ทรงยศ เปิดมุมมองแก้รัฐธรรมนูญตามมาตรา 256 (8)

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๖ · ๒๕ ตุลาคม ๒๕๖๖

ทรงยศ รามสูต หารือประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยเฉพาะตามมาตรา 256 (8) โดยเสนอให้พิจารณาการจัดทำร่างใหม่ทั้งฉบับผ่านสภาร่างรัฐธรรมนูญที่มาจากการเลือกตั้งทั้งหมด พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงต้นทุนสูงของประชามติและวังวนการฉีกรัฐธรรมนูญซ้ำจากความขัดแย้งทางอำนาจ เสนอให้ทบทวนบทบาทของนักการเมือง ประชาชน และสถาบันต่าง ๆ โดยใช้ประสบการณ์ส่วนตัวและครอบครัวสะท้อนวิวัฒนาการการเมืองไทยเพื่อสร้างรัฐธรรมนูญที่มั่นคงยั่งยืน

นายทรงยศ รามสูต น่าน

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ เพื่อนสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ผม ทรงยศ รามสูต สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดน่าน พรรคเพื่อไทย จากญัตติที่เพื่อนสมาชิกได้อภิปรายเมื่อสักครู่ผมเชื่อว่าสมาชิกทุกคน ยอมรับว่ารัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันมันไม่เป็นประชาธิปไตย มันสมควรจะต้องมีการแก้ไข แต่ว่าสิ่งที่ยังถกเถียงกันอยู่เราจะแก้หมวดไหนบ้าง ประเด็นใดบ้าง ตอนนี้ยังเถียงกันอยู่ โดยเฉพาะหมวด ๑ หมวด ๒ ความเห็นยังต่าง ซึ่งเป็นสาระสำคัญของญัตติที่เพื่อนสมาชิก เสนอว่าขอแก้ทั้งฉบับ

ประเด็นที่ ๒ คนที่จะมาแก้ สสร. เพื่อนสมาชิกนำเสนอว่าควรจะมาจาก การเลือกตั้ง ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ตอนนี้ก็เท่าที่ผมทราบก็ยังถกเถียงกันอยู่ว่าควรจะมาจาก แหล่งใดบ้าง

ประเด็นที่ ๓ เนื่องจากจะต้องแก้รัฐธรรมนูญตามมาตรา ๒๕๖ (๘) เขาบอกว่าจะต้องทำประชามติ ทำประชามติแต่ละครั้งต้องใช้งบประมาณไม่ต่ำกว่า ๕,๐๐๐-๖,๐๐๐ ล้านบาท เพราะฉะนั้นเราต้องรอบคอบเงิน ๕,๐๐๐-๖,๐๐๐ ล้านบาท เงินภาษีของประเทศ แล้วอย่างที่เพื่อนสมาชิกอภิปรายอย่างน้อยทำประชามติ ต้องไม่น้อยกว่า ๒ ครั้ง ครั้งแรกตอนจะแก้มาตรา ๒๕๖ (๘) ครั้งที่ ๒ รัฐธรรมนูญเสร็จ แล้วก็ไม่แน่ว่าจะมีครั้งที่ ๓ หรือเปล่าซึ่งได้ทราบว่าทางรัฐบาลก็ตั้งคณะทำงานมาพิจารณา เพื่อความรอบคอบ ซึ่งการแก้ไขรัฐธรรมนูญนี้ประเทศไทยเรามีรัฐธรรมนูญค่อนข้างจะมาก เพราะฉะนั้นเราก็ทราบมีวงจรที่ไม่ปกตินะครับ มีปัจจัยอยู่ ๔ อย่างที่ทำให้รัฐธรรมนูญนี้ มีปัญหา อันดับแรก นักการเมืองคือพวกเรา อันดับที่ ๒ คนที่อยากมีอำนาจ แต่ไม่อยากลงมา เล่นการเมือง แต่ไม่อยากถูกตรวจสอบ อันดับที่ ๓ ประชาชนที่จะเลือกตัวแทนของเขา ผ่านชุดข้อมูลที่เขาได้รับ ณ ขณะนั้น อันดับที่ ๔ รัฐธรรมนูญซึ่งมันจะบังคับใช้ได้แต่เฉพาะ ในส่วนของนักการเมืองและประชาชน ส่วนฝ่ายที่ต้องการอำนาจเขาไม่พอใจก็ฉีกอยู่เรื่อย และในการฉีกรัฐธรรมนูญแต่ละครั้งข้ออ้างที่ใช้สม่ำเสมอคือเกิดความแตกแยก มีการทุจริต คอร์รัปชัน หลัง ๆ เพิ่มหมิ่นสถาบัน ซึ่งในอดีตที่ผ่านมาลึก ๆ ที่แท้จริงบางครั้งไม่แน่ใจว่า จะมีการเปลี่ยน ผบ.ทบ. หรือเปล่า เป็นการแย่งชิงอำนาจระหว่างหลายฝ่าย เพราะฉะนั้น ผมก็เลยนำเสนอว่าก่อนที่เราจะมาแก้รัฐธรรมนูญ เรามาดูวิวัฒนาการของ ๔ กลุ่มนี้ มันเกิดขึ้นตั้งแต่อดีตเป็นอย่างไรเพื่อมาแก้ไขในปัจจุบันไปสู่อนาคต ผมไม่ได้เข้าสู่สภานี้มา ๓๑ ปี แต่ผมก็ติดตามการเมืองมาโดยตลอดตั้งแต่สมัยผมยังเด็กนะครับ ปี ๒๔๙๑ คุณตาผม เป็น สส. ของจังหวัดหนองคาย คุณตาเล่าว่านักการเมืองสมัยก่อนมีอยู่ ๒ ฝ่ายแค่นั้น ฝ่ายที่อยู่เคียงข้างประชาชนกับฝ่ายที่อยู่ฝั่งรัฐ สมัยปิดประชุมนักการเมืองนอนบ้านไม่ได้ เพื่อนคุณตาหลายคนเสียชีวิต เวลามีปัญหาช่วงปิดประชุมหนีไปหนองคาย ท่านส่งไปลาว กลับมาก็เรียบร้อย เพราะฉะนั้นคราวก่อนนักการเมืองในอดีตสามารถเลือกได้ ๒ ฝ่าย อยู่ฝั่งชาวบ้าน แต่ถ้ายอมอยู่ฝั่งรัฐก็อาจจะได้รับปูนบำเหน็จบางทีได้เป็นเสนาบดี นักการเมืองก็พัฒนาไปเรื่อย มีการปฏิวัติฉีกรัฐธรรมนูญ ซึ่งคนที่ฉีกก็เป็นคนที่มีอำนาจทั้งคู่ ไม่ใช่ประชาชนนะครับ การเมืองพัฒนามาเรื่อย ผมจำได้ปี ๒๕๑๙ เป็นนักเรียนตามคุณตา ไปหาเสียงในเขตบึงกาฬ ดงสีชมพู วันนั้นจำได้พบเจอชาวบ้านจอดรถปุ๊บอาวุธพร้อมครบ หนุ่มสาวล้อมรถเต็มเลย หลังจากคุยกันทราบว่าเขาถูกรัฐบาลว่าเป็นความเห็นต่าง ผลักดันไปอยู่ในป่า เขาแสดงความจริงใจ พอเขารู้ว่าเป็นนักการเมืองเขาพอใจ นี่เป็นข้อมูล ที่รัฐให้ประชาชนนะครับ ก็กลับมา แต่โชคดีหลังจากนั้นทราบว่าถ้าวันนั้นขับรถผ่านสภา ชีวิตผมและครอบครัวคงไม่เหลือ เพราะว่าเราขับรถแลนด์สีเขียว ต่อมานี้ผมได้ศึกษา การพัฒนาการเมืองผ่านครอบครัวผมที่ลงสมัครเป็น สส. ไม่ว่าแม่ผม น้าผมที่จังหวัดหนองคาย พ่อผมที่จังหวัดเชียงใหม่ พ่อตาผมและพี่สาวภรรยาที่จังหวัดน่าน ผมเห็นการวิวัฒนาการ ทางการเมืองต่อมา ไม่ว่าสมัยก่อนนักการเมืองเริ่มต้นด้วยให้ส่วนรวม จากส่วนรวมมาสู่ ส่วนตัว จากส่วนตัวมีโรคร้อยเอ็ดระบาดสมัยอดีตการใช้เงินได้ผล ทำให้ระบาดกันไปหนักมาก ทำให้นักการเมืองเริ่มมีปัญหา แต่คนก็สงสัยว่าความดีมันเป็น อย่างไร ช่วยได้ไหม ผมก็ศึกษาจากคุณตาผมอีกคนที่เป็นน้องยาย จากเสรีไทยมาเป็น ท่านทูต แล้วเป็นปลัดกระทรวง เป็นรัฐมนตรี เป็น สส. ท่านดึงงบจากต่างประเทศมาทำ เขื่อนน้ำโมงที่บ่อ หนแรกชนะถล่มทลาย แต่พอหนที่สองพอการเงินแจกจ่ายกันเยอะ ผมเข้าใจสัจธรรมเลยว่าความดีมันมีอายุความนะครับ หลังจากนั้นเองผมก็ได้เข้าสู่แวดวง การเมืองในปี ๒๕๒๙ อายุ ๒๕ ปี ฟันน้ำนมทางการเมืองยังไม่เกิดเลย เพราะฉะนั้นผมก็ได้ เรียนรู้มันมีการใช้เงินใช้ทองกันเยอะ แล้วผมก็เลยเห็นสัจธรรมว่าความดีมันมีมูลค่าของมัน ถ้าเงินไม่มากเรายันอยู่ระดับกระเป๋าเจมส์บอนด์ แต่ถ้าเงินมาเยอะแบบกระเป๋าเสื้อผ้า เอาไม่ไหว ผมชื่นชมนักการเมืองจากหลายพรรค หลายภาค หลายจังหวัด ที่ยืนหยัดสู้กับ พวกที่ใช้เงินในการซื้อสิทธิขายเสียง ทำให้ภาพพจน์ของสภานี้มันไม่ดีนะครับ แต่ตอนหลัง ผมก็ทราบว่าหลายคนที่สู้ ก็เลยเห็นสัจธรรมอีกข้อหนึ่งว่าความดีไม่พอ ความดีต้องมีปลายนวม สู้กับพวกนี้ จนกระทั่งปี ๒๕๔๘ ผมเริ่มเห็นแสงสว่างในการพัฒนาประชาธิปไตยขึ้น พรรคการเมืองพรรคหนึ่งที่ชนะการเลือกตั้งเมื่อปี ๒๕๔๔ นโยบายที่เขาชูเขาทำได้ เป็นนโยบายที่ชาวบ้านพอใจ เพราะฉะนั้นปี ๒๕๔๘ ถึงคนจะถือเงินมาขนาดไหนก็ไม่อาจจะ ซื้อเสียงชาวบ้านได้ แล้วพรรคนี้ก็ครองใจชาวบ้านมาโดยตลอด ผมจะไม่เอ่ยชื่อผู้นำพรรค เพราะว่าลายเซ็นท่านอยู่ที่ Necktie ผม ท่านทักษิณ ชินวัตร ผมใส่ตลอด นอกจากนั้น เมื่อพรรคนี้ครองใจมาก่อนก็ถูกต่อต้านจากภาครัฐมีวิบากกรรมโดนยุบพรรคโดนอะไรสารพัด แล้วผมเห็นการพัฒนาการเมืองชัดขึ้นในวันที่ ๑๔ พฤษภาคม การเลือกตั้งที่ผ่านมา ต้องยอมรับว่ากลุ่มการเมืองที่มีอำนาจรัฐที่มีเงินไม่สามารถซื้อเสียงคนไทยได้เกินครึ่ง ของประเทศ พรรคการเมืองหลายพรรคมีชุดความรู้ ให้ข้อมูลกับพี่น้องประชาชนว่า อยากเปลี่ยน อยากเปลี่ยน อยากเปลี่ยนโครงสร้าง ซึ่งผลก็ออกมาว่าอยากเปลี่ยนจริง ๆ แต่เนื่องจากกลไกของรัฐธรรมนูญปัจจุบันเป็นรัฐธรรมนูญฉบับที่ไม่มีความมั่นใจ ในการตัดสินใจของประชาชน จะมีสภาพี่เลี้ยงมาควบคุมการตัดสินใจไม่ให้ไปในทิศทางใด ทิศทางหนึ่ง เพราะฉะนั้นโครงสร้างที่ประชาชนคาดหวังเป็นไปไม่ได้ แต่ก็ยังดีเรายังปรับ โครงสร้างได้บางส่วนในรัฐบาลปัจจุบัน ซึ่งปัญหาต่าง ๆ เหล่านี้ที่เกิดขึ้นในรัฐธรรมนูญ ฉบับปัจจุบันนี้ถ้าโทษนะครับ ผมก็อาจจะโทษว่าพรรคไทยรักไทยกับพรรคพลังประชาชน มีส่วน ทำไมผมถึงว่าอย่างนั้น เพราะปี ๒๕๔๙ เกิดรัฐประหารตอนนั้นเขาเขียนกฎหมาย ไว้เลยว่าให้มีผลย้อนหลังกำหนดโทษไปตัดสิทธินักการเมืองที่มีคดีรออยู่ ๕ ปี เมื่อสักครู่ คุยกับ Whip ว่าขอ ๑๐ นาที ไปตัดสิทธิ แล้วก็มั่นใจว่าคุยกับกลุ่มการเมืองไปได้ ซึ่งผล ปรากฏว่าผลการเลือกตั้งพรรคพลังประชาชนภายใต้ Gene ของพรรคไทยรักไทย ชนะการเลือกตั้ง หลายคนพูดว่าครั้งนั้นมันปฏิวัติเสียของ เพราะฉะนั้นพอปี ๒๕๕๗ มีการปฏิวัติมันก็เลยเป็นที่มาของการร่างรัฐธรรมนูญที่เราพูดกันว่ารัฐธรรมนูญร่างมา เพื่อพวกเรา ก็เลยมัดไว้หลายอย่างนะครับ อย่างเช่นในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ให้ สว. ที่ตอนนั้นทำประชามติว่าจะบอกว่ามาจากสภาพี่เลี้ยงมาจากหลากหลายอาชีพ สุดท้าย ก็มาจากข้าราชการที่มีประสบการณ์ด้านความมั่นคงมากำหนดทิศทาง มัดแค่นั้นไม่พอ ยังกำหนดไว้ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา ๒๕๖ (๓) กับ (๖) เสียง สส. ไม่พอ เสียงข้างมาก ต้องมีเสียง สว. ไม่น้อยกว่า ๑ ใน ๓ ผมจำได้สภาชุดที่แล้วช่วงที่กระแสแรง คนอยากแก้รัฐธรรมนูญช่วงแรกวาระ ๑ สว. สส. เห็นด้วยหมด พอเสียงของประชาชน เริ่มแผ่ววาระ ๓ ปรากฏว่าแม้ สส. จะเห็นด้วยเกือบ ๕๐๐ แต่ สว. เห็นด้วยไม่ถึง ๘๐ รัฐธรรมนูญนั้นก็ไม่ผ่าน แสดงให้เห็นว่า สว. จาก ๘๐ คนมีเสียงมากกว่า สส. ซึ่งมาจาก พี่น้องประชาชน ๕๐๐ คน เลือกตั้งมาใหม่ ๆ ผมอยากจะแก้จุดนี้ ปรากฏว่าติดที่ มาตรา ๒๕๖ (๘) บอกว่าถ้าจะแก้หมวด ๑๕ ต้องทำประชามติอย่างเดียว เพราะฉะนั้น ผมก็คิดว่าการจะทำประชามติเราต้องรอบคอบ เพราะว่ารัฐธรรมนูญเขาเขียนมัดไว้หลายปม เราจะแก้ไขปัญหาต่าง ๆ เราต้องรอบคอบ ที่เพื่อนสมาชิกเสนอมาหลายอย่างดีนะครับ แต่เพื่อความรอบคอบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งรัฐธรรมนูญประเด็นไหนที่เราควรจะแก้ ในส่วน ของ สสร. ผมฟัง สว. เขาอภิปรายว่าเขาไม่เห็นด้วยที่จะตั้ง สสร. ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ เขาบอกว่ามันเหมือนตีเช็คเปล่า ในกระแสสังคมที่เลือกตั้งมาตอนนี้ไม่รู้จะไปทิศทางใด บางส่วนผมก็ต้องรับฟังความคิดเห็นก็เป็นจริงนะครับ ผมว่าถ้าตั้งมา ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นผมเองก็อาจจะนำเสนอซึ่งต่างจากเพื่อนสมาชิก ซึ่งได้ทราบข่าวว่ารัฐบาลเอง ก็มีนโยบายรับเป็นการศึกษาในเรื่องของประชามติ ในเรื่องของรัฐธรรมนูญ ผมคิดว่าตัวผู้ร่าง สสร. น่าจะมาจาก สส. เรา ๕๐๐ คน ตั้งตัวแทนเข้าไปเลย ๑๕๐ คน เพราะว่าถ้าเราตั้ง รัฐธรรมนูญโดยผ่าน สสร. นี่มันไม่ผ่านสภานะครับ ไปรับฟังความคิดเห็นของชาวบ้าน ซึ่งการรับฟังความคิดเห็นของชาวบ้านที่ผ่านมามันเป็นแค่พิธีกรรม หลายครั้งเขามีธงอยู่แล้ว มีแต่ชาวบ้านมาระบาย สุดท้ายก็เอาตามเดิม เพราะฉะนั้นไม่เกิดประโยชน์ เพราะฉะนั้น ผมจึงบอกว่าถ้าร่างรัฐธรรมนูญทุกที เราต้องเอามาจากทุกส่วน ไม่ว่าจะจาก สส. ทั้ง ๕๐๐ คน เราส่งตัวแทนเราไปเสนอความเห็น จาก สว. ให้เป็นพี่เลี้ยงเขาระแวงระวัง ก็ส่งตัวแทนไปสัก ๒๐ คน ๓๐ คน ๕๐ คน และจากการเลือกตั้งก็ตั้งมาเลย ๒๐๐-๓๐๐ คน เอา ๔๐๐-๕๐๐ คนมาพิจารณา ผมว่าถ้าอย่างนี้เราจะได้คนจากหลากหลาย เพราะฉะนั้น จากข้อมูลที่ผมนำเสนอ ณ วันนี้ก็ฝากให้เพื่อนสมาชิกได้พิจารณา ส่วนญัตติที่เพื่อนสมาชิก เสนอมา เห็นด้วยในหลักการ แต่ว่าไม่เห็นด้วยในรายละเอียดและวิธีการเพราะรัฐบาล ก็จะดำเนินการอยู่แล้ว และเพื่อความรอบคอบจึงเสนอข้อมูลมาประกอบวินิจฉัย ขอบคุณครับ