ขัตติยา สวัสดิผล หารือเกี่ยวกับการเมืองภาคประชาชนกับการเมืองในระบบตัวแทน โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการใช้สิทธิในการชุมนุมในระบอบประชาธิปไตย และเรียกร้องให้รัฐมุมมองใหม่ต่อการชุมนุม และปฏิบัติต่อเจ้าหน้าที่ด้วยความเป็นมืออาชีพ โดยไม่ให้ใช้อาวุธหนักกับประชาชน นอกจากนี้ยังขอให้สร้างแนวทางที่จะกีดกันเจ้าหน้าที่ทหารออกจากการควบคุมการชุมนุมและสร้างความตระหนักรู้เรื่องภาระรับผิดชอบของผู้ที่ทำหน้าที่เกินกว่าที่กฎหมายอนุญาต
ท่านประธานที่เคารพคะ ดิฉัน นางสาวขัตติยา สวัสดิผล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ท่านประธานคะ ในโลกปัจจุบันจำนวนประชากรไม่เอื้อให้กระบวนการประชาธิปไตยทางตรง สามารถเกิดขึ้นได้ ดังนั้นเราจึงต้องอาศัยกลไกในการใช้ระบบตัวแทนในการที่จะตัดสินใจ แล้วก็ใช้อำนาจบางอย่างแทนประชาชน แต่การใช้ระบบตัวแทนนี้ก็ไม่สามารถที่จะสะท้อน ความต้องการของประชาชนได้อย่างแนบสนิทเสมอ เพราะว่าเต็มไปด้วยข้อจำกัดแล้วก็ ช่องโหว่ต่าง ๆ ดังนั้นการเมืองภาคประชาชนกับการเมืองในระบบตัวแทนจึงเป็นเหมือน คู่แฝดที่อยู่คู่กันเพื่ออุดช่องว่างของกันและกัน แต่ว่าไม่ใช่ศัตรูกัน ท่านประธานคะ แม้ว่าการเมืองในระบบตัวแทนจะมาจากการเลือกตั้ง แต่ก็ใช่ว่าจะเข้าใจความต้องการ ของประชาชนได้ทุกอย่างเสมอไป ส่งผลให้การเมืองภาคประชาชนต้องทำหน้าที่ เป็นกระบอกเสียงเพื่อส่งเสียงบอก ส่งเสียงเตือนถึงรัฐบาลแล้วก็ตัวแทนของพวกเขา ผ่านการชุมนุม ในแง่นี้ดิฉันเชื่อว่าทุกท่านในที่นี้เห็นตรงกันว่าการชุมนุมนั้นเป็นสิทธิ และเป็น สิ่งจำเป็นในระบอบประชาธิปไตย แต่อย่างไรก็ตามปัญหาที่ผ่านมาไม่ใช่การมีหรือไม่มี กฎหมาย แต่ปัญหาก็คือมุมมองของรัฐที่มีต่อการชุมนุมที่ไม่ได้มองการเมืองภาคประชาชนว่า เป็นการใช้สิทธิเสรีภาพ แม้ว่าจะมีการปิดช่องว่างทางกฎหมายอย่างไรก็จะมีการหาช่องโหว่ ในการตีความเกินกว่ากฎหมายเกินหลักสากลและสิทธิมนุษยชนเสมอ แม้ว่าเราต่างเข้าใจกัน ดีว่าการใช้กำลังในการควบคุมฝูงชนนั้นจะทำไม่ได้ ในสากลก็มีให้เห็นแล้วก็มีวิธีปฏิบัติ รองรับ แต่หลายครั้งที่การสลายการชุมนุมถูกเริ่มจากการสร้างความชอบธรรมให้กับ ผู้ถืออำนาจรัฐ ผ่านการสร้างวาทกรรมต่าง ๆ ที่ทำให้พลเมืองผู้ที่มาใช้สิทธิชุมนุมนั้น กลายเป็นศัตรู สร้างความเป็นอื่น ลดทอนความเป็นมนุษย์ กลายเป็นภัยคุกคามในรูปแบบหนึ่ง นำไปสู่การใช้ความรุนแรงที่เลยเถิด นั่นเพราะรัฐไม่ได้มองว่าเป็นการควบคุมพลเมือง แต่มองว่านั่นคือการจัดการกับภัยคุกคามเท่านั้น ท่านประธานคะ เมื่อที่ผ่านมารัฐไม่ได้มอง การชุมนุมเป็นสิทธิอันพึงมี แต่มองว่าเป็นภัยคุกคามต่อความสงบเรียบร้อย เจ้าหน้าที่จึงไม่ได้ อำนวยความสะดวกให้กับผู้ชุมนุม แต่ใช้วิธีการบริหารภัยความมั่นคงแทน สะท้อนผ่านการใช้กฎหมายในการจัดการชุมนุม ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการใช้กฎหมายให้เป็นเครื่องมือในการปราบปราม เช่น พ.ร.บ. ชุมนุม สาธารณะ พ.ร.บ. จราจร พ.ร.บ. ควบคุมการโฆษณาโดยใช้เครื่องขยายเสียง พ.ร.บ. รักษา ความสะอาด พ.ร.ก. ฉุกเฉินเพื่อควบคุมสถานการณ์การระบาดของไข้หวัดใหญ่ COVID-19 หรือการคุกคามหลังการสลายการชุมนุมและระหว่างเคลื่อนไหว การถูกติดตาม ถูกข่มขู่ที่พัก ส่วนตัว การเจาะข้อมูลส่วนบุคคล หรือ Pegasus โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นการปราบปราม ไม่ใช่เพื่อฟังข้อเรียกร้องหรือการอำนวยความสะดวกในการใช้สิทธิของประชาชนแต่อย่างใด ดิฉันจึงขอฝากท่านประธานผ่านไปยัง ครม. ซึ่งจะเป็นผู้กำหนดนโยบาย แนวทาง หรือมาตรการที่จะมีต่อผู้ชุมนุมในอนาคต เป็นข้อเสนอแนะดังต่อไปนี้
ข้อแรก เราควรต้องมีการทบทวนกระบวนการฝึกเจ้าหน้าที่ตำรวจ หรือเจ้าหน้าที่ควบคุมฝูงชนให้มีความเป็นมืออาชีพ ปฏิบัติโดยยึดถือว่าผู้ชุมนุมคือพลเมือง ที่กำลังช่วยกันพัฒนาประเทศ ไม่ใช่ศัตรูหรือภัยคุกคามที่ต้องเร่งกำจัดให้หมดสิ้น อีกทั้ง ต้องสร้างองค์ความรู้ด้านสิทธิมนุษยชนให้สามารถปฏิเสธคำสั่งจากผู้บังคับบัญชาได้หากเป็น สิ่งที่ละเมิดสิทธิดังกล่าว โดยรัฐสภาจะต้องเป็นผู้รับรองความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่เหล่านั้น
ข้อ ๒ ดิฉันขอแนะนำให้มีการสร้างแนวทางที่จะกีดกันเจ้าหน้าที่ทหาร ออกจากการควบคุมการชุมนุม และไม่อนุญาตให้มีการใช้อาวุธหนักกับประชาชน
ข้อ ๓ เราต้องสร้างความตระหนักรู้เรื่องภาระรับผิดชอบ หรือ Accountability ผู้ที่ทำหน้าที่เกินกว่าที่กฎหมายอนุญาตจะต้องมีความผิดและได้รับโทษ
สุดท้ายนี้ ปัญหาที่เกิดขึ้นในการสลายการชุมนุมไม่ใช่เรื่องใหม่แต่อย่างใด แต่เป็นรูปแบบเดิม ๆ ที่เกิดขึ้นมาอย่างยาวนานตั้งแต่การเมืองภาคประชาชนเกิดขึ้น พร้อมกับระบบตัวแทน เรามีบทเรียนมากมาย แต่เราไม่ได้เรียนรู้อะไร เราถึงต้องมานั่ง อภิปรายเรื่องนี้กันในสภาแห่งนี้ในวันนี้ ดิฉันหวังว่าปลายทางของเรื่องนี้เราจะสามารถ นำข้อเสนอของดิฉันที่พูดในวันนี้ทำให้เกิดขึ้นจริงได้ เพื่อเป็นมาตรการป้องกันเหตุการณ์ ไม่ให้เกิดเหมือนอดีตอีกครั้งหนึ่ง ขอบพระคุณค่ะ