ชูศักดิ์ ศิรินิล อภิปรายญัตติขอออกเสียงประชามติเพื่อจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ทั้งฉบับ โดยชี้แจงประวัติศาสตร์การเสนอร่างแก้ไขมาตรา ๒๕๖ ในอดีตที่ไม่มีประเด็นประชามติ และโต้แย้งว่าการตั้งคำถามก่อนเข้าสู่สภาอาจทำให้ต้องทำประชามติดำเนินการหลายครั้งจนไม่สอดคล้องกับกฎหมายและอาจไม่สามารถนำไปสู่รัฐบาลได้
กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม ชูศักดิ์ ศิรินิล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตที่จะอภิปรายญัตติที่คุณพริษฐ์ วัชรสินธุ และคณะ ได้นำเสนอต่อสภานี้โดยได้เขียนญัตติว่า ขอให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาเห็นชอบ และแจ้งให้คณะรัฐมนตรีดำเนินการให้มีการออกเสียงประชามติเพื่อสอบถามประชาชน ต่อการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ท่านประธานที่เคารพครับ ก่อนที่จะลงลึกในรายละเอียด ผมขอเท้าประวัติศาสตร์ความเป็นมาสักเล็กน้อย เนื่องจากพรรคเพื่อไทยและหลายพรรค การเมืองต้องการที่จะจัดทำธรรมนูญฉบับใหม่ให้เป็นประชาธิปไตย เรามีความพยายามที่จะ เสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญเมื่อปี ๒๕๖๓ ต่อเนื่องมาถึงปี ๒๕๖๔ ซึ่งเป็นที่มาของคำวินิจฉัย ของศาลรัฐธรรมนูญ ที่ ๔/๒๕๖๔ ซึ่งหลายท่านได้กล่าวอ้างไปแล้ว ในครั้งนั้นพรรคเพื่อไทย ได้นำเสนอขอแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๕๖ เพื่อจัดตั้ง สสร. โดยให้ สสร. มาจาก การเลือกตั้งของประชาชน จำนวน ๒๐๐ คน และมีคณะกรรมาธิการมายกร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่ ร่างของพรรคเพื่อไทยในขณะนั้นขอทำใหม่ทั้งฉบับโดยยกเว้นหมวด ๑ หมวด ๒ ขออนุญาตที่จะกราบเรียนท่านประธานว่าในขณะเดียวกันก็มีร่างของพรรคพลังประชารัฐ ในขณะนั้น ขอประทานโทษที่ต้องเอ่ยถึงชื่อพรรคนะครับ ก็นำเสนอว่าขอแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เหมือนกัน สาระตรงกันก็คือว่ายกเว้นหมวด ๑ หมวด ๒ ในขณะเดียวกันก็แตกต่างกันคือว่าของพรรคเพื่อไทยนั้นเลือกตั้ง สสร. ทั้งหมด ของพรรค พลังประชารัฐในขณะนั้นบอกว่าเลือกตั้ง สสร. ๑๕๐ คน ที่เหลือมาจากรัฐสภา ๒๐ คน มาจากที่ประชุมอธิการบดี ๒๐ คน ที่ก้าวหน้าไปกว่านั้นคือขอให้มาจากนักเรียน นิสิต นักศึกษาด้วย ๒๐ คน อย่างนี้เป็นต้น ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนั้น ก็ต้องขอประทานโทษ พรรคอนาคตใหม่ในขณะนั้นซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้านกับพรรคเพื่อไทย ไม่ได้ร่วมลงชื่อด้วย เหตุผลที่ไม่ได้ร่วมลงชื่อผมอยู่ในเหตุการณ์ด้วย เพราะว่าร่วมคิดร่วมทำมาด้วยกัน ปัญหาใหญ่ก็คือว่าเมื่อพรรคเพื่อไทยยกเว้นหมวด ๑ หมวด ๒ พรรคอนาคตใหม่ในขณะนั้น ไม่เห็นด้วยจึงไม่ร่วมลงชื่อด้วย ท่านประธานครับ ในการเสนอร่างรัฐธรรมนูญขณะนั้น ไม่มีเรื่องคำถามประชามติ ขอย้ำนะครับ ไม่มีเรื่องคำถามประชามติ มีเพียงการขอแก้ไข มาตรา ๒๕๖ แล้วตั้ง สสร. ขึ้น เหตุที่ไม่มีประชามติเพราะว่าขณะนั้นเรื่องประชามติมีได้ตาม มาตรา ๒๕๖ ของรัฐธรรมนูญ กล่าวคือถ้าคุณแก้ไขรัฐธรรมนูญ วิธีแก้รัฐธรรมนูญแล้วต้องไป ทำประชามติ เพราะฉะนั้นต้องขอประทานโทษ ต้องขอท้วงติงการอภิปรายที่ผมได้ยิน เมื่อไม่นานมานี้ กล่าวอ้างถึงพรรคเพื่อไทย กล่าวอ้างถึงอดีตหัวหน้าพรรคว่าคำถามมันก็ เหมือนเดิม คำถามประชามติมันก็เหมือนเดิม มีถ้อยคำเหมือนเดิมหมด ทำไมครั้งนั้น ไม่คัดค้าน ครั้งนี้มาคัดค้าน ก็กราบเรียนว่าพรรคเพื่อไทยยังไม่เคยมีการตั้งคำถามประชามติ คราวที่แล้วเสนอร่างแก้ไขมาตรา ๒๕๖ เท่านั้น โดยเหตุนี้ก็ต้องชี้แจงทำความเข้าใจเพราะว่า มีการกล่าวอ้างถึงอดีตหัวหน้าพรรคผมว่าครั้งนั้นไม่คัดค้าน ครั้งนี้มาคัดค้านทำไม สรุปว่า ประชามติเกิดขึ้นครั้งนี้ครั้งแรกที่เราถกเถียงกันอยู่ในขณะนี้ เนื่องจากมีคำวินิจฉัยของ ศาลรัฐธรรมนูญ ที่ ๔/๒๕๖๔ เกิดขึ้น ท่านประธานครับ ในญัตตินี้ตั้งคำถามว่าท่านเห็นชอบ หรือไม่ว่าประเทศไทยควรมีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ทั้งฉบับแทนที่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ฉบับปัจจุบันโดยสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) ที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน พิจารณาจากญัตตินี้แล้ว ผมอ่านโดยละเอียดประกอบ ผมตีความแล้วก็เข้าใจตาม ลายลักษณ์อักษรที่ท่านเขียนในญัตติว่าท่านเสนอญัตติมาเพื่อให้สอดคล้องกับคำวินิจฉัย ที่ ๔/๒๕๖๔ โดยท่านไปตีความคำวินิจฉัยนี้ว่าการทำประชามติต้องเริ่มต้นจากการถาม ประชาชนเสียก่อน ก่อนที่จะมีญัตติเข้าสู่รัฐสภา พูดง่าย ๆ พอเริ่มต้นยกที่ ๑ ก็ถามประชาชน ก่อนเลยว่าท่านเห็นชอบไหม ควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยยังไม่มีญัตติเข้าสู่สภา ถ้าเป็น เช่นนี้ก็แปลว่าท่านเชื่อว่าการทำประชามตินั้นต้องทำ ๓ ครั้ง ครั้งที่ ๑ ก็คือถามประชาชน ตามคำวินิจฉัย ที่ ๔/๒๕๖๔ ครั้งที่ ๒ ก็คือแก้มาตรา ๒๕๖ ครั้งที่ ๓ เมื่อมีร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่แล้ว ขณะเดียวกันผู้เสนอญัตติอ้างมาตรา ๙ (๔) กฎหมายประชามติ ความหมาย ก็คือถ้าอ้างมาตรานี้มันก็คือสภานี้จะมีมติรับญัตติอย่างไรก็ตามทีไม่สิ้นสุด ต้องไปที่วุฒิสภา เพื่อให้เขามีมติให้สอดคล้องกับมติของสภาผู้แทนราษฎร ถ้าเขาไม่มีมติสอดคล้องกันก็แปลว่า ญัตติที่นำเสนอในวันนี้ตกไปไม่สามารถนำไปสู่รัฐบาลได้ ผมตั้งข้อสังเกตนะครับ ถ้าเราอ่าน กฎหมายประชามติดี ๆ แม้เราจะมีมติเป็นประการใดก็ตามที ทั้ง ๒ สภาก็ตามที แต่เขาไม่ได้บังคับรัฐบาลว่าต้องทำประชามติตามที่เราเสนอ เหตุผลสำคัญก็คือว่ารัฐบาล มีหน้าที่ที่จะต้องดูแลเรื่องงบประมาณ การทำประชามติแต่ละครั้งเป็นเรื่องของรัฐบาลที่ต้อง ใช้จ่ายเงินจำนวนมาก เพราะฉะนั้นถ้ารัฐบาลเขาไม่เห็นชอบกับมติของเราก็ไปทำอะไรไม่ได้ อันนี้คือปัญหา โดยรวมครับท่านประธานที่เคารพ ผมศึกษาเรื่องของรัฐธรรมนูญในขณะนี้ มันจะมีปัญหาความขัดแย้งกันอยู่ ๓ ประการ
ประการแรก ก็คือทำประชามติกี่ครั้ง ผมกราบเรียนไปแล้วว่าคนอ่าน คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญตอนท้ายเขาบอกว่าทำ ๒ ครั้ง แต่บางคนอ่านละเอียดเลย บอกว่าทำ ๓ ครั้ง อันนี้ก็เป็นเรื่องที่รัฐบาลกำลังพิจารณาว่าควรจะทำกี่ครั้ง
ประการที่ ๒ ก็คือแก้ไขทั้งฉบับเดียว มีความหมายเพียงใด บางท่านบอกว่า แก้ไขทั้งฉบับก็คือแก้ได้ทุกหมวด ทุกอะไรต่าง ๆ ก็ว่ากันไป แต่พรรคเพื่อไทยและพรรคร่วม รัฐบาลในขณะนี้หลายพรรคแก้ทั้งฉบับก็จริง แต่ข้อยกเว้นหมวด ๑ หมวด ๒ ที่เราขอยกเว้นนี้ ก็ขอมาตั้งแต่อดีตในการยกร่างคราวที่แล้ว หมวด ๑ ไม่มีอะไรมากครับ ส่วนใหญ่เขาไม่แก้ไข เหตุผลเพราะว่าประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียวจะแบ่งแยกมิได้ อำนาจ อธิปไตยเป็นของประชาชน ตรงนี้เคยแก้ในประวัติศาสตร์เหมือนกัน เมื่อก่อนใช้คำว่า อำนาจ อธิปไตยมาจากประชาชน เขาก็เปลี่ยนคำว่า มาจาก เป็น ของ ส่วนสถาบันพระมหากษัตริย์นั้น หมวดนี้ หมวด ๒ ก็ไม่แก้กันอยู่แล้ว เป็นที่รับรู้กันอยู่
ประการที่ ๓ ก็คือว่าเราควรจะมี สสร. มาจากการเลือกตั้งทั้งหมดหรือว่า บางส่วน อันนี้ความเห็นอย่างคราวที่แล้วที่ผมยกให้เห็นตอนต้น พรรคพลังประชารัฐ ก็บอกว่าขอสรรหามาบางส่วน ขอเอาตัวแทนนิสิต นักศึกษามาด้วย แต่ของเราก็บอกว่า เอาเลือกตั้งโดยตรงทั้งหมด แล้วแก้ปัญหาโดยไปตั้งคณะกรรมาธิการเอาจากผู้ทรงคุณวุฒิ ทั้งหลาย นี่คือความไม่ลงรอยกันในเรื่องของการทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ การทำประชามติ ท่านประธานครับ ขณะนี้ก็ทราบกันดีว่ารัฐบาลมีนโยบายแล้วก็ตั้งคณะกรรมการขึ้นมา เพื่อจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เพื่อทำประชามติ ขณะนี้อยู่ในระหว่างการศึกษา สิ่งที่เรา ได้จากรัฐบาลที่ผมฟังมาก็คือว่ารัฐบาลประสงค์จะทำประชามติ รัฐบาลประสงค์จะมี รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ผมก็คิดว่าก็เป็นนิมิตหมายที่ดีว่าให้รัฐบาลเขาศึกษาให้สะเด็ดน้ำว่า ควรจะเป็นอย่างไร แล้วเราก็รอดู ขณะเดียวกันเขาก็ไม่ติดขัดที่เราจะเสนอความเห็นทั้งหลาย ทั้งปวงไป แม้ว่าญัตติวันนี้อาจจะตกไป แต่ผมคิดว่าก็ไม่มีอะไรขัดข้องที่จะเสนอความเห็น ของเราไปให้รัฐบาลเขาพิจารณา จะเป็นเรื่องที่ว่าเราจะได้ตั้งความหวังว่าอนาคตไม่นาน เราจะมีการทำประชามติกัน อนาคตไม่นานเราจะมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่กัน อย่างนี้เป็นต้น ก็กราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพ ขอบพระคุณครับ