เศรษฐา ทวีสิน ชี้แจงการเดินทางไปต่างประเทศเพื่อยกระดับความสัมพันธ์และการค้ากับประเทศในอาเซียน จีน ซาอุดีอาระเบีย และโอมาน โดยรายงานผลการเจรจาด้านการค้า การลงทุน โครงสร้างพื้นฐาน และการเปิดตลาดเกษตรและอุตสาหกรรม พร้อมเรียกร้องความร่วมมือเพื่อนำตัวประกันชาวไทย 19 คนกลับอย่างปลอดภัย ย้ำนโยบายเปิดประเทศรับการลงทุนอย่างต่อเนื่อง
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพผ่านไปยังท่านสมาชิกสภาที่ทรงเกียรติ ขอยืนยันว่า ผมให้เกียรติทางสภาเสมอ ถ้าเกิดไม่ติดภารกิจจำเป็นผมก็จะพยายามตอบกระทู้ถาม ข้อสงสัยที่ทางท่านสมาชิกหลาย ๆ ท่านมีอยู่ เพราะถือว่าเป็นหน้าที่ของฝ่ายบริหารที่ต้องให้เกียรติ ทางฝ่ายนิติบัญญัติ ใส่ Necktie สีส้ม ใส่ถุงเท้าสีเขียวครับวันนี้ ช่วงเวลาที่ผ่านมา ที่ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติได้เรียนถามมาว่าผมไปหลายประเทศก็เป็นการเดินทางที่ต่อเนื่อง มาจากเมื่อเดือนกันยายนที่ได้เดินทางไปมหานครนิวยอร์กไปประชุม UNGA มา แล้วได้พบปะกับผู้นำหลาย ๆ ประเทศ รวมทั้งบริษัทเอกชนยักษ์ใหญ่หลายบริษัท เพื่อเชื้อเชิญให้มาลงทุนในประเทศไทย เมื่อสักครู่ท่านสมาชิกได้บอกไปแล้วผมเดินทางไป ประเทศใดบ้าง แต่ในแง่ของภาพรวมเป็นหน้าที่ของผู้นำที่ได้รับเลือกตั้งใหม่ที่ต้องไปเยือน ประเทศใน ASEAN ผมก็พยายามใช้เวลาที่มีจำกัดไปเยือนประเทศที่เรามีความสัมพันธ์ ที่ดีก่อน แล้วก็สามารถเดินทางไปในระยะที่มันไกลได้ก็เดินทางไปฮ่องกง กัมพูชา บรูไน มาเลเซีย สิงคโปร์ ซึ่งเป็นคู่ค้าหลักของเราในหลาย ๆ แง่ ที่ฮ่องกงก็ไปพบปะกับท่านผู้นำ แล้วก็มีการเชิญให้มาลงทุนที่ประเทศไทย มีการพบปะกันด้วยบรรยากาศที่ดี แล้วเขาก็ดีใจ ที่เราเป็นผู้นำประเทศไทยคนแรก ๆ ที่มาเจอเขาแล้วก็ให้เกียรติกับฮ่องกง จากนั้นก็เดินทาง ไปที่บรูไนซึ่งพบกับท่านนายกรัฐมนตรีแล้วก็สมเด็จพระราชาธิบดีด้วยก็มีการพบปะพูดคุยกัน ในแง่ของการค้าขายด้วย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการที่เราอยากจะมีการส่งสินค้าเกษตร เข้าไปขาย แล้วก็มีการพูดคุยกับกองทุน Sovereign Wealth Fund ของเขาเอง ซึ่งอยากจะ มาลงทุนในประเทศไทยเพื่อสร้างความมั่นคงทางด้านอาหารให้กับประเทศเขา ซึ่งก็มี การพูดคุยต่อเนื่อง แล้วก็บังเอิญทางท่านเลขาธิการ กบข. ของประเทศไทยก็ประชุมอยู่นั่น พอดี เรียนท่านเข้ามาร่วมประชุมด้วยก็ได้มีการสานต่องานกันอย่างต่อเนื่อง ที่มาเลเซียก็ได้ พบกับท่านนายกรัฐมนตรีด้วย แล้วก็ท่านสมเด็จพระราชาธิบดีด้วย ข้อหนึ่งซึ่งอาจจะเป็น ที่เกี่ยวข้องกับการค้าแต่เป็นเรื่องที่น่าสนใจก็คือว่าทางสมเด็จพระราชาธิบดีของมาเลเซีย ท่านเองมีความกังวลเกี่ยวกับเรื่องของการล่าสัตว์ที่มีกันอย่างแพร่หลายในภาคใต้ของเรา และตอนเหนือของมาเลเซีย ซึ่งท่านก็ฝากมาให้ผมพูดคุยกับท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมว่าให้ไปกำกับดูแลด้วย ตรงนี้ก็เป็นเรื่องหนึ่ง ซึ่งอาจจะเป็นประเด็นปลีกย่อย แต่ว่าก็เป็นประเด็นทางด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม ที่ทางรัฐบาลนี้ให้ความคำนึงถึงโดยตลอด การค้าชายแดนระหว่างเรากับมาเลเซีย หลังจากที่มี การพูดคุยกับท่านนายกรัฐมนตรีแล้วทั้ง ๒ ฝ่ายมีความเห็นตรงกันว่าเรายังสามารถ ทำได้อีกเยอะ ทำได้อีกมาก ถ้าเรามีการเชื่อมโยงทางด้านถนนแล้วก็สะพานเพิ่มมากขึ้น กลับมาก็มีการพูดคุยกันเรื่องที่จะสร้างสะพานสุไหงโก-ลก ๒ แล้วก็เปิดเรื่องของชายแดน ให้ดีขึ้น ตรงนี้ก็น่าจะเป็นการทำให้การค้าขายของเราได้เพิ่มทวีคูณกันอย่างมาก นอกเหนือ จากนั้นก็มีการคุยกันถึงเรื่องการลงทุนกับภาคเอกชนของเขาด้วยเหมือนกัน ก็มีบริษัทผลิต รถยนต์ประจำชาติของมาเลเซียคือโปรตอน ก็เข้าหุ้นกับ บริษัท จีลี ซึ่งเป็นบริษัทผลิต รถยนต์ไฟฟ้าของจีนใหญ่ที่สุดในโลกบริษัทหนึ่ง นอกเหนือจากนั้นก็ยังเป็นเจ้าของบริษัท รถยนต์วอลโว แล้วก็บริษัทรถยนต์เมอร์ซิเดสเบนซ์เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่สุดถือหุ้นอยู่ ๑๑ เปอร์เซ็นต์ ก็แสดงเจตจำนงที่อยากจะเข้ามาเปิดโรงงานผลิตรถยนต์ไฟฟ้าที่นี่เหมือนกัน ซึ่งในวาระต่อไปผมก็เดินทางไปที่จีนแล้วก็ได้ต่อยอดกับทาง บริษัท จีลี กับทางโปรตอนด้วย ซึ่งก็หวังว่าจะมีการเซ็น MOU กันได้ในเร็ววันนี้ ไปสิงคโปร์ก็เป็นครั้งแรกที่ได้ไปเจอกับนายก ลี เซียนลุง ท่านเองท่านก็อยู่ในตำแหน่งมานาน ก็ให้คำแนะนำ มีการปรึกษาหารือกันในเรื่องของการที่จะทำการค้าขายต่อไปในอนาคต ซึ่งก็เป็นไปได้ด้วยดี กลับมาก็ต่อไปด้วยประชุม Belt and Road Forum ที่ทาง ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง เป็นคนเริ่มต้นขึ้นมาเมื่อ ๑๐ ปีที่ผ่านมา เป็นการประชุม ระดับสุดยอด ครั้งที่ ๓ เป็นการแสดงเจตจำนงว่าประเทศไทยยินดีที่จะร่วมมือพัฒนา การสร้างสาธารณูปโภคพื้นฐาน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของถนนหรือว่ารถไฟความเร็วสูง ก็ได้รับ การตอบรับที่ดีจากท่านประธานาธิบดีจีน ตรงนี้นอกเหนือจากการที่ได้พูดคุยกับ ทางท่านนายกรัฐมนตรีแล้วก็ทางท่านประธานาธิบดีแล้วก็ได้เจอนักอุตสาหกรรมรายใหญ่ ของจีนหลายราย ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าจีนมาลงทุนเรื่องของรถยนต์ไฟฟ้าที่นี่สูงสุด ทำให้เราเป็น Hub ของการผลิตรถยนต์ EV ซึ่งทางผมก็ไปสานต่อจากรัฐบาลที่แล้ว ซึ่งก็มีการทำงานมาได้ด้วยดีผมก็ไปสานต่อเพื่อที่จะ Make sure ว่าเรามีการขยายโรงงาน อย่างต่อเนื่อง นำความเจริญมาให้ประเทศไทยได้
จากนั้นนอกเหนือจากเรื่องของการเจรจาทางด้านภาคอุตสาหกรรมแล้ว ก็มีการเจรจาทางด้านเปิดประตูการค้าทางเกษตร เพื่อให้เรานำเข้าสินค้าทางเกษตรได้ มากขึ้น แล้วก็จากนั้นก็เดินทางไปประชุม ASEAN GCC ที่กรุงริยาด ประเทศซาอุดีอาระเบีย ได้มี การพ บ ป ะกับ Head of State ของ Chief of State ห ลาย ๆ พ ระองค์ ไม่ว่าจะเป็นมกุฎราชกุมาร นายกรัฐมนตรี MBS ของทางซาอุดีอาระเบียเองก็มีการพูดคุยกัน เรื่องค้าขายเพิ่มมากขึ้น รวมถึงขอความกรุณาให้ท่านช่วยเหลือเจรจาเรื่องของตัวประกัน ที่เรามีอยู่ ณ จุดนั้น ๑๙ คน ให้ช่วยเจรจาเพื่อนำตัวประกันกลับมาได้ด้วยความปลอดภัย
นอกเหนือจากนั้นในแง่ของ Sign Conversation ก็มีการเจอกับกษัตริย์ โอมานด้วยแล้วก็อีกหลาย ๆ พระองค์ ก็ได้ฝากรบกวนไปว่าให้ท่านช่วยกรุณาช่วยเหลือ คนไทยที่ติดเป็นตัวประกันอยู่ด้วย ตรงนี้ก็เป็นการสานสัมพันธ์ตามที่ผมได้แถลงไป ในสภา เมื่อวันที่ ๑๑ กันยายน ถึงเรื่องนโยบายการเปิดประตูการค้า จริง ๆ แล้วเกี่ยวกับ เรื่องของเศรษฐกิจนี่ผมสรุปสั้น ๆ ว่าเราไปประกาศว่าประเทศไทยเปิดแล้ว พร้อมแล้ว เวลานี้เป็นเวลาที่ดีที่สุดที่จะมาลงทุนในประเทศไทย ขอบคุณครับ