารในเวลานั้น สันติสุขคือ การพยายามตีกรอบให้การแก้ไขปัญหาเป็นเรื่องภายในประเทศ ระแวดระวังไม่ให้มี การยกระดับ ซึ่งสำหรับผมแล้วมีการวิพากษ์วิจารณ์มาตลอดหลายปีที่ผ่านมานี้ว่าการตีกรอบ และควบคุมความคิดเช่นนี้อาจจะเป็นอุปสรรคในการสร้างสันติภาพในระยะยาว เพราะว่า เราต้องเปิดให้มีการถกเถียงถึงทางเลือกต่าง ๆ อย่างตรงไปตรงมา ถ้าพื้นที่ของการถกเถียง เหล่านี้หดแคบลง โอกาสในการที่จะหาวิธีการอยู่ด้วยกันโดยสันติวิธีอาจจะน้อยลง ผมคงมีเวลาสรุป ประมาณนี้ แต่ชี้ให้เห็นว่าเรื่องนี้ถ้าให้ผมแก้ไขผมก็อยากจะแก้ไขแค่จุดเดียว ท่านผู้ชี้แจงครับ ผมอยากจะแก้ไขคำว่า สันติสุข เป็นคำว่า สันติภาพ ขอบพระคุณครับ