ปิยรัฐ เสนอตั้งกรรมาธิการถอดบทเรียนสลายการชุมนุม 63-65

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๖ · ๒๕ ตุลาคม ๒๕๖๖

ปิยรัฐ จงเทพ หารือประเด็นการชุมนุมของประชาชน เยาวชน และนักศึกษาในช่วงปี 2563 ถึง 2565 ที่มีความหลากหลายและจำนวนมาก พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงการใช้มาตรการควบคุมและสลายการชุมนุมที่อาจเกินความจำเป็น โดยเฉพาะการใช้กระสุนยางและแก๊สน้ำตาที่ก่อให้เกิดผู้บาดเจ็บล้มตาย และตั้งคำถามถึงความโปร่งใส ความปลอดภัย และความสอดคล้องกับมาตรฐานสากล จึงเสนอให้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษาข้อเท็จจริง ทบทวนมาตรการของรัฐ และวางแนวทางการจัดการการชุมนุมอย่างเป็นธรรมและเคารพสิทธิมนุษยชน เพื่อป้องกันปัญหาในอนาคต

นายปิยรัฐ จงเทพ กรุงเทพมหานคร

เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นายปิยรัฐ จงเทพ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร เขตพระโขนง เขตบางนา พรรคก้าวไกล วันนี้ผมขอเสนอญัตติ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาศึกษามาตรการควบคุมฝูงชน และแสวงหาข้อเท็จจริงการสลายการชุมนุม อันเนื่องมาจากเหตุการณ์การชุมนุมของเยาวชน นิสิต นักศึกษา และประชาชน ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๖๓ ถึง พ.ศ. ๒๕๖๕ ด้วยหลักการและเหตุผลดังต่อไปนี้

เนื่องจากว่าการชุมนุมที่ผ่านมาเราสังเกตว่าปี ๒๕๖๓ จนถึงปี ๒๕๖๕ นั้น เป็นช่วงที่มีการชุมนุม การตื่นตัว และการออกมาเรียกร้องของประชาชนโดยเฉพาะเยาวชน คนหนุ่มสาวเป็นจำนวนมาก และมีตัวเลขการชุมนุมที่ถี่มากในรอบ ๓ ปีที่ผ่านมา ทำให้เรา ทราบว่าการชุมนุมใน ๓ ปีนั้นเป็นการชุมนุมที่มีจำนวนการชุมนุมจำนวนครั้งมากในรอบ หลายทศวรรษด้วยซ้ำไป โดยเนื้อหาใจความของการเรียกร้องการชุมนุมที่ผ่านมานั้นก็มี หลากหลายประเด็น หลากหลายเนื้อหา หลากหลายข้อเรียกร้อง ไม่ว่าจะเป็นการเรียกร้อง เพื่อการเปลี่ยนแปลงรูปแบบของการเมืองการปกครอง เรียกร้องให้มีการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ เรียกร้องการปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ จนถึงเรียกร้องให้หยุดการสืบทอดอำนาจ ของคณะ คสช. หรือรัฐบาลของ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ฉะนั้นข้อเรียกร้องเหล่านี้ ก็มาจากหลากหลายกลุ่ม หลากหลายองค์กร มีการชุมนุมต่อเนื่องยาวนาน และมีการชุมนุม หลายครั้งหลายครา และทุกครั้งนั้นก็จบลงด้วยทั้งในรูปแบบของการสลายด้วยตัวเอง และการสลายโดยเจ้าหน้าที่รัฐ หรือการใช้กำลังของเจ้าหน้าที่รัฐ แน่นอนครับ ที่ผมพูดวันนี้ ผมไม่ได้เจาะจง หรือจงใจให้ร้าย หรือว่าร้ายกลุ่มบุคคลใดกลุ่มบุคคลหนึ่ง หรือเจ้าหน้าที่รัฐ อย่างเดียวครับ แต่ในหัวข้อนี้เราต้องการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญนี้เพื่อศึกษาร่วมกัน ทั้งฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล และคณะรัฐมนตรี เพื่อหามาตรการที่เป็นมาตรการที่เป็นที่ยอมรับ และเป็นสากลที่สุด ให้เราได้รู้ว่ามาตรการใดเป็นมาตรการที่ใช้ในการควบคุมการชุมนุม หรือควบคุมจำกัดขอบเขตของการชุมนุมให้เป็นไปตามหลักสิทธิมนุษยชนและตามหลักการสากล ที่ได้รับการยอมรับ เพื่อเป็นประโยชน์ต่อรัฐบาลและผู้ปกครองทุกยุคทุกสมัยหลังจากนี้ ในการศึกษาและถอดบทเรียนเหล่านี้มาใช้ให้เหมาะสมที่สุดต่อสถานการณ์สังคมในยุค ปัจจุบัน ที่ผ่านมานั้นท่านประธานเราจะเห็นว่าการสลายการชุมนุมแต่ละครั้งนั้น นอกจาก คงไว้ซึ่งบาดแผล ความเจ็บปวด และปัญหาตามมาอีกมากมาย ที่สำคัญยังคงไว้ซึ่งปัญหา สะสมให้เป็นการบั่นทอนกำลังใจของประชาชนในการต่อสู้กับภาครัฐแล้วนำมา ซึ่งความเจ็บปวดรวดร้าว ที่สำคัญครับท่านประธาน ความเจ็บปวดนี้จะไม่ได้รับการยุติง่าย ๆ หากไม่มีกระบวนการยุติธรรมออกมาแสวงหาข้อเท็จจริงให้เกิดขึ้น ดังนั้นแล้วเราไปดูสถิติกันครับ ท่านประธาน ขอ Slide ครับ

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)

เราไปดูสถิติการที่เกิดขึ้น ที่ผ่านมา ปี ๒๕๖๓ ปี ๒๕๖๔ และปี ๒๕๖๕ นั้น มีการชุมนุมเกิดขึ้นตั้งแต่ปี ๒๕๖๓ ๗๙๙ ครั้ง และไปดูปี ๒๕๖๔ สิครับ พุ่งขึ้นไป ๑,๕๑๖ ครั้ง แล้วค่อย ๆ ลดลงในปี ๒๕๖๕ ๗๖๓ ครั้ง ซึ่งตัวเลขนี้มีมากรวมกันกว่า ๓,๐๐๐ ครั้ง ถือว่าเป็นตัวเลขที่สูงมากในรอบหลายสิบปีเลย ซึ่ง ๕๐ เปอร์เซ็นต์นั้น เกิดขึ้นในปี ๒๕๖๔ การชุมนุมทุกครั้งที่ผ่านมานั้นก็มีทั้งที่ผมกล่าว ไปแล้วว่ายุติด้วยตัวเอง และถูกสลายการชุมนุมโดยเจ้าหน้าที่รัฐ ไปดูปี ๒๕๖๓ ถูกสลาย การชุมนุมไปทั้งหมด ๗ ครั้ง และปี ๒๕๖๔ นั้น ถูกสลายการชุมนุมไปถึง ๖๐ ครั้ง ปี ๒๕๖๕ ถูกสลายการชุมนุมไป ๗ ครั้ง และลดลง ปี ๒๕๖๖ ที่ผมไม่ได้นำมาศึกษานี้ ก็เพราะว่าปี ๒๕๖๖ เราไม่ได้มีการสลายการชุมนุมหรือมีการชุมนุมครั้งสำคัญใด ๆ จึงจบ ไปที่ปี ๒๕๖๕ ต่อไปครับ ทุกการสลายการชุมนุมนั้นก็จะมีมาตรการของเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งเรา เรียกว่าการใช้กำลังของกลุ่มหรือคณะบุคคลซึ่งรัฐบาลมอบหมาย ส่วนใหญ่ก็จะเป็นเจ้าหน้าที่ ตำรวจ ซึ่งมีหน่วยควบคุมฝูงชนอยู่ภายใต้สังกัด หน่วยควบคุมฝูงชนนี้ก็จะอาศัยอำนาจ ที่รัฐบาลมอบหมาย หรือหน่วยงานมอบหมายให้เข้ามาดำเนินการสลายการชุมนุม ด้วยทั้ง กระสุนยาง แก๊สน้ำตา รถแรงดันสูง หรือรถฉีดน้ำแรงดันสูง จนถึงรถแรงดันน้ำที่ผสมสารเคมี เราจะเห็นว่าการใช้กระสุนยางมากถึง ๒๙ ครั้ง การใช้รถฉีดน้ำแรงดันสูงถึง ๑๖ ครั้ง การใช้ แก๊สน้ำตา ๑๓ ครั้ง และมีการใช้สารเคมีถึง ๕ ครั้ง ซึ่งมาตรการเหล่านี้เราไม่รู้เลยว่า ใครสั่ง และสั่งด้วยมาตรการที่ได้รับการยอมรับตามมาตรฐานสากล หรือแม้กระทั่งตามหลัก สิทธิมนุษยชนหรือไม่

ทุกการสลายการชุมนุมนำมาซึ่งอะไร นอกจากเปลืองงบประมาณแล้วก็เกิด ความขัดแย้งเพิ่มเติม ขยายรอยร้าวเกิดขึ้น เรายังมีผู้บาดเจ็บครับ ที่ผมต้องพูดตัวเลข ผู้บาดเจ็บนี้ไม่ใช่แค่ฝ่ายผู้ชุมนุม เห็นไหมครับ ผมบอกแล้วว่าการมาพูดถึงตรงนี้เราไม่ได้มา โทษเฉพาะผู้ชุมนุม หรือมาโทษเฉพาะเจ้าหน้าที่ตำรวจ หรือเจ้าหน้าที่รัฐ หรือรัฐบาล อย่างเดียว เรากำลังจะพูดข้อเท็จจริงนะครับ เราเห็นว่าตำรวจบาดเจ็บถึง ๑๔๖ นาย เอาเฉพาะปี ๒๕๖๔ นะครับ เพราะว่าเป็นตัวเลขที่สูงที่สุดแล้วในรอบ ๓ ปีนั้น ผู้ชุมนุม บาดเจ็บกัน ๓๘๒ คน มีผู้เสียชีวิตอีก ๑ คน อันนี้เฉพาะปี ๒๕๖๔ มีผู้ชุมนุมต้องสูญเสีย ดวงตาไปจำนวน ๒ ราย และนักข่าวหรือผู้สื่อข่าวบาดเจ็บไปถึง ๒๙ ราย และตลอด ๓ ปี คือปี ๒๕๖๓ ถึงปี ๒๕๖๕ นั้น เราต้องสูญเสียชีวิตไปถึง ๔ ราย และมีผู้บาดเจ็บรวมกัน มากกว่า ๑,๐๐๐ ราย จากสถิติตัวเลขนี้เรายังได้ไปพบว่ายังมีผู้ต้องคดีทางการเมือง และความคิดตามมาอีกเป็นจำนวนมาก เป็นภาระต่อไปให้กระบวนการยุติธรรมที่ต้องไป พิสูจน์ทราบข้อเท็จจริงกันยาวนานหลายปี จนกระทั่งปัจจุบันยังมีคดีค้างคาอยู่เป็น จำนวนมาก เพราะเรามีคดีอย่างน้อยเกิดขึ้นในช่วง ๓ ปีนั้นถึง ๑,๙๒๕ คน และมีคดีรวมกว่า ๑,๒๔๑ คดี ที่สำคัญคือมีผู้ต้องคดีเข้าออกคุก เข้าออกเรือนจำอยู่ ๑๐๐ กว่าราย คือ ๑๔๕ ราย ปัจจุบันยังมีผู้ต้องคดีทางการเมืองและความคิดสูงถึง ๒๖ รายที่ยังถูกจองจำ อยู่ในเวลานี้ ในจำนวนนั้น ๑,๐๐๐ กว่าราย มีเยาวชนหรือเด็กที่อายุต่ำกว่า ๑๘ ปี ถูกดำเนินคดีถึง ๒๘๖ คน ในจำนวนนี้มีเด็กอายุ ๑๔ ปีด้วยนะครับ

เราจะมาชมว่าสิ่งที่ผมพูดมานั้นเป็นมาตรการการสลายการชุมนุมหรือไม่ และถูกต้องตามมาตรฐานสากลหรือไม่ นี่เป็นคำถามที่เราต้องมาคุยกันเพื่อหามาตรการกลาง ร่วมกันว่ามันเหมาะสมหรืออย่างไร หรือมีตัวอย่างมาตรฐานใดที่ใช้ในต่างประเทศ มาดู ตัวอย่างครับ เราจะเห็นกันว่าภาพถ่ายจาก UDD News นี้ เหตุเกิดขึ้นในวันที่ ๑๔ พฤศจิกายน ๒๕๖๔ บริเวณหน้าโรงพยาบาลตำรวจ เราเห็นไหมครับว่าจุดที่เกิดนี้เจ้าหน้าที่ กำลังใช้อาวุธลักษณะคล้ายปืนยิงไปทางฝั่งของผู้ชุมนุม ซึ่งอยู่ห่างจากแนวของผู้สื่อข่าว ไม่เกิน ๑๐ เมตร กระทำการต่อหน้าผู้สื่อข่าวเช่นนี้ แล้วอยู่ห่างจากรัศมีการใช้อาวุธปืนไม่ถึง ๑๐ เมตร ทำให้เกิดการสูญเสีย บาดเจ็บ ผมจำเหตุการณ์นี้ได้ครับ มีผู้บาดเจ็บสาหัส ๒ ราย สาหัสนะครับ ต้องส่งโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ซึ่งโชคดีที่โรงพยาบาลมีความทันสมัยและมี แพทย์ผู้เชี่ยวชาญอยู่ใกล้ที่เกิดเหตุจึงสามารถช่วยชีวิตได้ทัน อันนี้ก็ต้องตั้งคำถามครับว่า มาตรการอย่างนี้ถูกต้องตามหลักการสลายการชุมนุมหรือไม่ ต่อไปเราจะไปชม Clip กันว่า เหตุการณ์ลักษณะอย่างนี้ก็เกิดขึ้นเหมือนกัน ในวันที่ ๒๑ สิงหาคม ๒๕๖๔ บริเวณดินแดง วิภาวดีรังสิต ท่านประธานครับ จะเห็นว่าเจ้าหน้าที่แต่งตัวพร้อมชุดปฏิบัติการ อาวุธครบมือที่ใช้ใน การสลายการชุมนุมนี้ พยายามใช้ปืนหรืออาวุธลักษณะคล้ายปืนนั้นยิงไปที่ผู้ที่สัญจรไปมา ที่ถนนยังเปิดโล่งปกติ ไม่มีการกั้นถนน หรือปิดการจราจร มีประชาชนที่สัญจรไปมา โดยทั่วไป แต่เจ้าหน้าที่ยังใช้กำลังบังคับโดยการใช้อาวุธคล้ายปืนนั้น ผมไม่ทราบว่า เป็นกระสุนจริงหรือกระสุนยาง เราไม่สามารถทราบได้เลยเพราะเราแยกอาวุธปืนของ เจ้าหน้าที่ไม่ออก และลักษณะนี้ยิงไปที่รถมอเตอร์ไซค์ของประชาชนที่สัญจรไปมา ซึ่งแยกไม่ออกเหมือนกันว่าเป็นผู้มาชุมนุม ผู้มาก่อเหตุร้าย หรือประชาชนทั่วไปที่ใช้รถ ใช้ถนนสัญจรไปมา จ่อยิงไปอย่างนั้น นี่คือมาตรการการสลายการชุมนุมที่รัฐไทยยอมรับ หรือไม่ หรือเป็นมาตรการสากลที่ถูกระบุไว้ในแผนของควบคุมฝูงชนของประเทศเราหรือไม่

ต่อไปครับ เห็นไหมครับว่านี่คือเหตุการณ์บริเวณแยกดินแดนอีกเหตุการณ์หนึ่ง เจ้าหน้าที่ควบคุมฝูงชนอยู่บริเวณจุดสูงข่ม อันนี้ภาษาทางยุทธการของเขา เขาเรียกว่า จุดสูงข่ม คือจุดที่อยู่เหนือกว่าประชาชนแล้วสามารถหลบซ่อนได้ เช่นตามรางรถไฟฟ้า หรือตามบริเวณทางด่วน ยิงกระบอกแก๊สน้ำตาลงมาใส่ประชาชน ทำให้มีผู้ต้องสูญเสีย ดวงตาไป เหตุนี้ก็เป็นเหตุที่หลายคนเป็นที่ประจักษ์ว่าเจ้าหน้าที่กระทำเกินกว่าเหตุ และผม เชื่อว่าพรรคเพื่อไทยเองก็น่าจะเข้าใจหัวอกสถานการณ์นี้ไม่น้อยไปกว่าผมในเวลานี้ เนื่องจากเหตุการณ์ลักษณะนี้คล้ายเหตุเกิดในปี ๒๕๕๓

ถัดไปครับ กระบอกแก๊สน้ำตาที่เห็นอยู่นี้ไม่ได้ไปเอารูปมาจาก Internet ไม่ได้ไปเอารูปมาจากสื่อมวลชนหรือสำนักข่าวไหนทั้งนั้น นี่เป็นกระบอกแก๊สน้ำตาที่ผม เก็บเองด้วยมือของผมในสถานการณ์ที่มีการสลายการชุมนุม ท่านจะเห็นว่ากระบอก แก๊สน้ำตาพวกนี้เกลื่อนถนนไปหมดในวันที่มีการสลายการชุมนุมทุกครั้ง ไม่ทราบว่า มีการเบิกมาจำนวนเท่าไร ไม่ทราบว่ามีการใช้จำนวนมากน้อยแค่ไหน และที่สำคัญ ท่านสังเกตไหมครับว่าบริเวณกระบอกแก๊สน้ำตานั้นไม่มี Code Name ไม่มี Serial Number ไม่มีภาษาอะไรเลยระบุว่านี่เป็นอุปกรณ์อะไร เบิกจ่ายเมื่อไร จำนวนสารเคมี คืออะไร และที่สำคัญ วันผลิต วันหมดอายุ เราไม่ทราบเลย ซึ่งเอามาใช้กับประชาชนอย่างนี้ ได้อย่างไร นี่คือคำถามว่าเรามีมาตรการตรวจสอบเรื่องนี้กันหรือไม่

ต่อไปครับ เราจะเห็นว่าสิ่งที่ผ่านมานั้นเราบอกว่าเรามีหลักสากลที่ยึดถือกัน อยู่ในเวลานี้ ซึ่งแน่นอนหลักสากลที่ว่าในการสลายการชุมนุมนั้น ตั้งแต่เรื่องกระสุนยางเลย เราบอกว่าอะไรครับ ใช้ก็ต่อเมื่อบุคคลที่มีการพยายามกระทำความรุนแรง หรือกรณีอันเกิด อันตรายต่อตำรวจหรือประชาชน อันนี้ก็คือกระสุนยางนะครับ ควรหลีกเลี่ยงหรือควรยิง บริเวณตั้งแต่ท้องลงไปจนถึงขา การเล็งที่หัวอาจจะทำให้กะโหลกศีรษะแตกได้ การยิงทีละ หลาย ๆ นัด เป็นชุด ๆ นี้ ขัดต่อหลักความได้สัดส่วนหรือความจำเป็น เห็นไหมครับ มันก็จะมีหลักการของเขาอยู่ ซึ่งนี่ละเป็นคำถามที่ว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐในเวลานั้นได้ใช้เรื่องนี้ มาคำนึงกันหรือไม่ แม้กระทั่งแก๊สน้ำตาครับท่านประธาน ก็มีเหตุผลการใช้เหมือนกัน และหลักการสากลยอมรับ ไม่ว่าจะเป็นการยิงนั้นต้องยิงไปเฉพาะกลุ่มที่ก่อเหตุรุนแรง และต้องยิงจากระยะไกล การเล็งไปที่ศีรษะหรือใบหน้านั้นก็อาจจะเสี่ยงต่อการเสียชีวิต หรือบาดเจ็บสาหัสได้ การยิงแก๊สน้ำตาในพื้นที่อันอับอากาศนั้นก็อาจจะทำให้เกิดการขาด อากาศหายใจได้ และการใช้แก๊สน้ำตานั้นควรใช้ชนิดที่มีระดับความเป็นพิษที่ต่ำ แต่คงประสิทธิภาพอยู่

ต่อไปครับ เราจะเห็นว่าสิ่งที่ผมพูดมาทั้งหมดนั้น เพียงต้องการวัตถุประสงค์ ในการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเรื่องนี้ ก็ไม่ใช่เพื่อหวังว่าจะเป็นผลงานของพรรคก้าวไกล จะเป็นผลงานของพรรคใดพรรคหนึ่ง แต่เพื่อศึกษาร่วมกัน และจะเป็นประโยชน์ต่อเรา ทุกคนในอนาคต เพราะเราเชื่อมั่นว่าการปกครองในระบอบประชาธิปไตยนั้น การชุมนุม เรียกร้องของประชาชนย่อมเกิดขึ้นได้เป็นปกติวิสัยธรรมดา แต่เหตุการณ์ที่อำนาจรัฐเข้ามาจำกัดการชุมนุมต้องเป็นไปอย่างพอเหมาะพอดี และที่สำคัญ คือเป็นไปตามมาตรฐานและเป็นหลักการร่วมกันว่านี่คือการยึดถือได้ถูกต้อง เหมาะสมแล้ว ไม่ใช่ว่าสามารถใช้อาวุธอย่างไรก็ได้ สามารถเรียกกองกำลังที่ไหนก็ได้มาสลายการชุมนุม และประเมินสถานการณ์ได้ทุกเมื่อว่ากลุ่มใดเป็นปฏิปักษ์ก็สามารถใช้กำลังทางอำนาจ ทางปกครอง และกำลังทางเจ้าหน้าที่รัฐดำเนินการได้อย่างเต็มที่ เรื่องนี้จะขยายความขัดแย้ง และเพิ่มความขัดแย้งจนหาจุดที่ยุติไม่ได้ ก็จะเป็นภาระต่อไปในรัฐบาลหน้าหรือในอนาคต ฉะนั้นผมจึงมองว่าเรื่องนี้เป็นของพวกเราทุกคนที่ต้องมาวางมาตรการนี้ร่วมกัน และแสวงหา ข้อเท็จจริงนี้เพื่อมาเป็นบทเรียน ไม่ได้เพื่อที่จะต่อว่าต่อขานใคร และไม่ได้เพื่อที่จะโจมตีใคร แต่เพื่อที่จะได้เป็นบทเรียนของเราร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็น ๑. การสืบเสาะแสวงหาข้อเท็จจริง ร่วมกันผ่านสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้เพื่อให้การมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน ๒. การศึกษา หาแนวทางมาตรฐานในการปฏิบัติการเกี่ยวข้องกับการชุมนุม เพื่อให้สอดคล้องกับหลักการ สากล ๓. การอำนวยความสะดวกด้านข้อมูล ข้อเท็จจริงในกระบวนการยุติธรรม เพื่อให้เกิด ความยุติธรรมต่อผู้ชุมนุม เจ้าหน้าที่รัฐ ผู้สื่อข่าว และประชาชนโดยรอบ สุดท้ายนี้ผมจึง ขอเสนอญัตติดังกล่าวนี้เพื่อให้ที่ประชุมได้โปรดพิจารณาตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาศึกษามาตรการควบคุมฝูงชน และแสวงหาข้อเท็จจริงการสลายการชุมนุม อันเนื่องมาจากเหตุการณ์การชุมนุมของเยาวชน นิสิต นักศึกษา และประชาชน ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๖๓ จนถึง พ.ศ. ๒๕๖๕ ตามข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. ๒๕๖๒ ข้อ ๔๙ ขอบคุณมากครับท่านประธาน