มนพร เจริญศรี ชี้แจงแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมเกี่ยวกับความคืบหน้าโครงการก่อสร้างอุโมงค์ทางลอดกะทู้-ป่าตองในจังหวัดภูเก็ต หลังเอกชนไม่ร่วมลงทุน จึงเสนอให้รัฐพิจารณาทบทวนหลักการและเปลี่ยนเป็นรูปแบบการลงทุนของภาครัฐ พร้อมนำเสนอข้อมูลรายละเอียดโครงการ ได้แก่ แนวเส้นทาง งบประมาณ ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่ต้องเวนคืน รวมถึงแผนการดำเนินงานและระยะเวลาก่อสร้าง โดยย้ำว่าโครงการยังดำเนินการตามกรอบเวลาที่กำหนดและจะรายงานความคืบหน้าให้สมาชิกทราบอย่างต่อเนื่อง
กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน มนพร เจริญศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม วันนี้ ดิฉันได้รับมอบหมายจากท่านสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เนื่องจากท่านติดภารกิจเดินทางไปทำ Road Show เรื่องของรถไฟรางคู่ที่ประเทศญี่ปุ่นค่ะ ต้องขอขอบคุณท่านสมาชิกที่ท่านได้มีกระทู้ถามเรื่องโครงการก่อสร้างอุโมงค์ทางลอดกะทู้ แล้วก็ป่าตอง จังหวัดภูเก็ต มีสมาชิกหลายท่านที่ได้ให้ความสนใจเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน ของจังหวัดภูเก็ต แล้วก็ท่านสมาชิกท่านนี้ก็เช่นกันค่ะ ท่านได้ให้ความใส่ใจกับปัญหา ความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนตลอดมานะคะ
คำถามแรก เรื่องของกระทรวงคมนาคมจะดำเนินการก่อสร้างอุโมงค์ ทางลอดกะทู้-ป่าตอง ได้เมื่อใด ดิฉันขออนุญาตนำเรียนถึงท่านประธานผ่านไปยังท่านสมาชิกว่า กระทรวงคมนาคม โดยการทางพิเศษแห่งประเทศไทย ขอเรียนให้ทราบว่าการทางพิเศษ แห่งประเทศไทยได้ดำเนินการทางพิเศษสายกะทู้-ป่าตอง จังหวัดภูเก็ต ดิฉันได้ยก Timeline ให้ดูว่าในวันที่ ๑๘ มกราคม ๒๕๖๕ คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติให้เอกชนร่วมลงทุนโครงการ รูปแบบ PPP คือ Net Cost ต่อมาในวันที่ ๑๙ ธันวาคม ๒๕๖๕ การทางพิเศษแห่งประเทศไทย ได้ประกาศเชิญชวนให้บริษัทเอกชนทั้งประเทศไทยและต่างชาติให้ความสนใจซื้อเอกสาร REP รวมทั้งสิ้นที่บริษัทเอกชนมาซื้อทั้งสิ้น ๑๓ ราย ต่อมาในวันที่ ๗ เมษายน ๒๕๖๖ ได้กำหนดการยื่นซอง ปรากฏว่าไม่มีเอกชนรายใดมายื่นข้อเสนอในการเข้าร่วมซองดังกล่าว แต่อย่างใด ในวันที่ ๑๒ มิถุนายน ๒๕๖๖ การทางพิเศษแห่งประเทศไทยยังได้เปิดเวที อย่างกว้างขวางเพื่อรับฟังความคิดเห็นของภาคเอกชนว่าเหตุใดถึงไม่มายื่นในการยื่นข้อเสนอ ดังกล่าวเมื่อวันที่ ๗ เมษายน ๒๕๖๖ ที่ผ่านมา ต่อมาในวันที่ ๒๓ มิถุนายน ๒๕๖๖ คณะกรรมการก็ได้คัดเลือกตามมาตรา ๓๖ แห่ง พ.ร.บ. การร่วมลงทุน พ.ศ. ๒๕๖๒ เมื่อคราวประชุมเมื่อวันที่ ๒๓ มิถุนายน ๒๕๖๖ ได้พิจารณาความเห็นของภาคเอกชน แล้วเห็นพ้องต้องกันกับการทางพิเศษแห่งประเทศไทย แล้วที่ปรึกษาให้ความเห็นว่า ความเห็นของภาคเอกชนให้ความเห็นว่าอาจจะส่งผลกระทบของโครงการที่ ครม. อนุมัติ จึงเห็นชอบให้การทางพิเศษแห่งประเทศไทยดำเนินการเสนอต่อผู้มีอำนาจเพื่อลงนาม พิจารณาทบทวนหลักการของโครงการอีกครั้งหนึ่ง หลังจากที่ภาคเอกชนไม่ได้มาร่วมลงทุน ต่อมาวันที่ ๒๔ ตุลาคม ๒๕๖๖ ที่ผ่านมา คณะกรรมการการทางพิเศษแห่งประเทศไทย ได้รับทราบว่าการปรับรูปแบบการดำเนินโครงการมาเป็นลงทุนสร้างเอง โดยให้การทางพิเศษ แห่งประเทศไทยจัดทำข้อมูลเปรียบเทียบข้อดีข้อเสียของการลงทุนทุกมิติว่าผลประกอบการ เมื่อลงไปทุนไปแล้วในระยะกี่ปีถึงจะมีจุดคุ้มทุน แล้วก็สร้างผลกำไรให้กับองค์กร แล้วก็ ได้มีการปรับเปลี่ยนรูปแบบของการลงทุน แล้วก็นำเสนอให้คณะกรรมการการทางพิเศษ แห่งประเทศไทยเพื่อให้เห็นชอบในการประชุมครั้งต่อไป นี่ก็คือภาพรวมที่ดิฉันได้พูด Timeline ว่าแต่ละช่วงเวลาเราได้ทำอะไรไปแล้ว
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
นี่คือ Slide ภาพรวมของโครงการ ท่านสมาชิกจะได้เห็นภาพชัดเจนตรงเส้นสีเหลืองว่าโครงการเริ่มต้น ที่ตำบลป่าตอง บริเวณจุดตัดของถนนพระเมตตา และก่อสร้างเป็นทางยกระดับ แล้วอุโมงค์ ขนาด ๔ ช่องจราจรต่อทิศทาง แล้วก็เป็นทางยกระดับ ข้ามตรงถนนพิศิษฐ์กรณีย์จนถึงเขานาคเกิด แล้วก็จะกลายเป็นอุโมงค์คู่ท่านสมาชิกเห็นไหมคะ หลังจากนั้นก็ถึงจะเป็นทางยกระดับ แล้วสิ้นสุดโครงการที่ตำบลกะทู้ บริเวณจุดตัดที่ ทล.๔๐๒๙ ระยะทาง ๓.๙๘ กิโลเมตร ที่ท่านสมาชิกได้ถามเมื่อสักครู่ รวมมูลค่าการลงทุนเป็นค่าเวนคืนที่ดิน ๕,๗๙๒ ล้านบาท และค่าก่อสร้างอยู่ที่ ๘,๘๗๘ ล้านบาท รวมเป็นค่าลงทุนทั้งโครงการ ทั้งค่าเวนคืนที่ดิน และค่าก่อสร้างเป็นจำนวนเงิน ๑๔,๖๗๐ ล้านบาท ขณะนี้การทางพิเศษแห่งประเทศไทย อยู่ในระหว่างดำเนินการเรื่องของกรรมสิทธิ์ที่ดินของโครงการ ควบคู่ไปกับการพิจารณา แนวทางการดำเนินโครงการ โดยการทางพิเศษแห่งประเทศไทยจะลงทุนก่อสร้างในงานโยธา ระยะแรกช่วงกะทู้-ป่าตองไปก่อน โดยคาดว่าจะสามารถประกวดราคาได้ในปี ๒๕๖๗ แล้วคาดว่าจะเปิดบริการในปี ๒๕๗๑ ซึ่งโครงการดังกล่าวเป็นโครงการ Quick win ของ กระทรวงคมนาคมที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้เดินทางไปที่ภูเก็ต แล้วนายกรัฐมนตรีก็ได้กำชับให้ กระทรวงคมนาคมได้เร่งรัดในการก่อสร้างโครงการนี้ โดยโครงการพิเศษสายกะทู้-ป่าตอง มีแผนการเวนคืนที่ดินทั้งสิ้น ๒๔ เดือน หรือ ๒ ปี ตั้งแต่กรกฎาคม ๒๕๖๖ ไปจนถึงปี ๒๕๖๘ ที่ดินที่ต้องถูกเวนคืนทั้งสิ้นจำนวน ๑๙๒ แปลง และสิ่งปลูกสร้างอาคารบ้านเรือนพี่น้องประชาชน อีกจำนวน ๓๐๒ หลัง ปัจจุบันอยู่ในระหว่างที่ดำเนินการเวนคืนที่ดินดังกล่าวอยู่ ขอนำเสนอ ต่อท่านสมาชิกว่าเมื่อสำรวจแนวเขตพิเศษแล้ว มีที่ดินที่อยู่ในแนวเขตจำนวน ๖๐ แปลง แล้วก็ ได้โชว์รูปของแปลงที่ประกอบการทำแฟ้มประเมินราคาค่าที่ดินแล้วเสร็จจำนวน ๑๖๑ แปลง ได้ทำการสำรวจแล้วก็ประเมินราคาไว้เรียบร้อยแล้ว นอกจากนั้นเมื่อมีการสำรวจที่ดินแล้ว ยังมีการสำรวจสิ่งปลูกสร้างแล้วเสร็จจำนวน ๙๐ หลัง ตอนนี้สำรวจแล้ว ๙๐ หลัง ยังต้อง สอบสวนสิทธิที่ดินแล้วเสร็จอีก ๒๗ แปลง ตอนนี้อยู่ในระหว่างสอบสวนอยู่อีก ๒๗ แปลง เพราะฉะนั้นการสอบสวนสิทธิสิ่งปลูกสร้างแล้วเสร็จแล้วทั้งหมด ๑๐๑ หลังคาเรือน ก็คิดเป็น ประมาณว่าค่าสอบสวนสิทธิที่ดิน ค่าประเมินของชดเชยหลังคาเรือน ค่าประเมินชดเชยที่ดิน เสร็จแล้วประมาณ ๑๗ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งขออนุญาตรายงานว่าขณะที่ตัวเลขที่ดิฉันรายงาน ต่อท่านประธานไปถึงท่านสมาชิกอยู่ในกรอบของ Timeline ก็คือ ๑ ตุลาคมปีนี้นะคะ ส่วนความคืบหน้าจะเป็นอย่างไรต่อ ดิฉันจะขออนุญาตนำเรียนต่อท่านสมาชิกโดยตรง หรือว่าท่านสมาชิกต้องการทราบความคืบหน้า ท่านสมาชิกก็สามารถยื่นกระทู้ถามต่อ กระทรวงคมนาคมได้ในโอกาสต่อไป ขอบคุณค่ะท่านประธาน