ไชยา พรหมา ชี้ปัญหาการบริหารจัดการน้ำที่ขาดระบบซึ่งก่อให้เกิดน้ำท่วมและน้ำล้นในหลายพื้นที่ พร้อมเน้นย้ำความจำเป็นในการแก้ไขอย่างยั่งยืนตามแผนแม่บท 20 ปี โดยเสนอแนวทางครอบคลุมทั้งการพัฒนาแหล่งน้ำ ระบบประปา ชลประทาน และการเก็บกักน้ำ เพื่อความมั่นคงด้านน้ำในระยะ 5 ปีแรก พร้อมรายงานความคืบหน้าของโครงการทรัพยากรน้ำกว่า 295 โครงการที่เสร็จสิ้นแล้ว ซึ่งช่วยเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุน คุ้มครองพื้นที่น้ำท่วม และสนับสนุนประชาชนกว่าครึ่งล้านครัวเรือน รวมถึงการขับเคลื่อนโครงการสำคัญ 47 โครงการที่ผ่านความเห็นชอบ และแผนงานปี 2567 ภายใต้ระบบ Thai Water Plan กว่า 165 โครงการ เพื่อเสริมสร้างระบบการจัดการน้ำอย่างเป็นองค์รวม
ท่านประธานที่เคารพ กระผม ไชยา พรหมา ในฐานะรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตร และสหกรณ์ ขอบคุณสำหรับคำถามในกระทู้ถามของท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ท่านร่มธรรม ขำนุรักษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพัทลุง ต้องขอชื่นชมที่ท่านได้ให้ความสนใจ แล้วก็ได้ติดตามปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะพี่น้องเกษตรกร โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นคำถามที่ท่านพูดถึงเรื่องการแก้ไขปัญหาการบริหารจัดการน้ำ ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ของประเทศ อย่างที่ท่านได้นำเรียนต่อที่ประชุมแล้วว่าปัญหาที่เกิดขึ้นนั้น เนื่องจากว่าเราขาดการบริหารจัดการในเชิงระบบอย่างเป็นรูปธรรมที่ทำให้เกิดผลกระทบ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของน้ำก็มีมากเกินไปและน้ำบางที่ก็มีการท่วม เพราะฉะนั้นการบริหาร จัดการนั้นจึงมีความจำเป็นในการที่จะต้องแก้ไขปัญหาแบบยั่งยืน อย่างที่ท่านได้ตั้ง กระทู้ถามในครั้งนี้
ผมขออนุญาตที่จะตอบคำถามของท่านว่ารัฐบาลนั้นมีนโยบายในการแก้ไข ปัญหาในการบริหารจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นรูปธรรมได้อย่างไรบ้าง เพื่อเป็น การช่วยเหลือพี่น้องประชาชน ขอเรียนท่านสมาชิกอย่างนี้นะครับ เนื่องจากว่าเรามีแผน ในการดำเนินงานซึ่งเป็นไปตามแผนแม่บทในการบริหารจัดการน้ำตามยุทธศาสตร์ชาติ ที่ได้กำหนดไว้ นั่นก็คือแผนการบริหารจัดการน้ำภายใต้แผนแม่บทใน ๒๐ ปี ก็คือตั้งแต่ ปี ๒๕๖๑-๒๕๘๐ ซึ่งได้บริหารจัดการวางระบบไว้ทั้งหมด ๖ ด้านด้วยกัน ได้แก่ การบริหารจัดการน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค เพื่อสร้างความมั่นคงทางน้ำในการผลิต การจัดการน้ำท่วม น้ำอุทกภัย การจัดการควบคุมคุณภาพน้ำและอนุรักษ์ ทรัพยากรธรรมชาติทางน้ำ แล้วก็การอนุรักษ์ฟื้นฟูสภาพป่าต้นน้ำที่เสื่อมโทรม เพื่อป้องกัน การพังทลายของดินและการบริหารจัดการ ซึ่งต่อมานั้นได้มีการปรับปรุงแผนแม่บท ดังกล่าวนั้นอีกครั้งหนึ่ง เป็นการปรับปรุงครั้งที่ ๑ ซึ่งมีผลในช่วงปี ๒๕๖๖-๒๕๘๐ เพื่อให้ สอดคล้องกับบริบท แล้วก็สภาพของความเปลี่ยนแปลงในบริบทของสังคมในปัจจุบันนี้ ซึ่งคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ซึ่งถือว่าเป็นคณะกรรมการที่เป็นผู้วางแผนแม่บท หรือ Master Plan ในระดับประเทศนั้น ได้กำหนดแล้วก็ได้มีความเห็นชอบในการปรับปรุงแผนดังกล่าวนี้ เมื่อวันที่ ๑๘ ตุลาคม ๒๕๖๕ เพื่อเป็นกรอบแนวทางในการแก้ไขปัญหาบริหารจัดการน้ำของประเทศ โดยมี แนวทางแล้วก็มีเป้าหมายในการดำเนินงานอยู่ ๕ ด้านด้วยกันดังนี้นะครับ
ในด้านที่ ๑ ก็คือเรื่องของการจัดการเรื่องน้ำอุปโภคบริโภค ได้แก่ การพัฒนา ขยายเขตระบบประปาแล้วก็เพิ่มประสิทธิภาพประปาหมู่บ้าน ทั้งประปาผิวดิน แล้วก็ระบบ น้ำบาดาล การพัฒนาขยายเขตประปาเมือง รวมทั้งมีการจัดหาแหล่งน้ำที่เป็นน้ำต้นทุน แหล่งน้ำสำรอง เพื่อรองรับในการผลิตประปา ทั้งในภาวะของการขาดแคลนน้ำช่วงที่เป็น ช่วงฤดูแล้งหรือช่วงที่ฝนทิ้งช่วง โดยในระยะแผน ๕ ปีแรกจะดำเนินการในการก่อสร้าง ระบบประปาหมู่บ้าน ทั้งหมด ๑๖,๖๗๒ แห่ง สามารถให้บริการได้ ๓.๙ ล้านครอบครัว เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพกำลังการผลิตของประปา ๑.๓ ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน จัดหา แหล่งน้ำสำรอง ๕ ล้านลูกบาศก์เมตร อันนี้ก็คือแผนในการบริหารจัดการน้ำในเรื่องของ การขาดแคลนในเรื่องของน้ำอุปโภคบริโภค
ในด้านที่ ๒ ก็คือการสร้างความมั่นคงของน้ำภาคการผลิต แผนนี้ก็คือ การปรับปรุงโครงการพัฒนาแหล่งน้ำเดิมในการกักเก็บน้ำและระบบการส่งน้ำให้มี ประสิทธิภาพและเต็มศักยภาพในการกักเก็บน้ำมากขึ้นในช่วงฤดูฝน และนำมาใช้ในฤดูแล้ง การจัดหาแหล่งน้ำขนาดเล็ก แหล่งน้ำในไร่นา ขุดเจาะบ่อบาดาลเพื่อสำรองน้ำในกรณี ที่เกิดน้ำแล้ง ตลอดจนแหล่งน้ำและอ่างเก็บน้ำขนาดกลาง ขนาดใหญ่ มีให้เพียงพอต่อ ความต้องการ ตลอดจนการทำฝนหลวง เพื่อเพิ่มปริมาณน้ำในเขื่อน รวมทั้งการบริหาร จัดการน้ำในเขื่อนให้มีประสิทธิภาพและรองรับในการขยายเขตพื้นที่ชลประทานมากขึ้น ดังนั้นในแผน ๕ ปีแรกจะดำเนินการพัฒนาแหล่งน้ำและระบบชลประทาน ๘๐๙ ล้านลูกบาศก์เมตร เพิ่มพื้นที่ชลประทานประมาณ ๙๐๐,๐๐๐ ล้านไร่ พัฒนาแหล่งน้ำในพื้นที่เกษตรน้ำฝน จำนวน ๙๘๘ ล้านลูกบาศก์เมตร รองรับพื้นที่ที่ทำประโยชน์นั้น ๑.๖ ล้านไร่
ในด้านที่ ๓ แผนบริหารจัดการดังกล่าวนี้ แผนนี้คือแผนที่อยู่ภายใต้ การบริหารจัดการน้ำของคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ด้านที่ ๓ ก็คือการจัดการ เรื่องน้ำท่วมและปัญหาอุทกภัย ได้แก่การเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ กำจัดสิ่งกีดขวางน้ำ การเร่งรัดการจัดระบบการป้องกันน้ำท่วมในชุมชนเมือง การจัดการพื้นที่น้ำท่วมและพื้นที่ ชะลอน้ำ เป็นต้น ตลอดจนการแจ้งภัย การหนีภัย การปรับปรุงโครงสร้างที่อยู่อาศัยในพื้นที่ ที่มีสภาพภาวะน้ำท่วม โดยระยะ ๕ ปีแรกนั้นจะดำเนินการในการปรับปรุงลำน้ำธรรมชาติ
ในด้านที่ ๔ ก็คือการอนุรักษ์และฟื้นฟูระบบนิเวศ ทรัพยากรน้ำ ได้แก่ การอนุรักษ์ฟื้นฟูพื้นที่ป่าต้นน้ำที่เสื่อมโทรม การป้องกันการลดภาวการณ์ชะล้างพังทลาย ของดินในพื้นที่ต้นน้ำ พัฒนาและเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการน้ำแบบครบวงจร ตลอดจนการรักษาแล้วก็เพิ่มระบบบำบัดน้ำเสียของชุมชน โดยเฉพาะชุมชนเมือง การนำเอา น้ำเสียกลับมาใช้ใหม่ ลดการสูญเสียน้ำต้นทุน ฟื้นฟูแหล่งแม่น้ำลำคลอง พื้นที่ชุ่มน้ำ และแหล่งน้ำธรรมชาติเป็นต้น เพื่อเป็นการอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำเพื่อให้เกิดประโยชน์ และให้เกิดความสมดุล ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยในระยะ ๕ ปีแรกนั้นจะดำเนินการ ฟื้นฟูป่าต้นน้ำจำนวน ๔๒๕,๐๐๐ ไร่ ลดการชะล้างการทลายของดินอยู่ ๖๕๑,๕๐๐ ไร่ ปรับปรุงและก่อสร้างระบบบำบัดน้ำ ๓๘ แห่ง
ส่วนทางด้านที่ ๕ ก็คือการบริหารจัดการได้แก่การขับเคลื่อนองค์กร ด้านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในระดับนโยบายและระดับพื้นที่ การปรับปรุงกฎหมาย การจัดทำระบบฐานข้อมูลทางด้านเทคโนโลยี ส่งเสริมตลอดจนการประชาสัมพันธ์การมีส่วนร่วม ของภาคประชาชน มีการกำหนดรูปแบบเพื่อยกระดับการบริหารจัดการน้ำเพื่อพัฒนาลุ่มน้ำ การบริหารแบบบูรณาการในองค์ความรู้ทางด้านการบริหารจัดการน้ำเพื่อเป็นกลไก ในการสนับสนุนในการพัฒนาทั้ง ๔ มิติแรกดังกล่าวนั้น เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแล้วก็ เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการบริหารจัดการน้ำดังกล่าวนี้
สำหรับการดำเนินการในการขับเคลื่อนโครงการสำคัญ โดยเฉพาะโครงการ ขนาดใหญ่ที่แก้ไขปัญหาทางด้านทรัพยากรน้ำนั้นมีโครงการที่สำคัญได้รับการขับเคลื่อนแล้ว ในช่วงปี ๒๕๕๙ ถึงปี ๒๕๖๖ จำนวน ๒๙๕ โครงการ เมื่อโครงการเสร็จแล้วก็สามารถที่จะเพิ่ม น้ำต้นทุนได้ถึง ๑,๓๖๖ ล้านลูกบาศก์เมตร พื้นที่ได้รับผลประโยชน์ประมาณ ๑.๑ ล้านไร่ เป็นพื้นที่ที่ป้องกันน้ำท่วม ๑.๖ ล้านไร่ แล้วก็สามารถให้บริการประชาชนในครัวเรือนที่ได้รับ ประโยชน์นั้นประมาณ ๕๕๓,๐๐๐ กว่าครัวเรือนเป็นต้น โดยแผนการดำเนินการโครงการ สำคัญและโครงการขนาดใหญ่ที่มีมูลค่าเกิน ๑,๐๐๐ ล้านที่คณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ได้ให้ความเห็นชอบมีทั้งหมดแล้ว ๔๗ โครงการ เช่น ประตูระบายน้ำศรีสองรัก จังหวัดเลย อ่างเก็บน้ำลำสะพุงที่จังหวัดชัยภูมิเป็นต้น
สำหรับแผนงานการขับเคลื่อนที่สำคัญในปี ๒๕๖๗ คือปีที่จะถึงนี้ หน่วยงาน ได้เสนอขอรับการสนับสนุนงบประมาณในระบบ Thai Water Plan จำนวน ๑๖๕ โครงการ คาดว่าสามารถที่จะเพิ่มปริมาณน้ำเพื่อใช้ประโยชน์ได้ถึง ๒,๖๐๐ ล้านลูกบาศก์เมตร พื้นที่รับ ผลประโยชน์นั้น ๒.๗ ล้านไร่ เป็นต้น เพื่อเป็นการป้องกันน้ำท่วมในปริมาณ ๒.๑ ล้านไร่ และพื้นที่รับประโยชน์นั้น ๙๕๙,๐๐๐ ครัวเรือน ยกตัวอย่างเช่น โครงการปรับปรุงระบบ ชลประทานเจ้าพระยาฝั่งตะวันออกตอนล่าง โครงการปรับปรุงระบบชลประทานเจ้าพระยา ฝั่งตะวันตก เป็นต้น ซึ่งโครงการดังกล่าวนี้ก็ดำเนินการอยู่ในแผนของสำนักงานทรัพยากรน้ำ แห่งชาติ แต่สำหรับในส่วนของกรมชลประทานนั้นคือส่วนของงานของฝ่ายปฏิบัติในการที่ ได้รับงบประมาณจากสภาผู้แทนราษฎรในการจัดสรรแล้วก็การแก้ไขปัญหา กรมชลประทานนั้น ได้ดำเนินการตามแผนแม่บทในการบริหารจัดการน้ำ การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ๒๐ ปี ก็คือปี ๒๕๖๑ ถึงปี ๒๕๘๐ ซึ่งได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องนะครับ ยกตัวอย่างเช่น ตั้งแต่ต้น ปีจนถึงสิ้นปีงบประมาณ ๒๕๖๕ นั้นกรมชลประทานได้มีการพัฒนาแหล่งน้ำชลประทาน ไปแล้ว ๒๑,๖๒๒ แห่ง ความจุในขณะนี้ก็คือประมาณ ๘๓,๐๐๐ ล้านลูกบาศก์เมตร มีพื้นที่ ชลประทานครอบคลุมไปถึง ๓๕ ล้านไร่ ในปีงบประมาณ ๒๕๖๕ ที่ผ่านมานั้นกรมชลประทาน ได้มีการพัฒนาแหล่งน้ำชลประทาน ๔๖๑ แห่ง ความจุประมาณ ๑๕๗,๐๐๐ ล้านลูกบาศก์เมตร ครอบคลุมพื้นที่ชลประทานประมาณ ๑๘๐,๐๐๐ ไร่ เป็นต้น ดังกล่าวนี้ก็คือแผนบริหาร จัดการน้ำที่ทางกรมชลประทานได้รับการจัดสรรงบประมาณ แล้วก็ดำเนินการในการแก้ไข ปัญหาเพื่อเป็นไปตามเจตนารมณ์ในการบริหารจัดการน้ำที่ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และผมคิดว่าสิ่งที่ผมได้ตอบคำถามท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติจากจังหวัดพัทลุงนั้นก็คงจะได้ ชี้แจงข้อมูลเพื่อให้ท่านได้ทราบถึงแนวทางที่ทางกรมชลประทานในฐานะที่ได้กำกับดูแล แล้วก็ได้เป็นฝ่ายปฏิบัตินั้นได้ดำเนินการในการบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบอย่างไรบ้าง ขออนุญาตที่จะตอบคำถามแรกเท่านี้ก่อนครับ