นภินทร แจงแนวทางทดแทนข้าวโพด-คุมนำเข้ารักษาดุลราคาสินค้าเกษตร

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๗ · ๒๖ ตุลาคม ๒๕๖๖

นภินทร ศรีสรรพางค์ ชี้แจงแนวทางการทดแทนข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ด้วยธัญพืชอื่นอย่างข้าวสาลีและข้าวบาร์เลย์ พร้อมเสนอมาตรการควบคุมการนำเข้าและขยายระยะเวลาห้ามนำเข้าข้าวโพดเพื่อคุ้มครองเกษตรกร รวมถึงการบริหารจัดการสินค้าเกษตรที่เน่าเสียเร็ว โดยใช้ช่องทางพิเศษในการระบายผลผลิตส่วนเกินและสร้างความต้องการผ่านปั๊มน้ำมันและกิจกรรมเคลื่อนที่ เพื่อพยุงราคาไม่ให้ตกต่ำจนกระทบเกษตรกร

นายนภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์

เรียนท่านประธานสภา เรียนท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ โดยเฉพาะผู้ที่ถามกระทู้ ขออนุญาต เอ่ยนามอีกครั้งหนึ่ง ท่านสัมฤทธิ์ แทนทรัพย์ ซึ่งท่านก็ได้ศึกษาข้อมูลมาเป็นอย่างดีตลอดจน เป็นความห่วงใยกับพี่น้องเกษตรกรที่ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ผมเรียนอย่างนี้ครับว่าธัญพืช หลาย ๆ ชนิดนั้นสามารถมาใช้ทดแทนข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ได้ ไม่ว่าจะเป็นข้าวสาลีก็ดี ข้าวบาร์เลย์ก็ดี แต่การทดแทนนั้นก็ไม่สามารถทดแทนได้ทั้งหมด ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ข้าวสาลีนั้นใช้ทดแทนข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ แทนอาหารไก่ได้อยู่ประมาณเพียง ๓๐ เปอร์เซ็นต์ เพราะว่าการบริโภคอาหารสัตว์โดยเฉพาะไก่นั้นถ้ามีส่วนผสมของข้าวสาลีมากเกินกว่า ๓๐ เปอร์เซ็นต์ก็จะทำให้ไก่นั้นซีดไม่เหลือง ไข่ก็จะซีดเช่นเดียวกัน ทำให้ราคานั้นตกต่ำ เพราะฉะนั้นการทดแทนอยู่ประมาณ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ในภาพรวม ซึ่งในส่วนของรัฐบาลนั้น ได้กำหนดมาตรการในการนำเข้าของข้าวสาลี โดยกำหนดมาตรการการนำเข้านั้นคนที่ จะนำเข้าได้ต้องมีหลักฐานในการซื้อข้าวโพด ๓ ส่วน ถึงสามารถนำเข้าข้าวสาลีได้ ๑ ส่วน ก็คือมีหลักฐานการซื้อข้าวโพด ยกตัวอย่าง ๓ ตันก็มีสิทธิในการนำเข้าข้าวสาลีได้ ๑ ตัน ซึ่งมาตรการตรงนี้ยังคงใช้อยู่ แล้วก็ช่วยให้พยุงราคาของข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ อีกส่วนหนึ่ง คือข้าวบาร์เลย์ ซึ่งจริงครับมีราคาถูกและต่ำกว่าข้าวสาลีอยู่ประมาณ ๑๐-๒๐ เปอร์เซ็นต์ ใช้ทดแทนการปลูกข้าวโพดได้ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ใช้ทดแทนได้เป็นอาหารสัตว์ แต่เรียนว่า ข้าวบาร์เลย์นั้นใช้ทดแทนข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ได้อยู่ประมาณเพียง ๑๐-๒๐ เปอร์เซ็นต์ เท่านั้นเอง เพราะคุณค่าทางอาหารของข้าวบาร์เลย์นั้นหนักไปทางคาร์โบไฮเดรต วิตามิน โปรตีนนั้นน้อยกว่าข้าวโพด ถ้าใช้ข้าวบาร์เลย์จะต้องผสมปลาป่นเพิ่มขึ้น จะต้องผสม กากถั่วเหลืองเพิ่มขึ้นซึ่งมีราคาสูง ซึ่งในขณะนี้ก็ยังไม่เป็นที่นิยมมากนักสำหรับผู้ที่เลี้ยงสัตว์ โดยเฉพาะไก่หรือสุกร แต่ในขณะเดียวกันกระทรวงพาณิชย์นั้นติดตามแล้ว Monitor ตลอดว่า ถ้าหากการคาดการณ์ว่าปลาป่นก็ดี กากถั่วเหลืองก็ดีที่คาดการณ์ว่าจะมีราคาสูงขึ้น เกิดตกต่ำลง และทำให้ส่วนผสมของอาหารสัตว์ใช้ข้าวบาร์เลย์ ปลาป่น แล้วก็กากถั่วเหลือง เพิ่มขึ้น แน่นอนที่สุดต้องมีผลกระทบต่อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ กระทรวงพาณิชย์ Monitor ตลอดเวลาและติดตามตลอดเวลา ถ้าหากว่ามีสถานการณ์เช่นนั้นเราก็พร้อมที่จะประกาศ ชะลอการนำเข้าข้าวบาร์เลย์ กำหนดปริมาณการนำเข้า หรือเช่นเดียวกันอาจจะกำหนด ปริมาณการนำเข้าเหมือนข้าวสาลีเป็นสินค้าควบคุมนะครับ ในขณะนี้เราติดตาม และ Monitor ตลอดเวลา แต่ก็ฝากไว้ว่ากระทรวงพาณิชย์ต้องดูหลาย ๆ มิติ ดูทั้งต้นทุน ของอาหารสัตว์ที่ไม่สูงจนเกินไปด้วย สร้างความสมดุล มาตรการต่าง ๆ เรามีพร้อมในมือ แล้ว Monitor ตลอด แต่การใช้นั้นก็คงอยู่ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมช่วงเวลาในแต่ละสถานการณ์

ต่อข้อถามอีกข้อหนึ่งในเรื่องของการเก็บเกี่ยวที่ล่าช้าของเกษตรกรไทย ในเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งอาจจะเคลื่อนไปถึงกุมภาพันธ์อันทำให้ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ของ ประเทศเพื่อนบ้านหรือประเทศพม่านั้นเข้าสู่ประเทศไทย และทำให้เกิดผลกระทบต่อ พี่น้องเกษตรกรในการเก็บเกี่ยวช่วงเดือนกุมภาพันธ์ ด้วยความเคารพครับ เรา Monitor หรือติดตามตลอด เพราะฉะนั้นมาตรการต่าง ๆ เราสามารถปรับเปลี่ยนได้ตามความเหมาะสม ก็ต้องขอขอบคุณคำแนะนำของท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ เราจะติดตามแล้วเราจะดูระยะเวลาว่า เกษตรกรนั้นเก็บเกี่ยวข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หมดหรือยังในเดือนกุมภาพันธ์ ถ้ายังไม่หมดเราก็คง มีมาตรการห้ามนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากประเทศเพื่อนบ้าน ขยายเวลาเพิ่มขึ้นไปถึง เดือนกุมภาพันธ์ตามคำแนะนำของท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ

อีกประเด็นคำถามหนึ่ง ซึ่งท่านได้ถามถึงสินค้าเกษตรพืชสวนซึ่งมีการเน่าเสียไว กระทรวงพาณิชย์มีมาตรการอย่างไรในการที่จะดูแลพี่น้องเกษตรกรในขณะที่สินค้าออกมามาก ๆ แล้วราคาตกต่ำ ผมเรียนอย่างนี้ว่าสินค้าพืชสวนนั้นเป็นสินค้าที่เน่าเสียไวไม่สามารถ ใช้มาตรการในการเก็บ Stock เหมือนอย่างพืชไร่ได้ ไม่ว่าจะเป็นผักและผลไม้ ดังนั้น มาตรการของกระทรวงพาณิชย์นั้นก็คือเราจะซับส่วนเกินของสินค้าพืชสวนที่เน่าเสียไว ออกนอกกลไกตลาดปกติไปสู่ผู้บริโภคโดยตรง กลไกตลาดปกติคืออะไร ผมเรียนอย่างนี้ครับว่าสินค้าเกษตรในแต่ละวันไม่ว่าจะเป็นผัก ผลไม้ที่ผลิตในประเทศไทย หรือนำเข้าจากต่างประเทศ ปริมาณการบริโภคต่อวันนั้นอยู่ประมาณ ๔๐,๐๐๐ ตันต่อวัน โดยเบื้องต้นสินค้าเหล่านี้จะเข้าสู่กลไกตลาดค้าส่ง ได้แก่ ตลาดไทซึ่งหนักไปทางผลไม้ ปริมาณเข้าวันหนึ่งประมาณ ๑๐,๐๐๐ ตัน ตลาดสี่มุมเมืองซึ่งเต็มไปด้วยผักทั้งประเทศไทย และต่างประเทศ วันหนึ่งตกประมาณ ๗,๐๐๐ ตันต่อวัน ตลาดศรีเมืองที่จังหวัดราชบุรี ซึ่งก็เป็นศูนย์รวบรวมสินค้าเกษตรอีกที่หนึ่งซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นผักของประเทศไทย มีปริมาณ สินค้าเช่นเดียวกันวันหนึ่งประมาณ ๗,๐๐๐ ตันต่อวัน นอกจากนั้นถ้าลงไปภาคใต้อีกก็จะมี ชุมพร ตลาดมรกต วันหนึ่งประมาณ ๑,๐๐๐ ตัน หัวอิฐ นครศรีธรรมราช ๑,๐๐๐ ตัน ขึ้นมาทางภาคเหนือหน่อยก็มีที่จังหวัดพิษณุโลก ตลาดไทยเจริญ ขึ้นไปอีกหน่อยก็เชียงราย ตลาดล้านเมือง มีผลผลิตอยู่ประมาณ ๒,๐๐๐ ตันต่อวัน ขยับไปทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ก็มีตลาดสุรนคร ตลาดเทิดไท จังหวัดนครราชสีมา ตลาดศรีเมืองทองที่ขอนแก่น ตลาดเมืองทองเจริญศรีที่อุดรธานี แล้วก็ตลาดเจริญศรีที่อุบลราชธานี นี่คือภาพรวมกว้าง ๆ ของการกระจายสินค้า ๔๐,๐๐๐ ตันต่อวันว่ากระจายไปอย่างไร จะเข้าสู่กลไกตลาดค้าส่ง เช่นนี้ประมาณ ๑๐ กว่าตลาดด้วยกัน แต่ ๓ ตลาดหลักก็คือ ตลาดไท ตลาดสี่มุมเมือง และตลาดศรีเมืองได้มีผลผลิตเข้ามาวันหนึ่งประมาณ ๒๕,๐๐๐ ตัน และตลาดเหล่านี้ ก็กระจายไปยังตลาดสดในภูมิภาคจังหวัดต่าง ๆ กระจายสู่ผู้บริโภค กระจายสู่ร้านอาหาร ในกรณีที่สินค้ามากกว่า ๔๐,๐๐๐ ตัน หรือในสินค้าบางชนิดมีปริมาณสูงขึ้นมากกว่าปกติ กระทรวงพาณิชย์โดยกรมการค้าภายในก็จะซับส่วนเกินตรงนั้นดึงออกนอกกลไกตลาด ที่ผมกล่าวเมื่อสักครู่นี้และลงไปสู่ผู้บริโภคโดยตรง โดยยกตัวอย่างผ่านปั๊มน้ำมัน ปั๊มน้ำมัน เมืองไทยมีอยู่ ๒๐,๐๐๐ ปั๊ม มีรถเข้าไปเติมน้ำมันตลอด ซึ่งปั๊มน้ำมันก็มีสมนาคุณด้วยน้ำดื่ม เราประสานงานกับบริษัท PT บางจาก และ ปตท. คัดมาประมาณสัก ๓,๐๐๐-๕,๐๐๐ ปั๊ม แทนที่จะสมนาคุณด้วยน้ำดื่มก็สมนาคุณด้วยผักและผลไม้ที่ราคาลดลงตกต่ำ ซับส่วนเกิน มาให้ได้ มีทั้งห้าง ชุมชน ท้องถิ่นอีกประมาณ ๖๐๐ แห่ง แล้วก็มีทั้งรถ Mobile อีก ๑๐๐ จุด ต่อวัน สรุปง่าย ๆ ครับว่าสามารถระบายสินค้าเกษตรพืชสวนข้ามกลไกตลาดปกติ ไปสู่ผู้บริโภคได้วันหนึ่งประมาณ ๕๐-๑๐๐ ตันต่อวัน ก็สามารถซับสินค้าพืชสวนส่วนเกินได้ และนี่คือมาตรการที่กระทรวงพาณิชย์เคยทำและจะทำต่อไป

ผมเรียนอย่างนี้ครับว่ารัฐบาลเพิ่งมาทำหน้าที่บริหารบ้านเมืองอยู่ประมาณ ๒ เดือน เราได้วางมาตรการเชิงรุกว่าจะทำอย่างไรให้เรามี Order หรือมี Demand อยู่ในมือ เราได้พูดคุยกับกลุ่มพลังงาน กลุ่มปั๊มน้ำมัน ขอเขาว่าปั๊มน้ำมัน ๒๐,๐๐๐ ปั๊ม คัดมา ๕,๐๐๐ ปั๊ม แล้วเราขอปีหนึ่ง ๓๐ วัน เพราะฉะนั้นท่านสั่งซื้อน้ำดื่มเพื่อสมนาคุณ ปีหนึ่งท่านสั่งมาเพียง ๓๓๕ วัน เราก็จะมีเวลา ๓๐ วันในการระบายสินค้าเกษตรพืชสวนนั้นสู่ผู้บริโภคโดยตรง เรียนง่าย ๆ ครับว่าปั๊มหนึ่ง ๕๐๐ กิโลกรัม ๕,๐๐๐ ปั๊มก็ ๒,๕๐๐ ตันต่อวัน ๓๐ วัน ก็ ๗๕,๐๐๐ ตันต่อวัน ในขณะที่ห้างชุมชนอื่น ๆ แล้วก็รถ Mobile เพราะฉะนั้นกระทรวง พาณิชย์จะมี Order มี Demand ในมือต่อปีประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ ตัน เราเชื่อครับว่า เราสามารถที่จะพยุงราคาสินค้าเกษตรในส่วนของพืชสวนได้อย่างเป็นระบบ และทำให้ ราคาเหล่านั้นไม่ตกต่ำจนมีผลกระทบต่อพี่น้องเกษตรกรนะครับ ขอตอบข้อซักถามอีกข้อหนึ่ง ของท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติก่อนนะครับ ก็ขอตอบข้อซักถามอีกข้อหนึ่งของท่านสมาชิก ผู้ทรงเกียรติซึ่งได้มีความเป็นห่วงทั้งข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ทั้งพืชไร่ ซึ่งขออนุญาตเอ่ยนาม อีกครั้งหนึ่ง ท่านสัมฤทธิ์ แทนทรัพย์ ขอบคุณครับ