พริษฐ์ วัชรสินธุ อภิปรายประเด็นการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ผ่านประชามติ โดยย้ำเจตนารมณ์ของพรรคที่ต้องการยกเลิกรัฐธรรมนูญปี 2560 และเสนอให้มีการจัดประชามติเพื่อให้ สสร. มาจากการเลือกตั้งทั้งหมด พร้อมชี้แจงความชอบด้วยกฎหมายของญัตติที่เสนอ ยืนยันว่ากระบวนการดังกล่าวสอดคล้องกับข้อบังคับและเจตนารมณ์ของกฎหมาย ทั้งยังเน้นย้ำความสำคัญของการเคารพพันธสัญญาทางการเมืองที่ให้ไว้ก่อนการเลือกตั้ง และเสนอให้เปิดพื้นที่สำหรับผู้เชี่ยวชาญและกลุ่มหลากหลายทางสังคมมีส่วนร่วมในกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญ แต่ยังคงอำนาจตัดสินใจสุดท้ายไว้กับตัวแทนที่มาจากการเลือกตั้ง เพื่อให้สะท้อนเจตจำนงของประชาชนอย่างแท้จริง
เรียนประธานสภาที่เคารพ กระผม พริษฐ์ วัชรสินธุ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ท่านประธานครับ ผมต้องขอเริ่มต้นด้วยการขอบคุณเพื่อนสมาชิกทุกท่าน โดยเฉพาะ เพื่อนสมาชิกจากซีกรัฐบาลทั้ง ๑๕ ท่าน ที่ได้อภิปรายแสดงความเห็น ข้อคิดเกี่ยวกับญัตติ ที่ผมและพรรคก้าวไกลได้เสนอในวันนี้เกี่ยวกับการจัดทำประชามติเพื่อเดินหน้าสู่การจัดทำ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ หลังจากได้ฟังคำอภิปรายของทุกท่านมาตลอดระยะเวลาประมาณ ๓-๔ ชั่วโมงที่ผ่านมานั้น ผมก็ได้ฟังข้อความของทุกท่าน แล้วต้องบอกว่า ณ เวลานี้ผมอาจจะ อยู่ในสภาวะที่สบายใจครึ่งหนึ่ง ครึ่งที่ผมสบายใจคือผมคิดว่าเราได้รับคำยืนยันจากตัวแทนของทุกพรรคการเมือง ในสภาแห่งนี้ว่าทุกพรรคนั้นมีความประสงค์ที่จะเดินหน้าสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และออกจากรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๖๐ ที่พรรคก้าวไกลยืนยันว่าขาดความชอบธรรม ทางประชาธิปไตย ทั้งที่มา กระบวนการ และเนื้อหา แต่อีกครึ่งหนึ่งที่อาจจะทำให้ผมยัง ไม่สามารถสบายใจได้เต็มที่ ก็คือจากคำอภิปรายของตัวแทนแต่ละพรรคการเมืองแล้ว ผมคิดว่าเรายังมีความเห็นที่ค่อนข้างแตกต่างกันอยู่ ว่าถึงแม้เราเห็นตรงกันว่าควรจะออก จากรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ นั้น แต่รัฐธรรมนูญฉบับใหม่จุดหมายปลายทางที่เราอยากจะเดิน ไปสู่นั้นหน้าตาเป็นอย่างไร และกระบวนการรวมไปถึงตัวคำถามประชามติที่เราจะใช้ ระหว่างทางนั้นควรจะเป็นเช่นไร เพื่อให้การอภิปรายสรุปญัตติของผมในวันนี้นั้นไม่ซ้ำซ้อน กับเนื้อหาที่ผมได้อภิปรายไว้ตอนเปิดแล้ว หรือซ้ำซ้อนกับเนื้อหาที่เพื่อนสมาชิกได้อภิปรายไว้ ผมขออนุญาตแบ่งการสรุปเป็นเพียงแค่การชี้แจงประเด็นคำถามที่หลายท่านได้ตั้งขึ้นมา เกี่ยวกับรายละเอียดของญัตติตรงนี้ หลังจากจดทุกประเด็นมาครับท่านประธาน ผมสรุป ได้ว่ามีประเด็นที่ผมจำเป็นที่จะต้องชี้แจงและตอบคำถามเพื่อนสมาชิกทั้งหมด ๑๒ ประเด็น แบ่งเป็น ๖ หมวดหมู่ เริ่มต้นที่หมวดหมู่ที่ ๑ มีทั้งหมด ๒ ประเด็น เป็นการชี้แจงหมวดหมู่ เกี่ยวกับเรื่องกลไก พ.ร.บ. ประชามติ ที่ผมเกรงว่ายังมีบางส่วนที่อาจจะยังเป็นข้อมูล ที่คลาดเคลื่อน ในหมวดหมู่เรื่องของกลไก พ.ร.บ. ประชามติ ผมจับได้ทั้งหมด ๒ ประเด็น ที่ผมจำเป็นต้องชี้แจง
ประเด็นที่ ๑ มีเพื่อนสมาชิกท่านหนึ่งได้ตั้งคำถามว่าทำไมในการเสนอญัตติ เกี่ยวกับการทำประชามติครั้งนี้เราถึงได้ไประบุตัวคำถามในตัวญัตติเลยแทนที่จะเป็น การอภิปรายหลักการกว้าง ๆ เพื่อเสนอไปสู่คณะรัฐมนตรี ก็ต้องเรียนตามตรงครับท่านประธาน ฝ่ายโสตทัศนูปกรณ์ขึ้น Slide หน้า ๑
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
ที่เราต้องเสนอตัวคำถามก็เพราะ อันนั้นมันเป็นไปตามข้อบังคับ พ.ร.บ. ประชามติมาตรา ๙ (๔) และข้อบังคับที่ตามมา ก็กำหนดไว้ชัดว่าถ้าจะเสนอเป็นญัตตินั้นก็จำเป็นต้องมีตัวคำถาม เพราะฉะนั้นอันนี้ชี้แจง สั้น ๆ ว่าสิ่งที่ผมได้ทำไปนั้นก็เป็นไปตามข้อบังคับทุกประการ ไม่สามารถเสนอญัตติ ตามกลไก พ.ร.บ. ประชามติ มาตรา ๙ (๔) ได้หากไม่เสนอตัวคำถามประชามติ
ประเด็นที่ ๒ ที่ผมเกรงว่าเรายังมีความเห็นที่แตกต่างกันอยู่คือการตีความว่า หากมีการเสนอญัตติให้เดินหน้าจัดทำประชามติผ่านกลไกของ พ.ร.บ. ประชามติ มาตรา ๙ (๔) แล้ว หากสภาผู้แทนราษฎรให้ความเห็นชอบ และหากวุฒิสภาให้ความเห็นชอบ พอส่งไป ที่ ครม. แล้ว ครม. จะมีดุลยพินิจในการตัดสินใจว่าจะอนุมัติหรือไม่ ผมเกรงว่าประเด็นนี้ ผมก็ยังเห็นต่างจากเพื่อนสมาชิกหลายท่าน Slide ที่ ๒ ที่ผมเห็นต่างครับ เพราะผมมองว่า หากเราอ่านกฎหมาย พ.ร.บ. ประชามติ ปี ๒๕๖๔ อย่างละเอียด จะเห็นชัดว่าข้อความที่ใช้ ในมาตรา ๙ (๔) นั้นดูเหมือนจะไม่ได้เปิดให้ ครม. นั้นมีดุลยพินิจในการตัดสินใจว่าจะอนุมัติ ฉันทานุมัติที่ได้รับจาก ๒ สภาหรือไม่ หากเราจะเปรียบเทียบง่าย ๆ ลองเปรียบเทียบกลไกของ พ.ร.บ. ประชามติ มาตรา ๙ (๔) กับมาตรา ๙ (๕) เราก็จะเห็นถึงความแตกต่างที่มีนัยสำคัญ หากเราไปดูในส่วนของ พ.ร.บ. ประชามติ มาตรา ๙ (๔) จะเห็นว่าการออกเสียงใด ๆ ก็ตาม ที่รัฐสภาได้พิจารณาและมีมติเห็นว่าเป็นเรื่องที่มีเหตุสมควรที่จะได้มีการออกเสียงและได้แจ้งเรื่อง ให้คณะรัฐมนตรีดำเนินการ สังเกตนะครับ ข้อความในกล่องสีแดงใช้คำว่า แจ้งเรื่อง ให้คณะรัฐมนตรีดำเนินการ ไม่มีส่วนไหนที่เขียนว่าขอให้คณะรัฐมนตรีนั้นอนุมัติหรือเห็นชอบ แต่ในทางกลับกัน หากเราไปดูกลไกของ พ.ร.บ. ประชามติ มาตรา ๙ (๕) อยู่ข้างล่างมา เพียงแค่ ๑ บรรทัด อันนี้เป็นกลไกที่เปิดให้ประชาชนนั้นสามารถเข้าชื่อได้ การเข้าชื่อกัน อย่างน้อย ๕๐,๐๐๐ รายชื่อต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อให้ความเห็นชอบ ผมคิดว่าการเลือกใช้ ข้อความที่มีความแตกต่างกันระหว่างมาตรา ๙ (๔) กับมาตรา ๙ (๕) มันเป็นเจตนาที่ชัดเจน ว่าหากเป็นกรณีมาตรา ๙ (๕) ที่ภาคประชาชนเข้าชื่ออย่างน้อย ๕๐,๐๐๐ รายชื่อนั้น ครม. มีดุลยพินิจต้องให้ความเห็นชอบ แต่หากเป็นกลไกของ พ.ร.บ. ประชามติ มาตรา ๙ (๔) ที่ผ่านความเห็นชอบของ ๒ สภานั้น เราจะเห็นชัดว่าไม่ได้มีคำพูดไหนที่มีเจตนาจะบอกว่า ครม. นั้นมีอำนาจในการให้ความเห็นชอบ มีเพียงแค่การบอกว่าให้แจ้งให้ ครม. นั้นดำเนินการ ตามฉันทานุมัติของรัฐสภา
มาสู่หมวดหมู่ที่ ๒ ที่จำเป็นต้องชี้แจง เป็นประเด็นที่ผมคิดว่ามีการอภิปราย ถึงพอสมควรในสภาวันนี้ นั่นก็คือข้อกังวลเกี่ยวกับเรื่องหมวด ๑ และหมวด ๒ ของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ กับหมวด ๑ เรื่องของบททั่วไป แล้วก็หมวด ๒ เรื่องของพระมหากษัตริย์ หลายท่าน ก็ได้อภิปรายแสดงความเห็นไว้ว่าไม่ได้เห็นด้วยกับการแก้ไขข้อความใด ๆ หรือมาตราใด ๆ ในหมวด ๑ หมวด ๒ ซึ่งผมก็เคารพความเห็นของท่าน แต่ผมต้องชี้แจงใน ๒ ประเด็น ดังนี้
ประเด็นที่ ๑ สาระสำคัญของการอภิปรายและสาระสำคัญของญัตติ ในวันนี้มันไม่ได้เป็นข้อเสนอของพรรคก้าวไกลว่าจะต้องแก้ไขข้อความใด ๆ ในหมวด ๑ และหมวด ๒ นะครับ ย้ำอีกรอบ หัวใจสำคัญและสาระสำคัญของการเสนอญัตติในวันนี้ไม่ใช่ ข้อเสนอของพรรคก้าวไกลว่าจะแก้ไขข้อความใด ๆ ในหมวด ๑ และหมวด ๒ แต่เป็นเพียง การบอกว่าถ้าจะมีการแก้ไขมาตราใด ๆ ก็ตามในรัฐธรรมนูญนั้น เราควรจะให้ สสร. ไปถกกันว่าจะแก้ไขเรื่องอะไรหรือไม่
ประเด็นที่ ๒ ถึงแม้สมาชิกบางท่านก็อาจจะยังไม่สบายใจอยู่ดีว่าหากเรา ให้อำนาจ สสร. ไปพิจารณาแก้ไขทั้งฉบับแล้ว แล้วเกิดเสียงส่วนใหญ่ของ สสร. เห็นชอบ ในการแก้ไขบางข้อความในหมวด ๑ หมวด ๒ หลายท่านก็ได้แสดงความเห็นว่าไม่สบายใจ อยู่ดี ผมก็ต้องเรียนกับท่านตามตรง แล้วก็หวังว่าอาจจะพอคลายความกังวลของท่านได้บ้าง ว่าถึงแม้เป็นเช่นนั้นจริง ๆ ถึงแม้ สสร. มีอำนาจในการพิจารณาจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ และมีการแก้ไขบางข้อความในหมวด ๑ และหมวด ๒ จริง ผมก็ต้องเรียนตามตรงว่า การแก้ไขดังกล่าวนั้นไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด ด้วยเหตุผล ๓ ประการ
เหตุผลที่ ๑ ไม่ว่า สสร. จะแก้ไขข้อความใด ๆ ในหมวด ๑ หมวด ๒ ผมก็ได้ ย้ำไปแล้วตอนเปิดญัตติว่ามาตรา ๒๕๕ ก็ได้กำกับไว้ชัดเจนว่าจะแก้ไขข้อความใด ๆ ก็ได้ จะต้องไม่ทำ ๒ อย่าง อย่างที่ ๑ คือต้องไม่เปลี่ยนรูปแบบการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และอย่างที่ ๒ คือต้องไม่เปลี่ยนรูปแบบรัฐจากการเป็น รัฐเดี่ยว ดังนั้นท่านไม่จำเป็นต้องกังวลในประเด็นนี้
เหตุผลที่ ๒ ถ้าเราไปศึกษาประวัติศาสตร์การเมืองไทย เราก็จะเห็นว่า ความจริงแล้วข้อความในหมวด ๑ หมวด ๒ นั้นก็มีการแก้ไขมาโดยตลอด ทุกครั้งที่มี การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ไม่ว่าจะเป็นรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ปี ๒๕๕๐ ปี ๒๕๖๐ ความจริงแล้วก็มีการปรับเปลี่ยนข้อความในหมวด ๑ และหมวด ๒ มาโดยตลอด
เหตุผลที่ ๓ เหตุผลสุดท้าย ถ้าท่านกังวลมากเกี่ยวกับเรื่องการแก้ไขข้อความ บางอย่างในหมวด ๑ และหมวด ๒ ผมก็ต้องเรียนตามตรงว่าแม้กระทั่งรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ฉบับปัจจุบันละครับ ก็เปิดให้สามารถแก้ไขข้อความในหมวด ๑ และหมวด ๒ ได้ เขาเพียงแค่กำหนดว่าถ้าไปแก้ไขนั้น จะต้องไม่เปลี่ยนแปลงรูปแบบการปกครองและรูปแบบรัฐ ตามมาตรา ๒๕๕ และหากเป็นการแก้ไขข้อความในหมวด ๑ หมวด ๒ มาตรา ๒๕๖ ได้กำหนดไว้ว่าจะต้องมีการทำประชามติหลังจากผ่านสามวาระของรัฐสภา
มาสู่หมวดหมู่ที่ ๓ เป็นอีกประเด็นหนึ่งที่มีการถกเถียงกันพอสมควร นั่นก็คือ เรื่องของสภาร่างรัฐธรรมนูญที่พรรคก้าวไกลเสนอว่าควรจะมาจากการเลือกตั้งทั้งหมด ในหมวดหมู่นี้ผมมี ๓ ประเด็นที่จำเป็นต้องชี้แจง
ประเด็นที่ ๑ ทางพรรคแกนนำรัฐบาลก็ได้มีสมาชิกหลายท่านที่ได้ย้ำว่าสิ่งที่ รัฐบาลกำลังดำเนินการอยู่นั้นเป็นไปตามนโยบายที่ได้ประกาศไว้ว่าจะเดินหน้าในการจัดทำ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แต่ผมเกรงว่าคำยืนยันของสมาชิกหลายท่านจากพรรคแกนนำรัฐบาล ได้ตกหล่นสาระสำคัญไปอย่างหนึ่ง หากฝ่ายโสตทัศนูปกรณ์จะขึ้น Slide ให้เราดูประกอบ คือถ้าเราย้อนไปดูคำแถลงนโยบายหรือว่าตัวข้อความนโยบายที่ถูกเสนอโดยพรรคแกนนำ รัฐบาล ที่ส่งเป็นเอกสารเป็นลายลักษณ์อักษรไปให้กับ กกต. เมื่อเดือนเมษายน ปี ๒๕๖๖ ก่อนการเลือกตั้ง ๑ เดือน เราจะเห็นนะครับว่านโยบายของพรรคเพื่อไทยไม่ได้พูดถึงแค่ การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ของประชาชนโดยคงรูปแบบการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขโดยสภาร่างรัฐธรรมนูญเพียงแค่นั้น แต่มีการระบุในตัว ข้อความนโยบายเลยว่าต้องเป็นโดยสภาร่างรัฐธรรมนูญที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน ดังนั้นสิ่งที่เรากำลังอภิปรายในวันนี้ แล้วเราให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับเรื่อง สสร. ที่มาจาก การเลือกตั้ง ก็เพราะว่าท่านเองนั้นเคยบรรจุอยู่ในนโยบายของท่านเช่นกัน
ประเด็นที่ ๒ มีเพื่อนสมาชิกท่านหนึ่งอภิปรายด้วยความกังวล ซึ่งผมก็น้อมรับ ความเห็นว่าถ้าเราให้ สสร. มาจากการเลือกตั้งทั้งหมดตามที่ปรากฏอยู่ในเอกสารนโยบาย ของพรรคเพื่อไทยตรงนี้แล้ว จะทำให้ สสร. นั้นไม่มีพื้นที่สำหรับผู้เชี่ยวชาญทางกฎหมาย หรือไม่ อันนี้ผมก็ต้องเรียนเพื่อนสมาชิกว่าเราไม่จำเป็นต้องเลือกระหว่างการมี สสร. ที่มาจากการเลือกตั้งทั้งหมด กับการมีพื้นที่ให้กับผู้เชี่ยวชาญทางกฎหมาย อย่างที่ผมได้ย้ำไว้ ตอนเปิดการอภิปรายญัตตินี้ไปว่าทางออกที่เราสามารถทำให้เกิดขึ้นได้ ก็คือการให้ สสร. ที่มาจากการเลือกตั้งทั้งหมดนั้นไปตั้งคณะกรรมาธิการขึ้นมาชุดหนึ่งที่อาจจะมีพื้นที่ กับผู้เชี่ยวชาญทางกฎหมายเข้ามา มาช่วยยกร่าง มาช่วยให้คำแนะนำ เพียงแต่ว่า เมื่อผู้เชี่ยวชาญเหล่านั้นยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ขึ้นมาแล้ว ก่อนที่จะถูกส่งไปหาพี่น้อง ประชาชนในการทำประชามติ ต้องผ่านความเห็นชอบจาก สสร. ที่มาจากการเลือกตั้ง ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ก่อนเท่านั้นเอง หรือถ้าเปรียบภาพให้เห็นง่าย ๆ มันเสมือนกับว่า สสร. ที่มาจากการเลือกตั้งทั้งหมดนั้นก็เป็นตัวแทนของเจ้าของบ้าน นั่นก็คือประชาชนทุกคน ที่เลือกตัวแทนเข้าไปเป็นคณะกรรมการชุดหนึ่งหรือว่าสภาร่างรัฐธรรมนูญ เพียงแต่ว่า ตัวแทนของเจ้าของบ้านนั้นอาจจะมีการเชิญชวนสถาปนิกบางคนที่มาช่วยออกแบบบ้าน ให้ตรงกับความต้องการของพี่น้องประชาชนหรือตัวแทนเจ้าของบ้านเท่านั้นเอง
ประเด็นที่ ๓ ก็มีเพื่อนสมาชิกอีกท่านหนึ่งที่มีความกังวลว่าการที่เรามี สสร. มาจากการเลือกตั้งทั้งหมดนั้น จะทำให้เราไม่มีพื้นที่สำหรับกลุ่มที่อาจจะมีความหลากหลาย ทางวิชาชีพ หรือความหลากหลายทางกลุ่มสังคมหรือไม่
ประการแรก ผมก็หวังว่าความหลากหลายทางอาชีพและความหลากหลาย ทางกลุ่มสังคมที่เราเห็นอยู่ในบรรดาสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ๕๐๐ คน หรือในบรรดา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคก้าวไกล ๑๕๐ คนนั้น ก็น่าจะเป็นหลักประกันได้ ในระดับหนึ่งว่าการเปิดให้มีการเลือกตั้ง สสร. ทั้งหมดนั้นก็ไม่จำเป็นต้องแลกมาด้วย การไม่ได้ความหลากหลายทางวิชาชีพและความหลากหลายทางกลุ่มสังคม
ประการที่ ๒ ผมต้องย้ำอีกรอบหนึ่งว่าเราสามารถมาออกแบบระบบเลือกตั้ง ที่ทำให้เราไม่ต้องเลือกได้ ไม่ต้องเลือกระหว่างการมี สสร. ที่มาจากการเลือกตั้งทั้งหมด กับการมีพื้นที่ให้กับกลุ่มที่อาจจะมีความหลากหลายทางวิชาชีพหรือกลุ่มสังคมต่าง ๆ ผมยกตัวอย่างสั้น ๆ ครับ หากสมมุติว่าเรามี สสร. ที่มาจากการเลือกตั้งทั้งหมด ๑๐๐ คน ผมบอกก่อนว่าผมไม่ได้บอกว่าผมเห็นด้วยกับระบบเลือกตั้งนี้ แต่เราสามารถมีระบบเลือกตั้งได้ ที่บอกว่าในบรรดา สสร. ที่มาจากการเลือกตั้ง ๑๐๐ คน เราอาจจะแบ่งออกเป็น ๑๐ กลุ่ม ๑๐ กลุ่มทางวิชาชีพ ๑๐ กลุ่มทางสังคม แล้วก็เปิดให้บุคคลที่อยู่ในกลุ่มวิชาชีพหรือกลุ่ม สังคมนั้นเข้ามาเป็นผู้สมัครในโควตาใน ๑๐ กลุ่มนั้น เสร็จแล้วเราก็ให้ประชาชนไปเลือกว่า ใน ๑๐ กลุ่มนั้น ในแต่ละกลุ่มนั้นเขาต้องการจะเลือกผู้สมัครคนไหนให้เป็นตัวแทนของกลุ่ม วิชาชีพหรือกลุ่มสังคมต่าง ๆ ยกตัวอย่างให้เห็นชัดขึ้น หากสมมุติ ๑๐ กลุ่มนั้น อาจจะมี บางกลุ่มที่เป็นตัวแทนพี่น้องเกษตรกร อาจจะมีบางกลุ่มที่เป็นตัวแทนบุคลากรทางการศึกษา อาจจะมีบางกลุ่มที่เป็นตัวแทนเยาวชน เราก็เปิดให้บุคลากรทางการศึกษา เปิดให้ตัวแทน เกษตรกร เปิดให้เยาวชนสามารถสมัครรับเลือกตั้งได้ และประชาชนก็เข้าคูหาไปเลือกว่า ในกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับบุคลากรการศึกษาเราจะเลือกผู้สมัครคนไหน กลุ่มที่เป็นตัวแทน เกษตรกรเราจะเลือกผู้สมัครคนไหน กลุ่มที่เป็นตัวแทนเยาวชนเราจะเลือกผู้สมัครคนไหน ดังนั้นจะเห็นว่าการมี สสร. ที่มาจากการเลือกตั้ง ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ไม่จำเป็นต้องแลกมากับ การที่เราไม่มีตัวแทนที่มีความหลากหลายทางวิชาชีพและความหลากหลายทางกลุ่มสังคม แต่หากท่านยังไม่สบายใจครับ ผมก็เพิ่มอีกข้อเท็จจริงหนึ่ง เพราะตอนนี้เราก็ได้มีการตั้ง คณะอนุกรรมาธิการขึ้นมาภายใต้คณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน เพื่อมาศึกษาเรื่องนี้โดยเฉพาะ เพื่อมาจัดทำข้อเสนอ เกี่ยวกับระบบเลือกตั้งต่าง ๆ ที่เราสามารถนำมาใช้ได้ในการเลือกตั้ง สสร. และผมก็ย้ำ อีกรอบหนึ่งว่าคณะอนุกรรมาธิการชุดนี้ก็มีการเปิดให้มีตัวแทนจากทั้งซีกรัฐบาลและซีก ฝ่ายค้านมาร่วมทำงานไปด้วยกัน เพราะฉะนั้นถ้าท่านกังวลเรื่องนี้ผมก็เชิญชวนคุยกับตัวแทน ของพรรคท่านในคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมี ส่วนร่วมของประชาชน แล้วก็เสนอตัวมาอยู่ในคณะอนุกรรมาธิการนี้ แล้วมาทำงานร่วมกัน ว่าเราสามารถออกแบบระบบเลือกตั้งอย่างไรได้บ้าง เพื่อให้มีตัวแทนที่มีความหลากหลาย ทางวิชาชีพและกลุ่มสังคม
มาสู่หมวดหมู่ที่ ๔ เกี่ยวกับเรื่องวุฒิสภา อันนี้มี ๒ ประการสั้น ๆ
ประการที่ ๑ มีเพื่อนสมาชิกบางท่านก็มีความกังวลแล้วก็ได้แสดงความเห็น ออกมาว่าเราเคยมีการเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับ สสร. เข้าสู่รัฐสภาแล้ว เพียงแต่ว่า พอไปสู่วาระที่สาม สว. ไม่ให้ความเห็นชอบ ผมก็ต้องย้ำอีกรอบว่าถ้าเราย้อนไปฟัง คำอภิปรายของ สว. ในวันนั้น และสมาชิกรัฐสภาในส่วนของสภาผู้แทนราษฎรบางส่วน เราจะเห็นว่าเหตุผลที่ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับ สสร. ถูกปฏิเสธไปในวาระที่สามนั้น ไม่ใช่เพราะว่าสมาชิกอภิปรายไม่เห็นด้วยกับการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แต่เขาตัดสินใจ ไม่มาลงมติเห็นชอบเพราะไปอ้างคำวินิจฉัยของศาลธรรมนูญ ที่ ๔/๒๕๖๔ เพื่อบอกว่าให้เรา ต้องไปดำเนินการจัดประชามติครั้งหนึ่งก่อนที่จะเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับ สสร. เข้ามาสู่รัฐสภาในวาระที่หนึ่ง เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราทำอยู่วันนี้ก็คือเดินตามสิ่งที่เขาร้องขอ ในวันนั้น ดังนั้นหากเราเดินทางตามเส้นทางนี้ จัดประชามติครั้งหนึ่งก่อน มีผลของประชามติ มายืนยันและเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับ สสร. เข้ามาสู่รัฐสภา ก็คงไม่มีเหตุผลใด ที่สมาชิกรัฐสภาเหล่านี้จะปัดตกเจตจำนงของประชาชนได้อีกต่อไป
ประการที่ ๒ เกี่ยวกับเรื่องวุฒิสภา ผมฟังเพื่อนสมาชิกหลายท่านอภิปราย เกี่ยวกับเรื่องบทบาทของวุฒิสภาในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ผมยอมรับว่าผมค่อนข้างสับสนว่า ตกลงแล้วสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือรัฐบาลควรจะวางความสัมพันธ์กับวุฒิสภาอย่างไร ในกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะในมุมหนึ่งก็มีเพื่อนสมาชิกจากซีกรัฐบาลท่านหนึ่ง ที่อภิปรายลักษณะว่าเราจำเป็นมากที่จะต้องฟังเสียงของวุฒิสภาที่มาจากการแต่งตั้ง ถึงขั้นที่ไปเสนอว่าเราไม่จำเป็นต้องมี สสร. ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนโดยตรง แต่ให้มี สสร. ที่มีตัวแทนของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและตัวแทนจากสมาชิกวุฒิสภา ถ้าท่านประธานลองจินตนาการง่าย ๆ แทนที่เราจะมี สส. ๕๐๐ คน และ สว. ๒๕๐ คนนั้น ข้อเสนอนี้คือการตั้ง สสร. ขึ้นมาชุดหนึ่งที่อาจจะมีตัวแทนจากฝั่ง สส. สัก ๕๐ คน ตัวแทน จากฝั่ง สว. สัก ๒๕ คน เป็นต้น เพื่อมายกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ผมคิดว่าทางออกแบบนี้ เป็นสิ่งที่อันตรายมาก เพราะมันกลายเป็นว่าตัวแทนของ สว. ๒๕ คน บวกกับเสียงข้างน้อย ของตัวแทน สส. สามารถรวมกันเป็นเสียงข้างมากของ สสร. ชุดนี้ แล้วก็มีอำนาจชี้ขาดว่า รัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะหน้าตาเป็นอย่างไร ถ้าเรามี Model สสร. แบบนี้ อันนี้คือการต่อ ขยายอายุให้กับมาตรา ๒๗๒ ที่ปัจจุบันเปิดให้ สว. ที่มาจากการแต่งตั้งนั้นมีอำนาจร่วมเลือก นายกรัฐมนตรี และเปิดให้มีช่องที่ทำให้ สว. ๒๕๐ คน บวกกับ สส. ที่เป็นเสียงข้างน้อย ของสภาผู้แทนราษฎรสามารถเลือกนายกรัฐมนตรีขึ้นมาดำรงตำแหน่งได้ อันนี้เป็นสิ่งที่ ขัดกับหลักการประชาธิปไตยพื้นฐาน และผมเกรงว่าเป็นรูปแบบของ สสร. ที่พรรคก้าวไกลนั้น ต้องขออนุญาตไม่เห็นด้วยอย่างรุนแรง
อีกประการหนึ่ง ก็มีเพื่อนสมาชิกจากพรรคเดียวกันมีการอภิปรายว่าไม่อยาก ให้ สว. มีส่วนร่วมเลย บอกว่าเกรงว่าถ้าเสนอญัตติเกี่ยวกับประชามติผ่านสภาผู้แทนราษฎร เกิดได้รับความเห็นชอบไปแล้ว เข้าไปสู่การพิจารณาของวุฒิสภา แล้ววุฒิสภาต้องลงมติ จะทำให้กระบวนการทั้งหมดมันด่างพร้อย เสมือนกับว่าการเสนอประชามติผ่านกลไก มาตรา ๙ (๔) ให้ สว. ต้องมาลงมติด้วยมันจะด่างพร้อย ผมก็ไม่ติดใจนะครับ ความจริง หลักการแบบนี้ผมก็รู้สึกว่าน่าสนใจดี เพราะผมก็คิดว่า สว. ที่มาจากการแต่งตั้งและมี ผลประโยชน์ทับซ้อนกับการได้มาซึ่งรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๖๐ ก็เป็นสิ่งที่เป็นปัญหาอยู่ แต่ถ้าท่านกังวลมากว่าไม่อยากให้ สว. มีส่วนร่วมเพื่อทำให้กระบวนการนี้ไม่มีจุดด่างพร้อย ผมเสนอแบบนี้ไหมครับ ถ้าอย่างนั้นเราก็เสนอญัตติเข้ามาในสภาผู้แทนราษฎรนี่ละครับ ที่มีตัวแทนที่มาจากการเลือกตั้งทั้งหมด และสภาผู้แทนราษฎรเห็นเป็นอย่างไร เสียงส่วนมาก เห็นเป็นอย่างไร ถึงแม้โดยหลักการแล้วหากเห็นชอบต้องส่งไปที่วุฒิสภา แต่ ครม. ไม่ต้องรอครับ แค่ดูว่า สส. ส่วนใหญ่เห็นชอบคำถามประชามติแบบไหน แล้ว ครม. หยิบไปดำเนินการเลย ถ้าใช้ กระบวนการแบบนี้ก็ไม่จำเป็นต้องให้ สว. นั้นเข้ามามีส่วนร่วม แต่มันเปิดพื้นที่ให้ สส. ที่เป็น ตัวแทนจากทุกพรรคการเมืองนั้นสามารถมาถกแล้วมาร่วมกันลงมติกันได้
หมวดหมู่ประการที่ ๕ เรื่องของคณะกรรมการศึกษา อันนี้ก็มี ๓ ประการ ด้วยกันที่จำเป็นจะต้องชี้แจง
ประการที่ ๑ มีเพื่อนสมาชิกก็เกรงว่าหากเราเสนอญัตติให้มีการจัดทำ ประชามติผ่านกลไกของสภานั้น จะมีความซ้ำซ้อนกับความพยายามของรัฐบาล ณ ปัจจุบัน ที่จะมีการจัดทำประชามติ ผมก็ต้องเรียนตามตรงครับ เหมือนที่ผมได้สัมภาษณ์ออกสื่อ สาธารณะเมื่อวานว่าผมไม่คิดว่ามีความซ้ำซ้อน เพราะว่า พ.ร.บ. ประชามติก็ได้กำหนด ให้มี ๓ กลไก หรือ ๓ ช่องทางที่สามารถดำเนินการคู่ขนานได้อยู่แล้ว กลไกที่ ๑ ก็คือ ครม. กลไกที่ ๒ คือภาคประชาชนล่ารายชื่อ กลไกที่ ๓ คือผ่านกลไกของรัฐสภา ถ้าท่าน จะบอกว่าการใช้กลไกของรัฐสภานั้นมันซ้ำซ้อนกับการใช้กลไกของรัฐบาล อย่างนี้ท่านต้อง ไปบอกภาคประชาชนด้วยไหมครับว่าไม่ต้องล่ารายชื่อเลย เพราะว่าซ้ำซ้อนกับสิ่งที่รัฐบาล ทำอยู่ ถ้าเป็นเช่นนั้นผมก็เกรงว่าพี่น้องประชาชนที่เข้าชื่อกัน ๒๐๐,๐๐๐ กว่ารายชื่อ ที่ตอนนี้กำลังลุ้นอยู่ว่าข้อเสนอคำถามประชามติเขาจะได้รับความเห็นชอบจาก ครม. หรือไม่นั้น ก็อาจจะได้รับคำตอบที่ไม่ดีนักจากการอภิปรายของท่านในวันนี้ไปเรียบร้อยแล้ว
ประการที่ ๒ มีเพื่อนสมาชิกบางท่านบอกว่าเราไปตั้งคำถามว่าการตั้ง คณะกรรมการศึกษาขึ้นมาของรัฐบาลนั้นจะเป็นการยื้อเวลาหรือไม่ ผมก็ต้องยืนยันอีกรอบ เหมือนกับที่ผมเคยยืนยันกับรองนายกรัฐมนตรี ท่านภูมิธรรม ตอนที่มาตอบกระทู้ถามสดว่า สาระสำคัญของข้อกังวลผมไม่ใช่เรื่องของเวลา ในเมื่อท่านภูมิธรรมยืนยันแล้วว่า คณะกรรมการศึกษาชุดนี้อย่างไรใช้เวลาไม่เกินสิ้นปี ผมก็เชื่อท่าน เพราะฉะนั้นความกังวล ของผมในวันนี้มันไม่ใช่ว่าคณะกรรมการศึกษาชุดนี้จะใช้เวลานานเท่าไร แต่ความกังวลจริง ๆ ของผมก็คือว่าเมื่อคณะกรรมการศึกษาชุดนี้ศึกษาเสร็จหมดแล้ว คำถามประชามติที่ออกมา ที่คลอดออกมาจากคณะกรรมการศึกษานี้จะมีความแตกต่างหรือเหมือนกับหลักการ ของคำถามประชามติที่พรรคก้าวไกลเสนออย่างไรต่างหาก
ประการสุดท้าย มีหลายท่านให้ความเห็นว่าพอมีการตั้งคณะกรรมการศึกษา ขึ้นมาแล้วทำไมพรรคก้าวไกลถึงไม่เข้าร่วม มีบางท่านถึงขนาดพูดว่าถ้าพรรคก้าวไกลเข้าร่วม ก็คงไม่มาเสนอญัตติในสภาวันนี้ อันนี้ก็ต้องชี้แจง ๒ ประการด้วยกัน
ประการที่ ๑ ต้องชี้แจงว่าสถานะของเรากับคณะกรรมการศึกษาเป็นเช่นไร เราย้ำนะครับว่าถึงแม้เรายังไม่พร้อมจะเข้าร่วมคณะกรรมการในฐานะกรรมการ แต่เราได้ ประกาศตั้งแต่วันแรกว่าเรายินดีให้ความเห็นกับคณะกรรมการศึกษาชุดนี้ทุกประการ ที่ผ่านมาต้องยอมรับว่าความเห็นของเรานั้นก็ได้มีการเผยแพร่ต่อสาธารณะอยู่แล้ว ก็คิดว่า คณะกรรมการศึกษาก็น่าจะทราบดี แต่ในเมื่อคณะกรรมการศึกษามีการตั้งคณะอนุกรรมการ ศึกษาขึ้นมาเพื่อมารับฟังความเห็น แล้วได้ติดต่อมาที่พรรคก้าวไกลเพื่อมาขอฟังความเห็น จากพรรคก้าวไกล ผมก็อยากจะแจ้งให้สภาแห่งนี้ทราบเป็นที่แรกว่าทางหัวหน้า พรรคก้าวไกลก็ได้ตอบรับไปแล้ว แล้วก็จะมีการพบปะพูดคุยกันเพื่อยื่นความเห็นของ พรรคก้าวไกลให้กับคณะอนุกรรมการศึกษาอย่างเป็นทางการในช่วงกลางเดือนพฤศจิกายน เพราะฉะนั้นเราให้ความร่วมมือเต็มที่ในการให้ความเห็นและแสดงความเห็น เพียงแต่เราขอ ยังไม่ร่วมในฐานะกรรมการ
ประการที่ ๒ ที่จำเป็นต้องชี้แจงก็คือว่าถึงแม้ ณ วันนั้นย้อนกลับไป เพื่อนสมาชิกในพรรคก้าวไกลของผมตัดสินใจจะเข้าร่วมในฐานะกรรมการ ผมคิดว่า เราอย่างไรก็ต้องเสนอญัตตินี้ในสภาอยู่ดีด้วยเหตุผลสั้น ๆ ๓ ประการ
ประการที่ ๑ ก็คือว่าถ้าอยากฟังความเห็นจาก สส. พรรคก้าวไกลโดยตรง คณะกรรมการศึกษาของรัฐบาลนั้นเป็นคำตอบให้ท่านไม่ได้ เพราะว่าท่านต้องไปกำหนดว่า คณะกรรมการศึกษาชุดนี้พอตีความทางกฎหมายแล้วไม่สามารถให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เข้าไปนั่งในคณะกรรมการศึกษาได้ อย่างนั้นเพื่อนสมาชิกผมที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จากพรรคก้าวไกล หากจะแสดงความเห็นอะไรโดยตรงถึงรัฐบาลก็จำเป็นละครับที่ต้องใช้ พื้นที่สภาแห่งนี้
ประการที่ ๒ เรามองว่าท้ายที่สุดแล้วการแสดงความเห็นของเราในสภานั้น เป็นการแสดงความเห็นในที่แจ้งที่ประชาชนสามารถรับฟังและตรวจสอบได้โดยตรง ท้ายที่สุดแล้ว หากจะมีการลงมติเรื่องใด ๆ ก็ตามเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ การลงมติ ที่ดูจะมีความชอบธรรมที่สุด และสะท้อนถึงสัดส่วนชุดความคิดที่มีอยู่ในสังคมมากที่สุด ไม่ใช่การลงมติในคณะกรรมการศึกษา แต่เป็นการลงมติในสภาผู้แทนราษฎร ที่ทั้ง ๕๐๐ คนนั้น ล้วนมาจากการเลือกตั้งทั้งนั้น
ส่วนประการสุดท้าย เป็นประการสุดท้ายจริง ๆ แล้วเดี๋ยวจะปิดท้ายด้วย ประเด็นนี้ มีหลายท่านก็ได้อภิปรายโดยการแสดงความเห็นว่าท่านมีปัญหาหรือมีความคิด ที่ไม่เห็นด้วยกับตัวญัตติ เนื้อหาสาระของญัตติที่ผมเสนอในวันนี้ หลายท่านก็แสดงความเห็นว่า ดูเป็นการเสนอญัตติที่ไม่รอบคอบบ้าง หลายท่านแสดงความเห็นว่าไม่เห็นด้วยกับตัวคำถาม ประชามติที่อยู่ในญัตติบ้าง มีหลายท่านบอกว่าไม่เห็นด้วยกับเนื้อหาญัตติบางประการ มีบางท่านเหมือนกับจะสื่อว่าญัตตินี้ขัดรัฐธรรมนูญด้วยซ้ำ ในบรรดาข้อวิพากษ์วิจารณ์ ทั้งหมดนี้เกี่ยวกับตัวเนื้อหาของญัตติที่ผมได้เสนอในวันนี้ ก็มีสมาชิกท่านหนึ่งเหมือนกัน ที่บอกว่าอยากให้ผมไปศึกษาประวัติศาสตร์การลงมติในสภาแห่งนี้ได้ครับ ผมน้อมรับครับ แล้วผมก็ไปศึกษาประวัติศาสตร์ว่าสิ่งใดบ้างที่เกิดขึ้นในสภาแห่งนี้ ญัตติที่ผมเสนอในวันนี้ ที่เสนอคำถามประชามติเข้าสู่สภาในวันนี้ไม่ได้เป็นญัตติใหม่ พอผมไปศึกษาประวัติศาสตร์ การเมืองไทยในช่วง ๑ ปีที่ผ่านมา แล้วผมก็ได้พูดไว้แล้วตอนเปิดญัตติในวันนี้ว่าญัตตินี้ เคยถูกถามแล้วในสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้เมื่อช่วงเดือนพฤศจิกายน ปี ๒๕๖๕ และผลเป็น อย่างไรครับท่านประธาน จำนวนผู้ลงมติ ๓๓๑ เห็นด้วย ๓๒๓ ไม่เห็นด้วย ๐ งดออกเสียง ๑ ท่าน คือท่านประธานสภา ณ เวลานั้น แล้วก็ไม่ลงคะแนนเสียง ๗ ท่าน เรียกได้ว่าสภา ลงมติเห็นชอบอย่างเป็นเอกฉันท์จาก สส. ทุกพรรคการเมืองหลักของสภา
หลายท่านอาจจะสงสัยว่าอันนี้มันเอาแค่พาดหัวมาพูดกันหรือเปล่า เนื้อหาสาระของญัตติต่างกันหรือเปล่า ก็ต้องเรียนตามตรงครับว่าถึงแม้ข้อความก่อนหน้านั้น อาจจะมีความแตกต่างกันบ้าง แต่สาระสำคัญที่ถูกเสนอในสภาเมื่อเดือนพฤศจิกายน ๒๕๖๕ กับวันนี้ เป็นคำถามประชามติคำถามเดียวกัน ท่านอ่านได้เลยครับ คำถามคือท่านเห็นชอบ หรือไม่ว่าประเทศไทยควรมีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ทั้งฉบับแทนที่รัฐธรรมนูญ ฉบับปี ๒๕๖๐ ฉบับปัจจุบัน โดยสภาร่างรัฐธรรมนูญที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรง ของประชาชน ย้อนไปเดือนพฤศจิกายน ปี ๒๕๖๕ มี ๒ ท่านที่เสนอญัตตินี้เข้าไป ด้านซ้าย ท่านจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ พรรคเพื่อไทย ขออนุญาตที่เอ่ยนาม ด้านขวา ท่านณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ จากพรรคก้าวไกล ดังนั้นต้องบอกว่าญัตตินี้เคยถูกเสนอโดยตัวแทนจาก ๒ พรรค แล้วผลเป็นอย่างไรครับ เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนอีกรอบหนึ่ง จะเห็นว่าคำถามที่อยู่ใน ญัตติ ๒ ญัตติที่ถูกเสนอในปี ๒๕๖๕ นอกจากจะเหมือนกันแล้วระหว่าง ๒ ญัตติ ยังเหมือน เป๊ะ ๆ กับญัตติที่ถูกเสนอต่อสภาในวันนี้ด้วยที่ปรากฏอยู่ในภาพด้านขวามือ อันนี้คือ เปรียบเทียบข้อความคำถามของญัตติเมื่อปี ๒๕๖๕ ที่ถูกเสนอโดยตัวแทนจากพรรคเพื่อไทย และข้อความของคำถามประชามติที่ผมและพรรคก้าวไกลเสนอในวันนี้ อย่างที่ผมบอกว่า เมื่อปี ๒๕๖๕ ทุกพรรคก็เห็นชอบด้วย ผมขอไม่เปิดรายชื่อว่ามีใครบ้างที่เห็นชอบด้วย ณ เวลานั้น แต่ผมเพียงให้ข้อมูลว่าในบรรดา ๓๐๐ กว่าเสียงที่ลงมติเห็นชอบมาจาก ทุกพรรคการเมืองหลักในสภา ณ เวลานั้น ๗๙ สส. จากพรรคเพื่อไทย ๕๗ สส. จากพรรคภูมิใจไทย ๖๒ สส. จากพรรคพลังประชารัฐ ๓๓ สส. จากพรรคประชาธิปัตย์ โดยมีหลายท่านที่ปฏิบัติหน้าที่ในฐานะ สส. และลงมติเห็นชอบในวันนั้น วันนี้ก็นั่งอยู่ในสภา แห่งนี้ด้วยเหมือนกัน บางท่านอาจจะเปลี่ยนพรรคไปบ้างไม่เป็นไร แต่ก็มีหลายท่านที่ยังนั่ง และปฏิบัติหน้าที่ในสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้
ดังนั้นผมของทิ้งท้ายว่าถ้าท่านจะกล่าวหาว่าญัตติของผมนั้นไม่รอบคอบ เป็นคำถามที่ท่านไม่เห็นด้วย เป็นคำถามที่อาจจะขัดกับรัฐธรรมนูญ ผมก็ต้องถามกลับไปว่า ตอนปฏิบัติหน้าที่ในปี ๒๕๖๕ ท่านลงมติด้วยความไม่รอบคอบหรือครับ ท่านลงมติ โดยการเขียนคำถามที่ท่านไม่เห็นด้วยหรือครับ หรือว่าท่านลงมติกับญัตติที่ท่านมองว่า ขัดกับรัฐธรรมนูญหรือครับ จริง ๆ วันนี้ผมคิดว่าผมเคารพความเห็นที่แตกต่างหลากหลาย ผมเข้าใจว่าแต่ละพรรคการเมือง สมาชิกแต่ละท่านก็มีชุดความเห็นที่แตกต่างกันออกไป ไม่จำเป็นต้องเหมือนกับความคิดเห็นของพรรคก้าวไกล วันนี้ผมไม่ได้ขอให้ท่านเห็นด้วย กับพรรคก้าวไกล ผมขอให้ท่านเห็นด้วยกับตัวท่านเองในอดีตเมื่อ ๓๕๖ วันที่แล้วเท่านั้นครับ แล้วเดินหน้าสนับสนุนญัตตินี้เพื่อจะจัดทำประชามติและนับ ๑ สู่การจัดทำรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่โดย สสร. ที่มาจากการเลือกตั้งของพี่น้องประชาชน ขอบคุณครับ