นพดล สนับสนุน สสร. ผ่านประชามติ ย้ำปรึกษาทุกฝ่ายเพื่อความร่วมมือ

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๖ · ๒๕ ตุลาคม ๒๕๖๖

นพดล ปัทมะ หารือการแก้ไขรัฐธรรมนูญผ่านการตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) โดยสนับสนุนการทำประชามติและเสนอให้รัฐสภาพิจารณาญัตติ พร้อมเน้นย้ำความจำเป็นในการปรึกษาหารือกับทุกภาคส่วนเพื่อความร่วมมือและประสิทธิผลของกระบวนการ ขณะเดียวกันชี้แจงจุดยืนไม่สนับสนุนการแก้ไขหมวด ๑ และหมวด ๒ ของรัฐธรรมนูญ และเสนอให้รอผลการพิจารณาของคณะกรรมการรัฐบาลก่อน เพื่อให้การจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่เป็นไปอย่างรอบคอบ สอดคล้องกับเจตนารมณ์ประชาธิปไตย และลดอุปสรรคจากดุลยพินิจของวุฒิสภาและคณะรัฐมนตรี

นายนพดล ปัทมะ แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม นพดล ปัทมะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ เมื่อ ๒๗ ปีที่แล้วเมื่อผมเป็น สส. สมัยแรกก็ได้มาอภิปรายในสภาเกี่ยวกับเรื่องการจัดทำ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ซึ่งขณะนั้นเข้าใจว่าเป็นมาตรา ๒๑๑ ซึ่งต้องให้เครดิตกับรัฐบาล ในขณะนั้นคือ ฯพณฯ บรรหาร ศิลปอาชา และสภาในขณะนั้นได้ผลักดันจนมีการเลือกตั้ง สสร. วันนี้ ๒๗ ปีผ่านไปก็ต้องมาอภิปรายประเด็นเรื่องรัฐธรรมนูญอีกครั้งหนึ่ง ท่านประธาน ที่เคารพครับ วันนี้ผมจะไม่เสียเวลาท่านประธานเพื่อมาอภิปรายว่าเนื้อหาของรัฐธรรมนูญ ฉบับปี ๒๕๖๐ นั้นไม่เป็นประชาธิปไตยอย่างไร วันนี้ผมจะไม่มาอภิปรายว่าเนื้อหา รัฐธรรมนูญในอุดมคติควรจะมีเนื้อหาในเรื่องใดบ้าง และวันนี้คงจะไม่มาอภิปรายว่า พรรคการเมืองได้มีจุดยืนเรื่องประชาธิปไตยมั่นคงกว่ากัน เพราะเรื่องนั้นก็คงจะสามารถ ตรวจสอบดูได้จากการดำเนินการของพรรคการเมืองแต่ละพรรคในอดีต พรรคเพื่อไทยนั้น เคยพยายามเสนอกฎหมายร่างรัฐธรรมนูญเพื่อแก้ไขให้มี สสร. ๒ ครั้งที่มาจากการเลือกตั้ง ของประชาชนแต่ไม่สำเร็จนะครับ ซึ่งคงไม่มีเวลาที่จะมาอธิบายว่าไม่สำเร็จเพราะอะไร ในปี ๒๕๖๓ และปี ๒๕๖๔ เดือนสิงหาคมแล้วก็เดือนมิถุนายนแต่ก็ไม่สำเร็จ ผมคิดว่า ญัตติที่เสนอในวันนี้เป็นเรื่องที่ผมเห็นด้วยในหลักการว่าควรจะมีการทำประชามติเพื่อตั้ง สสร. ให้มาร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ อันนั้นผมเห็นด้วย แต่ประเด็นไม่ใช่ว่าเราควรจะมี สสร. หรือไม่ แต่ประเด็นเราจะแก้ไขกฎหมายให้สำเร็จได้อย่างไรมากกว่าที่เป็นประเด็นในขณะนี้ พรรคเพื่อไทยมีนโยบายมั่นคงชัดเจนในการเลือกตั้งที่ผ่านมา เมื่อวันที่ ๑๔ พฤษภาคม ๒๕๖๖ พรรคเพื่อไทยมีนโยบายว่าจะมีการตั้ง สสร. มาจากการเลือกตั้งของประชาชน มาจัดทำ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ นั่นเป็นนโยบายหรือเป็นสัญญาหาเสียงหรือ Eelectoral Pledge ของพรรคเพื่อไทย ซึ่งทันทีที่มีการประชุมคณะรัฐมนตรีครั้งแรกก็ได้มีมติการตั้งกรรมการ เพื่อมาศึกษาในการจัดทำประชามติเพื่อที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ ท่านประธานที่เคารพครับ มีบางคนบอกว่าการทำเช่นนั้นเป็นการซื้อเวลาหรือไม่ ซึ่งผมอยากกราบเรียนว่าประเด็น เรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นประเด็นที่มีการถกเถียงกันมาก แล้วก็มีความท้าทาย มีอุปสรรคค่อนข้างเยอะ เพราะฉะนั้นผมคิดว่าเรื่องนี้ถ้ามีการปรึกษาหารือกันจากภาคส่วน ต่าง ๆ ทั้งเอกชน สื่อมวลชน พรรคการเมือง วุฒิสภา ผมคิดว่าจะทำให้โอกาสในการแก้ไข รัฐธรรมนูญให้มี สสร. มีโอกาสประสบความสำเร็จมากที่สุดครับ ดังนั้นผมจึงมีความเห็นว่า การใช้เวลาเพิ่มเติมอีกไม่กี่สัปดาห์ ผมเข้าใจว่าท่านรองนายกรัฐมนตรี นายภูมิธรรม เวชยชัย ได้เคยให้สัมภาษณ์ว่าจะใช้เวลาไม่กี่เดือนและก่อนปีใหม่ ซึ่งเหลือเพียงประมาณ ๒ เดือนเท่านั้นเอง เดือนพฤศจิกายน เดือนธันวาคมควรจะต้องมี ข้อสรุป แล้วผมคิดว่าถ้าเกินกว่าปีใหม่ไปมากก็อาจจะถูกกล่าวหาว่าเป็นการซื้อเวลาได้ แต่ในขณะนี้ผมไม่เชื่อว่ารัฐบาลต้องการซื้อเวลานะครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ดูองค์ประกอบของคณะกรรมการที่รัฐบาลได้แต่งตั้งขึ้นก็มีองค์ประกอบหลายฝ่าย มีทั้งสื่อมวลชน มีทั้งตัวแทนพรรคการเมืองต่าง ๆ เข้าใจว่ามีวุฒิสมาชิกด้วย แล้วก็มี ภาคเอกชนด้วย รวมทั้งนักวิชาการ เพราะฉะนั้นผมมั่นใจว่าครั้งนี้รัฐบาลที่มีนายเศรษฐา ทวีสิน ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีเป็นผู้นำ เราจะมาสร้างประวัติศาสตร์ในการที่จะตั้ง สสร. แล้วก็มาร่างรัฐธรรมนูญที่คิดว่าเป็นประชาธิปไตยมากที่สุด ผมมั่นใจว่าตัวชี้วัดของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ มีความเป็นประชาธิปไตยมากพอสมควร แต่เราสามารถทำได้ดีกว่านี้ครับ เราก็มี วัตถุดิบ มีองค์ความรู้ในการจัดทำรัฐธรรมนูญมากที่สุดประเทศหนึ่งของโลก คิดว่าน่าจะทำ ได้ดี

ทีนี้มาถึงประเด็นความตั้งใจของรัฐบาลซึ่งผมไม่มีข้อสงสัยใด ๆ เลย วันนี้ผมลุกขึ้นมาอภิปรายนี่ผมเห็นด้วยในการทำประชามติ อยากจะกราบเรียนท่านประธาน และพี่น้องประชาชนที่ติดตามการอภิปรายว่าพรรคเพื่อไทยมีจุดยืนมั่นคงแน่วแน่สนับสนุน เดินหน้าทำประชามติเพื่อจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่โดยมี สสร. ที่มาจากการเลือกตั้ง ของประชาชนในการทำให้บ้านเมืองเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น หวังว่าในวันพรุ่งนี้การพาดหัว ก็คงจะไม่บอกว่ารัฐบาลหรือพรรคร่วมรัฐบาลคว่ำญัตติเพื่อที่จะขวางการทำประชามติ คงไม่ใช่เช่นนั้นนะครับ ผมอยากจะกราบเรียนว่าความท้าทายในญัตติของวันนี้มันมีอยู่ ๒-๓ ประเด็นที่อาจจะไม่ผ่านและไม่บรรลุผล

ประเด็นแรก ก็คือว่าการเสนอญัตติเพื่อขอความเห็นชอบจากรัฐสภาเพื่อส่ง ให้คณะรัฐมนตรีทำประชามติตามมาตรา ๙ (๔) ของ พ.ร.บ. การออกเสียงประชามตินั้น นี่มันไม่ใช่เสียงของสภาผู้แทนราษฎร มันเป็นมติของรัฐสภา ซึ่งผมเข้าใจว่าถ้าใช้คำเช่นนั้น คงจะต้องไปขอความเห็นชอบจากวุฒิสภาอีกครั้งหนึ่ง เราลองคิดดูสิว่าญัตตินี้จะผ่าน หรือได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภาหรือไม่ นั่นเป็นประเด็นแรก

ประเด็นที่ ๒ ถ้าสมมุติว่ารัฐสภามีความเห็นชอบแล้วส่งญัตตินี้ไปให้ คณะรัฐมนตรีพิจารณาเพื่อทำการออกเสียงประชามติ คณะรัฐมนตรีก็ยังมีดุลยพินิจ หรือ Descretion ในการที่จะพิจารณาว่าจะเห็นชอบหรือไม่ อันนั้นก็ยังเป็นความท้าทาย ขั้นตอนที่ ๒

ประเด็นที่ ๓ คณะรัฐมนตรีในขณะนี้ได้แต่งตั้งคณะกรรมการเพื่อศึกษา หาแนวทางการทำประชามติอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นผมคิดว่าการเสียเวลาเพิ่มขึ้นอีกไม่กี่สัปดาห์ ผมใช้เวลาเป็นสัปดาห์ ไม่ใช่เวลาเป็นเดือนครับ ก็ไม่น่าจะเป็นการซื้อเวลาหรือเสียเวลามาก จนเกินไปสำหรับการหาฉันทานุมัติ หาความเห็นชอบ หาการมีส่วนร่วม ของทุกภาคส่วน ในการที่จะผลักดันเรื่องนี้ต่อไปนะครับ

ผมคิดว่าประเด็นสำคัญที่คงจะต้องทำความเข้าใจกับท่านประธานสภา และท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติในขณะนี้ พรรคเพื่อไทยเคยเสนอให้มี สสร. ๒ ครั้งในปี ๒๕๖๓ และปี ๒๕๖๔ ในเนื้อหาของการแก้ไขมาตรา ๒๕๖ พรรคเพื่อไทยเขียนไว้ชัดเจนว่า เราจะไม่แก้ไขหมวด ๑ และหมวด ๒ ของรัฐธรรมนูญ ถ้าท่านประธานกรุณาพิจารณา ญัตติที่เรากำลังพิจารณาอยู่ในขณะนี้จะเห็นว่าคำถามในการออกเสียงประชามติค่อนข้างกว้าง เพราะฉะนั้นก็คือการจัดทำรัฐธรรมนูญทั้งฉบับโดยไม่มีกรอบใด ๆ ซึ่งท่านจะให้เหตุผลว่า คุณกลัวอะไรในเมื่อตัวแทนจากประชาชนจะเป็นคนเลือก สสร. ก็ให้เขามีเสรีภาพในการร่าง แต่จุดยืนที่มั่นคงของพรรคเพื่อไทยก็คือพรรคจะไม่แก้ไขหมวด ๑ และหมวด ๒ ของรัฐธรรมนูญ นั่นเป็นประเด็นที่ชัดเจนที่เห็นแตกต่างกันในแง่ของคำถาม

ประเด็นที่ ๒ ผมเห็นว่าโอกาสที่ญัตตินี้จะประสบความสำเร็จก็จะต้องฝ่าฟัน หรือจะต้องข้ามความท้าทาย ๒-๓ เรื่องอย่างที่บอก ความเห็นชอบจากวุฒิสภาจะต้องไปให้ คณะรัฐมนตรีพิจารณา ซึ่งคณะรัฐมนตรีมีดุลยพินิจในการที่จะไม่เห็นชอบด้วย ซึ่งเรื่องนั้นก็เป็น ความท้าทายและโอกาสจะประสบความสำเร็จผมคิดว่าไม่ค่อยมากนะครับ เพราะฉะนั้น ผมก็เลยเห็นว่าการที่เราจะรอเวลาสักประมาณไม่กี่สัปดาห์หรือไม่เกิน ๒ เดือนที่จะให้ คณะกรรมการที่รัฐบาลได้แต่งตั้งขึ้นมาได้พิจารณาสอบถามความคิดเห็นอย่างรอบคอบ น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี ที่เรามีโอกาสที่จะผลักดันการแก้ไขรัฐธรรมนูญ จัดทำร่างรัฐธรรมนูญ ทั้งฉบับมี สสร. ไปร่างรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ ผมมั่นใจว่าพรรคเพื่อไทยตั้งใจจริงในการที่จะให้มี สสร. มาจากการเลือกตั้งของประชาชนไปแก้ไขรัฐธรรมนูญทำให้บ้านเมืองเป็นประชาธิปไตย มากขึ้น แล้วผมมีความมั่นใจว่าสัญญาที่เราให้ไว้กับพี่น้องประชาชนในครั้งนี้เราจะทำตาม โดยไม่บิดพลิ้ว แล้วก็มั่นใจว่าเมื่อเวลามาถึงเราคงจะได้มีการอภิปรายอีกครั้งหนึ่งว่าเนื้อหา ของการแก้ไขหรือร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญของรัฐบาลหรือของพรรคการเมืองต่าง ๆ จะเป็นอย่างไร ขอบคุณท่านประธานที่เคารพครับ