ธิษะณา ชุณหะวัณ กล่าวสนับสนุนการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ผ่านกระบวนการประชามติที่เป็นธรรม เสรี และเปิดกว้าง โดยเน้นความจำเป็นของการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน รวมถึงประชาชนทั้งในประเทศและต่างประเทศ พร้อมเรียกร้องให้แก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2560 ที่ก่อให้เกิดปัญหาทางการเมืองต่อเนื่อง ด้วยกระบวนการประชาธิปไตยที่โปร่งใสและเท่าเทียมทั้งสองฝ่าย
เรียนท่านประธาน ที่เคารพค่ะ ดิฉัน ธิษะณา ชุณหะวัณ สส. แบบแบ่งเขต กรุงเทพมหานคร เขต ๒ เขตปทุมวัน เขตสาทร และเขตราชเทวี วันนี้ดิฉันมาอภิปรายสนับสนุนญัตติของเพื่อนสมาชิกคุณพริษฐ์ วัชรสินธุ ในการทำร่างประชามติเกี่ยวกับการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ขอ Slide ค่ะ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Clip ภาพ)
สาเหตุและความสำคัญ ที่ต้องมีการทำประชามติ ดิฉันอาจจะไม่ต้องอภิปรายถึงเรื่องและเนื้อหาของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ที่มีหลักการขัดกับหลักประชาธิปไตย หรือที่เรียกว่าเป็นรัฐธรรมนูญลูกผสม ไม่ต้องอธิบายแล้ว เพราะเพื่อนสมาชิกก็ได้พูดไปหมดแล้วถึงที่มาของรัฐธรรมนูญที่มาจาก คณะรัฐประหาร ที่มาของ สว. ที่มาจากการแต่งตั้งโดย สนช. ที่มาขององค์กรอิสระ ที่มาจาก การแต่งตั้งโดย สนช. เช่นเดียวกัน มาจากคณะรัฐประหาร หรือ คสช. นั่นเองค่ะ ดิฉันก็จะ เริ่มที่เนื้อหาที่เกี่ยวกับการประชามติเลย ดิฉันขออภิปรายสนับสนุนประเด็น ของเพื่อนสมาชิกในการพิจารณาเห็นชอบ และแจ้งให้คณะรัฐมนตรีดำเนินการให้มี การออกเสียงประชามติเพื่อสอบถามความเห็นของประชาชนต่อการจัดทำรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่ การออกเสียงประชามติคือการนำนโยบายสำคัญในการนำร่างกฎหมาย หรือร่างรัฐธรรมนูญผ่านความเห็นชอบโดยประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยสูงสุด และเป็นการเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมการตัดสินใจในแนวทางการปกครอง ประเทศ หรือที่เรียกว่าเป็นประชาธิปไตยทางตรง หรือที่เรียกว่า Direct Democracy ตัวอย่างเช่นกรุงเอเธนส์สมัยกรีกโบราณซึ่งเป็นต้นแบบของระบอบประชาธิปไตยทั่วโลก ที่เป็นประชาธิปไตยทางตรงนั่นเอง แต่ประเด็นปัญหาของประเทศไทยในการทำประชามติ อย่างเช่นในปี ๒๕๕๙ มีการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ดิฉันขอตั้งข้อสังเกต ดังต่อไปนี้ค่ะ ในกระบวนการการทำประชามติที่ดูเหมือนจะมีความไม่เป็นกลางเป็นอย่างยิ่ง อย่างเช่นการใช้ถ้อยคำในเอกสารเกี่ยวกับรายละเอียดและเนื้อหาในประชามติที่ส่งไปตาม ไปรษณีย์นั้นดูจะชักจูงไปฝั่งใดฝั่งหนึ่งมากจนเกินไป และเนื้อหาของประชามตินั้นเต็มไปด้วย คำศัพท์ที่เข้าใจยาก และอาจทำให้เกิดความสับสนในเชิงประเด็นและเนื้อหาที่สำคัญ ในการทำประชามติ หรืออีกประเด็นหนึ่งคือปัญหาในการปิดกั้นการทำประชาพิจารณ์ ซึ่งเพื่อนสมาชิกก็ได้อภิปรายไปหลาย ๆ ฝั่งแล้ว หรือการที่แสดงออกจากฝั่งผู้ที่เห็นต่าง กับการรณรงค์โหวต No เช่น ในกรณีของคุณจตุภัทร์ บุญภัทรรักษา หรือคุณไผ่ ดาวดิน ขออภัยที่เอ่ยนามนะคะ ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมเนื่องจากมีการแจกเอกสารอันมีเนื้อหา การแสดงความเห็นต่อการลงประชามติ และถูกฝากขังที่เรือนจำภูเขียว จังหวัดชัยภูมิ นี่เป็นตัวอย่าง ซึ่งยังมีอีกหลายกรณีที่ดิฉันไม่ได้เอ่ยถึงที่เป็นลักษณะคล้ายคลึงกัน ในหลัก ความเป็นจริงการทำประชามตินั้นควรจะเป็นการแสดงความเห็นได้อย่างเสรีเกี่ยวกับประเด็น ในการทำประชามติ เพราะเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่เราควรจะได้รับการปกป้องอยู่แล้วค่ะ และเมื่อเปรียบเทียบกับกรณีการทำประชามติในต่างประเทศที่ผ่านมาไม่นาน หรือที่ เรียกว่า A referendum on Scottish Independence ตัวอย่างในประเทศสกอตแลนด์ เมื่อวันที่ ๑๘ กันยายน ๒๕๕๗ ประชาชนชาวสกอตแลนด์สามารถแสดงความคิดเห็น เกี่ยวกับอนาคตและกำหนดแนวทางของประเทศของพวกเขาในหลาย ๆ บริบท โดยเฉพาะ ในการประกาศอิสรภาพออกจากสหราชอาณาจักรหรือรวมถึงเรื่องการเมือง สังคม และวัฒนธรรม ตามหลักแล้วกระบวนการนี้ทำให้ประชาชนได้เห็นว่ามีคุณค่าในการมีส่วนร่วม ในการตัดสินใจ และส่งเสริมพันธกรณี ไม่ว่าผลลัพธ์จะออกมาเป็นเช่นไรก็ตามค่ะ ฉะนั้น ควรกำหนดให้มีคณะกรรมการที่เป็นอิสระและเป็นกลาง ในขณะเดียวกันต้องสามารถสื่อสาร และโฆษณาได้อย่างเสรี
ในส่วนของฝ่ายการเมืองผู้มีส่วนได้ส่วนเสียย่อมมีอิสระในการเข้าร่วม อภิปรายแสดงความเห็นอย่างอิสระ ไม่มีการปิดกั้นใด ๆ และที่สำคัญบุคคลที่สามารถ เข้าร่วมลงประชามติได้ ตัวอย่างเช่นผู้ที่ออกมาใช้สิทธิประชามติในสกอตแลนด์อยู่ที่ ๘๔.๖๐ เปอร์เซ็นต์ ทั้งหมดนี้เป็นชาวสกอตแลนด์ที่อยู่หรืออาจจะไม่อยู่สกอตแลนด์ ในขณะนั้น หรือทั้งหมดนี้เป็นชาวสกอตแลนด์ที่เป็นเพียงผู้อยู่อาศัยในสกอตแลนด์มานาน แต่ยังไม่มี Citizen ด้วยซ้ำ หรือยังไม่ได้เป็นพลเรือนด้วยซ้ำ ในประเทศไทยเราเองอาจจะ ไตร่ตรองด้วยซ้ำว่าคนที่จะเข้าร่วมลงประชามติได้ควรรวมคนไทยที่อยู่นอกประเทศหรือไม่ หรืออีกอย่างที่พิจารณาก็คือผู้ที่อยู่อาศัยในประเทศไทยมานานหลายต่อหลายรุ่น แต่ยังไม่มี สถานะเป็นพลเมือง เราควรจะให้สิทธิคนกลุ่มนั้นในการลงประชามติด้วยหรือไม่ เพราะเขา ก็เป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเช่นเดียวกัน
ต่อมาในช่วงการลงประชามติ Brexit เป็นการลงประชามติเมื่อวันที่ ๒๓ มิถุนายน ๒๕๕๙ โดยสหราชอาณาจักรยังคงเป็นสมาชิกของสหภาพยุโรปต่อไปหรือไม่ ผลปรากฏว่า ๕๙.๑๐ เปอร์เซ็นต์ของผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงคะแนนเสียงให้สหราชอาณาจักร ต้องออกจากสหภาพยุโรป นี่ก็เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของสหราชอาณาจักรที่แสดงให้เห็นว่า การลงประชามติไม่ว่าผลลัพธ์จะออกมาเป็นอย่างไร แต่การทำประชามติสามารถทำให้ ประชาชนมีส่วนร่วมในระบอบประชาธิปไตยโดยตรงหรือเป็นประชาธิปไตยทางตรง และเมื่อพูดถึงการลงประชามติของชาวสกอตแลนด์และการทำประชามติ Brexit ทั้งสอง มีความเป็นกลางในด้านความอิสระสามารถที่จะรณรงค์ได้ทั้งฝ่ายที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ไม่มีใครถูกจับกุมขังคุก แม้ว่าเขาจะไปไกลถึงขั้นที่ว่าอยากจะประกาศอิสรภาพออกมา จากสหราชอาณาจักรก็สามารถที่จะมีการจัดทำประชามติได้อย่างไม่มีข้อกังขาใด ๆ และไม่มีใครห้ามที่ให้กระทำเช่นนั้นค่ะ การลงประชามติของ Brexit มีข้อสังเกตในด้านที่มี ความไม่เป็นกลางมากกว่าของสกอตแลนด์เนื่องจากมีการแทรกแซงทางการเมือง แต่เทียบไม่ได้เลยกับประเทศเราที่ไม่ได้เพียงแต่แทรกแซงทางการเมือง แต่เป็นการจับกุม คุมขัง เป็นการทำร้ายร่างกายผู้รณรงค์ อย่างที่เพื่อนสมาชิกได้อภิปรายไปก่อนหน้านี้ และผู้ที่รณรงค์โหวต No เรายังต้องเน้นย้ำในการสนับสนุนให้มีการรณรงค์อย่างเสรี ทั้ง ๒ ฝ่าย การเปิดพื้นที่ในฝ่ายที่เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยในการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่
ถัดไปค่ะ ความเป็นกลางในการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๙ ในไทยการทำประชามติได้จัดทำขึ้นโดยคณะกรรมการการเลือกตั้ง โดยกำหนดหลักเกณฑ์ และแนวทางในการจัดทำประชามติและมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ทำประชามติอย่างโปร่งใส ยุติธรรม และเป็นอิสระ อย่างไรก็ตามการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๙ มีข้อสังเกต ในด้านความไม่เป็นกลางอยู่หลายประการดังต่อไปนี้
๑. กระบวนการในจัดทำประชามติมีความโปร่งใสไม่เพียงพอ มีประชาชน จำนวนมากไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารที่เกี่ยวข้องกับประชามติได้อย่างเท่าเทียม
๒. กระบวนการจัดทำประชามติมีความยุติธรรมไม่เพียงพอ และดูเหมือน มีการแทรกแซงจากฝ่ายการเมืองหรือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
๓. กกต. มีความเป็นอิสระหรือไม่เป็นอิสระจากฝ่ายการเมือง หรือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เมื่อมองกลับมาการทำประชามติเรื่องรัฐธรรมนูญเหตุผลสำคัญที่ทำให้รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ เกิดขึ้นมาก็เนื่องจากมีความขัดแย้งทางการเมือง แต่สุดท้ายแล้วรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ สร้างปัญหาทางการเมืองมากมาย มีคนออกมาประท้วงตั้งแต่ปี ๒๕๖๓ เป็นต้นมาให้แก่ ประเทศมาเกือบ ๖ ปีแล้ว ทุกคนน่าจะรับรู้และเข้าใจกันมาตลอดเกี่ยวกับปัญหา ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ นี้ การแก้ไขรัฐธรรมนูญจึงเป็นสิ่งสำคัญและมีความชอบธรรม และนั่นคือสิ่งที่รัฐบาลนี้ควรมีความเห็นชอบกับญัตตินี้ที่มอบอำนาจประชาธิปไตยทางตรง ให้กับประชาชนในการจัดทำประชามติเพื่อร่างรัฐธรรมนูญ โดย สสร. ที่มาจากการเลือกตั้ง โดยตรง และรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง หรืออย่างที่อับราฮัม ลินคอล์น กล่าวว่า Democracy is a rule of the people, for the people and by the people. หรือกล่าวว่าระบอบประชาธิปไตยคือกฎเกณฑ์ที่มาจากประชาชน โดยประชาชน เพื่อประชาชน
สุดท้ายนี้ ดิฉันอยากขอให้ฝ่ายบริหารได้เข้าใจและคำนึงถึงประเด็นปัญหา ตรงนี้ดังที่ดิฉันกล่าวไปคือ ความเป็นกลางในกระบวนการทำประชามติจำเป็นต้องเปิดพื้นที่ ให้ทุกฝ่ายได้แสดงความเห็นอย่างเสรีค่ะ เพราะที่ผ่านมาอย่างที่กล่าวไปข้างต้นรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ สร้างปัญหาไปมากเพียงพอแล้ว ทางออกที่ดีที่สุดดิฉันว่าถึงเวลาแล้วที่จะมอบ อำนาจให้แก่ประชาชนโดยตรงในการทำประชามติ หวังว่าท่านจะไม่ปิดโอกาสของประชาชน ที่จะได้มีรัฐธรรมนูญใหม่เฉกเช่นเดียวกับที่พวกท่านได้หาเสียงไว้ค่ะท่านประธาน กราบขอบพระคุณค่ะ