สุทิน คลังแสง ชี้แจงถึงผลกระทบจากการก่อสร้างศูนย์ต่อสู้อากาศยานทั้งต่อประชาชนและสิ่งแวดล้อม พร้อมเน้นย้ำการดูแลผู้ได้รับผลกระทบโดยเฉพาะในพื้นที่พิพาทที่ดิน โดยเรียกร้องให้มีการพิสูจน์สิทธิ์การอยู่อาศัยใหม่ ร่วมกับการเยียวยาในระยะสั้นจากกองทัพเรือและการแก้ปัญหาที่ดินทำกินในระยะยาวร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงเหตุผลการเลือกพื้นที่ภูเก็ตสำหรับโครงการดังกล่าวเพื่อความคุ้มค่าและประสิทธิภาพสูงสุดในภาพรวม
ท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม สุทิน คลังแสง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ตอบเพื่อนสมาชิก ในคำถามที่ ๒ ซึ่งก็หลายประเด็นอยู่พอสมควร จะพยายามรวบรวมแล้วตอบให้ท่านครบ ทุกประเด็น
ประเด็นแรก ได้ศึกษาผลกระทบในการที่จะมาก่อสร้างที่แห่งนี้เป็นศูนย์ต่อสู้ อากาศยานไหม ก็ได้ศึกษาครับ ผลกระทบในเชิงประชาชนเราก็พบว่ามีราษฎรซึ่งใช้สิ่งปลูกสร้าง ถาวร มีคนอยู่อาศัยประจำ ๒๕ ครอบครัว แล้วกลุ่ม ๒ ก็คือมีสิ่งปลูกสร้างถาวร แต่ว่า ไม่มีคนอยู่อาศัย ๒๓ ครอบครัว มีสิ่งปลูกสร้างชั่วคราว ๒๒ ครอบครัว อันนี้คือผลกระทบ ต่อราษฎร ซึ่งครอบครัวเหล่านี้เราก็คือว่าต้องรับผิดชอบ แล้วก็ต้องดูแลเขาให้ไม่ได้รับ ผลกระทบกับการดำรงชีวิตของเขา ซึ่งทางออกเดี๋ยวจะบอกต่อไปนะครับ
ส่วนผลกระทบด้านอื่น ในด้านมลภาวะ มลพิษ ทางกระทรวงก็ได้มีการทำ การศึกษา แต่ไม่ถึงกับทำ EIA เพราะว่ามันไม่ได้อยู่ในเงื่อนไขที่จะต้องทำ EIA ไม่ถึงขนาดนั้น เพราะฉะนั้นทางกระทรวงกลาโหม ทางกองทัพเรือก็ได้ทำเขาเรียกว่า Environmental Checklist ก็คือได้ตรวจสอบผลกระทบทางด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งผลการตรวจสอบเหล่านี้ ก็ไปปรากฏและรายงานที่คณะกรรมการพิจารณาระดับจังหวัด คือ กบร. จังหวัด ซึ่งเดี๋ยวนี้ เขาเอาไปพิจารณาประกอบหมดแล้ว ถ้าหากว่าการไปตั้งที่นั่นไปเกิดผลกระทบกับประชาชน หรือราษฎรในเชิงสิ่งแวดล้อมมาก ๆ ผมเชื่อว่าเขาไม่อนุมัติ อันนี้ประเด็นที่ ๑ ครับ
ประเด็นที่ ๒ เรื่องงบประมาณ ทางกองทัพเรือได้ดำเนินการของบประมาณ เพื่อก่อสร้างกองพันต่อสู้อากาศยาน ซึ่งปรากฏในงบประมาณ ปี ๒๕๖๗ และปี ๒๕๖๘ ในปี ๒๕๖๗ ใช้งบประมาณ ๑,๕๕๐ ล้านบาท ในปี ๒๕๖๘ ใช้งบประมาณ ๓๘๐ ล้านบาท ซึ่งในปี ๒๕๖๗ นั้นส่วนใหญ่ก็เป็น Infrastructure เป็นถนนหนทาง เป็นความพร้อม ที่จะก่อสร้างในระยะต่อไป ในปี ๒๕๖๘ ก็จะเป็นกองบังคับการต่อสู้อากาศยานรักษาฝั่ง แล้วก็เป็นที่พักอาศัยของกำลังพล นี่คืองบประมาณที่จะใช้
ส่วนคำถามต่อมาที่บอกว่าเราจะดูแลชาวบ้านอย่างไร ก็กราบเรียนท่านประธาน ผ่านไปยังเพื่อนสมาชิกครับ เมื่อได้ทราบว่าผลกระทบที่จะเกิดกับราษฎรต้องเรียนข้อมูล พื้นฐานประการหนึ่งว่า ราษฎรส่วนที่อยู่อาศัยที่ผมว่ามาทั้งหมดนี้ก็อาศัยอยู่ในที่แห่งนี้ แล้วก็ เคยมีการให้พิสูจน์สิทธิ พิสูจน์สิทธิก็คือหมายความว่าราษฎรอยู่มาก่อนการประกาศใช้ กฎหมายจริงหรือไม่ ถ้าหากว่าราษฎรอยู่มาก่อนกฎหมายบังคับ หรือในเงื่อนไขที่ราษฎร จะต้องได้สิทธิ ราษฎรนั้นก็จะต้องได้สิทธินั้นไป แต่การพิสูจน์สิทธิครั้งล่าสุดจำได้ว่าประมาณ ปี ๒๕๕๘ หรือปี ๒๕๖๐ ใกล้เคียงกับที่จะอนุมัติก็พบว่าราษฎรทั้งหมดที่อยู่ในที่แห่งนี้ ไม่อยู่ในเกณฑ์เงื่อนไขที่จะได้รับสิทธิในการที่อยู่อาศัย พูดง่าย ๆ ถ้าภาษาเราก็คือไม่อยากจะพูด ให้มีการกระทบทางด้านจิตใจ ก็คือในทางกฎหมายถือว่าไม่ชอบด้วยกฎหมาย แล้วก็อยู่ ในช่วงของการต่อสู้กัน หรือการพิพาทกับทางกรมป่าไม้ แล้วกรมป่าไม้ก็ดำเนินการให้ ชาวบ้านอยู่ในกรอบกฎหมายอยู่ ถ้าภาษาทั่วไปคือชาวบ้านก็ไม่มีสิทธิอยู่นั่นละ แม้ไม่มี กองทัพเรือเข้าไปชาวบ้านก็จะมีปัญหากับกรมป่าไม้อยู่ แต่เอาละ เมื่อกองทัพเรือเข้าไปแล้ว เราก็ได้มีการเยียวยา ดูแล หรือรับผิดชอบผลกระทบของเขาอยู่ ๒ ระยะ
ระยะสั้น เราก็ได้เปิดศูนย์ที่จะรวบรวมการแสดงสิทธิของชาวบ้านอีกครั้งหนึ่ง หมายความว่าถ้าหากชาวบ้านหรือราษฎรที่อยู่ที่นั่นยังประสงค์จะขอพิสูจน์สิทธิ หรือยังประสงค์ จะขอมีกรรมสิทธิ์ในที่แห่งนี้อีก กองทัพเรือได้เปิดรวบรวมข้อมูลเพื่อที่จะอำนวยความสะดวก ให้เข้าสู่กระบวนการที่ชาวบ้านจะต้องพิสูจน์อีกครั้งหนึ่ง อันนี้คือขั้นตอน ในระยะสั้น บรรดาพืชผล สิ่งปลูกสร้างใด ๆ ที่ราษฎรได้ปลูกไว้ กองทัพเรือก็ไม่ได้ไปทำลาย แต่อนุญาต ให้ชาวบ้านได้เก็บเกี่ยวพืชผลหรือสิ่งปลูกสร้างที่ท่านมีอยู่ไม่ให้รับผลกระทบ นี่ในระยะสั้นนะครับ
ระยะยาว ที่จะต้องเข้ามาดูแลแก้ไข กองทัพเรือคงไม่ใช่หน่วยงานเดียว กระทรวงกลาโหมไม่ใช่หน่วยงานเดียว เราร่วมกับจังหวัดภูเก็ต ร่วมกับกระทรวงการพัฒนา สังคมและความมั่นคงของมนุษย์ แล้วที่สำคัญที่สุดก็คือรวมกับกรมป่าไม้ที่จะต้องช่วยกัน ดูแลราษฎรระยะยาวแล้ว เราจะหาที่ทำกินแห่งใหม่ หาที่อยู่แห่งใหม่ให้เขาได้อย่างไร อันนี้ ก็เป็นระยะยาวที่กำลังดำเนินการกันอยู่ และวันนี้ก็กราบเรียนได้ว่าพี่น้องประชาชนซึ่งอยู่ อาศัยที่นั่น ใครปลูก ใครลงทุนอะไรไว้ในระยะสั้นก็ยังอยู่ต่อไปได้จนกว่าเราจะหาทางทดแทน ให้พี่น้องได้ แต่ต้องกราบเรียนว่าในจังหวัดภูเก็ต ที่ดินที่จะรองรับการแก้ปัญหานั้นค่อนข้าง จะน้อย ที่ดินทหารในส่วนอื่น ๆ เราก็ยังเล็งอยู่ในจังหวัดใกล้เคียง เป็นพื้นที่ที่จะรองรับพี่น้อง ประชาชนกลุ่มนี้
อีกคำถามหนึ่ง ที่ท่านถามผมอาจจะข้ามไปว่า ทำไมต้องมาสร้างที่นี่ ที่จังหวัดพังงาก็มีพื้นที่ของทางทหารแล้ว มีค่ายทหารอยู่นั่นด้วย ที่นั่นคุ้มครองภูเก็ต ไม่ได้หรือ ทำไมต้องมาสร้างที่นี่ ข้อมูลที่ได้รับทราบครับ สถานที่ที่ท่านอ้างถึงนี้ไกลจาก สนามบินภูเก็ต ๖๐ กิโลเมตร ที่นี่ ๑๒ กิโลเมตร ถ้าเลือกว่าตรงไหนที่จะมีประสิทธิภาพที่สุด ศักยภาพในทางยุทธศาสตร์มากที่สุด ที่นี่มากที่สุด เพราะฉะนั้นถ้าหากว่าใช้ที่นี่ได้โดยไม่ขัดข้อง กองทัพเรืออยากใช้ที่นี่ประสิทธิภาพจะสูงสุด นี่คือพยายามที่จะรวบรวมคำถามทั้งหมด ถ้าขาดตกอย่างไร ท่านก็ถามได้อีกรอบนะครับ ขอบคุณครับ