พริษฐ์ วัชรสินธุ อภิปรายสนับสนุนการจัดประชามติเพื่อร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ โดยเน้นความสำคัญของการสะท้อนเจตจำนงประชาชนผ่านกลไกที่โปร่งใสและเป็นประชาธิปไตย พร้อมเสนอให้ สสร. มาจากการเลือกตั้งทั้งหมดเพื่อป้องกันการผูกขาดอำนาจ ขณะเดียวกันย้ำว่ากระบวนการนี้ไม่กระทบต่อระบอบการปกครอง และสามารถรับฟังความเห็นผู้เชี่ยวชาญได้ผ่านกรรมาธิการยกร่าง ทั้งยังเรียกร้องให้เปิดพื้นที่ถกเถียงในสภาเพื่อสร้างฉันทามติที่แท้จริงจากประชาชนก่อนการตัดสินใจขั้นสุดท้าย
ในเชิงการเมืองเรายอมรับได้ หากมีความจำเป็นต้องทำประชามติเพิ่มขึ้นมาจาก ๑ ครั้ง มาเป็น ๒ ครั้ง ก่อนจะมี สสร. ที่ผมพูดแบบนี้ครับท่านประธาน ก็เพราะตระหนักดีว่าหากเรายังคงยืนยันมุมมองทางกฎหมาย แบบเรา และเดินหน้าต่อไปในการยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับ สสร. เข้าสู่สภาเลย ก็อาจจะมีสมาชิกรัฐสภาบางส่วนที่ใช้อำนาจตนเองในการปัดตกร่างดังกล่าว เหมือนกับที่ พวกเขาเคยอ้างตอนปัดตกร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับ สสร. เมื่อเดือนมีนาคม ปี ๒๕๖๔ ด้วยการอ้างว่าต้องมีการทำประชามติ ๑ ครั้งก่อนจะเสนอร่างเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภา แต่ในทางกลับกันหากเรายอมจัดประชามติเพิ่มขึ้นมา ๑ ครั้งก่อนจะเสนอร่างเกี่ยวกับ สสร. เข้าสู่สภา ประชามติดังกล่าวจะไม่เพียงแต่จะเป็นวิธีที่ตรงไปตรงมาในการสอบถามพี่น้อง ประชาชนผู้ทรงอำนาจสูงสุดในประเทศว่าพวกเขาอยากเห็นรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ แต่หากประชาชนลงมติเห็นชอบกับการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ผลของประชามติดังกล่าว นั่นจะเป็นหลักประกันที่ทำให้ไม่มีสมาชิกรัฐสภาคนไหนมีเหตุผลหรือข้ออ้างใด ๆ ในการปัดตก เจตจำนงของพี่น้องประชาชน ตรงนี้เลยเป็นเหตุผลว่าทำไมวันนี้พรรคก้าวไกลเราถึงเสนอ ให้ริเริ่มกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ด้วยการจัดทำประชามติเป็นลำดับแรก
องค์ประกอบที่ ๓ หลักการและเหตุผลว่าทำไมเราถึงเสนอตัวคำถาม ประชามติให้เป็นไปตามที่ปรากฏอยู่ในญัตติ แม้ในอนาคตวันหนึ่งหลายพรรคอาจจะเห็น ตรงกันว่าเราต้องเดินหน้าด้วยการจัดทำประชามติ ท่านประธานครับ แต่ปิศาจอยู่ใน รายละเอียดเสมอ และรายละเอียดที่สำคัญของการจัดทำประชามติทุกครั้งคือตัวคำถาม ที่จะถูกถามในประชามติ ซึ่งเราเสนอในวันนี้ว่าควรเป็นคำถามที่ใช้ข้อความว่าท่านเห็นชอบ หรือไม่ว่าประเทศไทยควรมีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ทั้งฉบับแทนที่รัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๖๐ ฉบับปัจจุบัน โดยสภาร่างรัฐธรรมนูญ หรือ สสร. ที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรง ของพี่น้องประชาชน เหตุผลที่เราเสนอคำถามนี้มีทั้งหมด ๓ ประการด้วยกัน
เหตุผลประการที่ ๑ คำถามประชามติที่เราเสนอนั้นเป็นการถามประชาชน ถึงหลักการสำคัญเกี่ยวกับกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ผมตระหนักดีว่าเราคง ไม่สามารถถามรายละเอียดทั้งหมดผ่านคูหาประชามติโดยตรงกับพี่น้องประชาชนได้ แต่เกณฑ์ที่เราควรจะยึดถือนั่นก็คืออะไรก็ตามที่เป็นหลักการสำคัญที่เราอยากให้ การตัดสินใจอยู่ในมือของพี่น้องประชาชนโดยตรง สิ่งเหล่านั้นก็ควรจะถูกบรรจุในตัวคำถาม ประชามติ แต่อะไรก็ตามที่เป็นรายละเอียดปลีกย่อยที่เราพร้อมจะให้ตัวแทนของประชาชน มาถกเถียงและหาข้อสรุปกันในรัฐสภา สิ่งเหล่านั้นก็ไม่จำเป็นต้องรวมอยู่ในตัวคำถาม ของประชามติ ถ้าจะถามพรรคก้าวไกลว่าอะไรเป็นหลักการสำคัญที่ควรจะอยู่ในตัวคำถาม ประชามติ เราก็ต้องกลับมาตั้งหลักกันว่าเป้าหมายของทั้งหมดที่เรากำลังทำอยู่นี้ไม่ใช่เพียง การมีรัฐธรรมนูญใหม่ที่ใหม่แค่โดยชื่อครับท่านประธาน แต่ต้องเป็นรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่มีความชอบธรรมทางประชาธิปไตยและสะท้อนฉันทามติใหม่ของประชาชนทุกคนได้จริง ๆ พอเราตั้งเป้าหมายเป็นเช่นนั้นครับ เราจึงมองว่าหลักการที่สำคัญและควรถูกตัดสิน โดยพี่น้องประชาชนโดยตรงตั้งแต่วันแรกและบรรจุอยู่ในตัวคำถามประชามติจึงมีอยู่ ๒ หลักการด้วยกัน
หลักการที่ ๑ ที่ควรจะรวมอยู่ในคำถามประชามติคือหลักการเรื่องการร่าง รัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ ท่านประธานครับ ผมเข้าใจดีว่าประชาชนนั้นย่อมมีความเห็น ที่แตกต่างกันว่าส่วนไหนของรัฐธรรมนูญนั้นเป็นส่วนที่เขามองว่าเป็นปัญหาที่อยากจะเห็น การแก้ไข ดังนั้นหากเราต้องการให้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่นั้นโอบรับทุกความเห็นที่แตกต่างกัน ออกไปและแก้ไขปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองได้จริง เราก็ไม่ควรไปกำหนดคำถามประชามติ ที่ไปคิดแทนพี่น้องประชาชนว่าส่วนไหนควรแก้หรือไม่ควรแก้ แต่เราควรจะต้องเขียนคำถาม ประชามติที่เปิดกว้างต่อทุกความเห็น ผมต้องย้ำเช่นกันว่าการเปิดให้เนื้อหาทั้งฉบับ ของรัฐธรรมนูญนั้นถูกแก้ไขได้ไม่ได้หมายความว่าเนื้อหาทั้งหมดนั้นจะถูกแก้ไข เพราะหากมาตราใดในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ นั้นเป็นมาตราที่คนส่วนใหญ่มองว่าดีอยู่แล้ว ไม่ต้องแก้ไข มาตราเหล่านั้นก็ย่อมจะไม่ได้รับความเห็นชอบให้มีการแก้ไขอยู่ดี ในส่วนของ ข้อกังวลที่เพื่อนสมาชิกบางท่านอาจจะมีว่าการเปิดให้ร่างใหม่ทั้งฉบับนั้นจะนำไปสู่ผลกระทบ ต่อรูปแบบการปกครองหรือรูปแบบของรัฐหรือไม่ ผมก็ต้องย้ำอีกรอบหนึ่งว่าการร่าง รัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับนั้นไม่สามารถนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงเช่นนั้นได้อยู่แล้ว เพราะหาก เราไปเปิดดูรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ มาตรา ๒๕๕ ก็ได้กำหนดไว้ชัดว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ใด ๆ ก็ตามนั้นจะต้องไม่ทำ ๒ อย่าง นั่นก็คือข้อที่ ๑ ไม่เปลี่ยนแปลงการปกครองระบอบ ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และอย่างที่ ๒ คือไม่เปลี่ยนแปลงรูปแบบ ของรัฐ
หลักการที่ ๒ ที่ผมมองว่าควรจะถูกบรรจุอยู่ในตัวคำถามประชามตินั้นก็คือ หลักการว่า สสร. มาจากการเลือกตั้ง ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ในขั้นพื้นฐานหากเรายึดหลักการ ประชาธิปไตย ในเมื่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มีอำนาจในการมายกร่างกฎหมายทั่วไปนั้น ยังต้องมาจากการเลือกตั้ง ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ แล้วทำไมสมาชิกสภาร่างธรรมนูญที่มีอำนาจ ร่างกฎหมายสูงสุดอย่างรัฐธรรมนูญจึงควรจะมีความยึดโยงกับประชาชนที่น้อยกว่าสมาชิก สภาผู้แทนราษฎร ยิ่งไปกว่านั้นหากเราไม่ต้องการให้ สสร. นั้นถูกผูกขาดโดยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่เป็นกระจกสะท้อนความหลากหลายในสังคม วิธีที่ดีที่สุดไม่ใช่การมี สสร. ที่มีส่วนผสม การแต่งตั้งที่มีความสุ่มเสี่ยงถูกแทรกแซงโดยกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่ควรจะเป็น สสร. ที่ประกอบไปด้วยตัวแทนที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน เพราะจะเป็นตัวแทน ของทุกชุดความคิดที่มีอยู่ในสังคมตามสัดส่วนที่มีอยู่ในสังคมจริง ๆ
ในส่วนของข้อกังวลที่เพื่อนสมาชิกบางคนยังคงมีอยู่ว่าการกำหนดให้ สสร. ที่มาจากการเลือกตั้งทั้งหมดนั้นจะทำให้เราขาดผู้เชี่ยวชาญทางกฎหมายหรือไม่ ผมก็ต้อง อธิบายอีกรอบหนึ่งว่าแม้ สสร. จะมาจากการเลือกตั้ง ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ แต่ สสร. ก็สามารถ ตั้งคณะกรรมาธิการยกร่างขึ้นมาเพื่อเปิดพื้นที่ให้ผู้เชี่ยวชาญทางกฎหมายนั้นที่อาจจะไม่ประสงค์ ลงสมัครรับเลือกตั้งเข้ามามีส่วนร่วมในการยกร่างหรือให้คำแนะนำได้ แต่การทำให้ สสร. มาจากการเลือกตั้ง ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์นั้นจะเป็นเพียงการวางหลักประกันว่าเมื่อผู้เชี่ยวชาญ ดังกล่าวนั้นให้คำแนะนำหรือช่วยยกร่างขึ้นมาแล้ว ทุกการตัดสินใจจะต้องผ่านความเห็นชอบ ของตัวแทนที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชนเท่านั้น แต่เพื่อจะคลายข้อกังวลนี้ เพิ่มเติมไปอีกครับ ผมก็อยากจะมา Update ให้เพื่อน ๆ สมาชิกและท่านประธานได้ทราบ ว่าเมื่อสัปดาห์ที่แล้วทางคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมี ส่วนร่วมของประชาชน ก็ได้มีมติในการตั้งอนุกรรมาธิการขึ้นมาเพื่อมาจัดทำข้อเสนอ และทางเลือกเกี่ยวกับระบบเลือกตั้งต่าง ๆ ที่สามารถนำมาใช้ได้ในการเลือกตั้ง สสร. เพื่อเปรียบเทียบข้อดี ข้อเสีย และนำไปใช้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจในอนาคต ผมเข้าใจดีว่าในที่สุดแล้วรายละเอียดทั้งหมดเกี่ยวกับ สสร. นั้นจะต้องถูกแปลงร่างมาเป็น ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ถูกนำกลับเข้ามาถกกันในรัฐสภาแห่งนี้ แต่ผมก็เชื่อว่าหากเรามี การถามประชาชนโดยตรงเกี่ยวกับหลักการใด ๆ ก็ตามผ่านประชามติ และหากประชาชน ส่วนใหญ่ลงมติกันอย่างท่วมท้นว่าเห็นด้วยกับหลักการดังกล่าว ก็คงไม่มีสมาชิกรัฐสภา คนไหนที่จะกล้าฝืนผลของประชามติได้ลงคอครับ
เหตุผลประการที่ ๒ ที่ทำไมเราถึงออกแบบคำถามให้เป็นไปตามคำถาม ที่ปรากฏอยู่ในญัตติ ก็เพราะว่าเรามองว่าคำถามประชามติที่เราเสนอนั้นเป็นคำถามที่เข้าใจง่าย ไม่ชี้นำ ท่านประธานครับ ถ้าเราจำกันได้ข้อวิจารณ์สำคัญข้อหนึ่งต่อคำถามพ่วงในประชามติ ปี ๒๕๕๙ ที่นำไปสู่มาตรา ๒๗๒ ของรัฐธรรมนูญที่เปิดอำนาจให้ สว. ที่มาจากการแต่งตั้ง มาร่วมเลือกนายกรัฐมนตรีนั่น ก็คือข้อวิจารณ์ว่าคำถามในวันนั้นไม่ได้ถามเรื่องดังกล่าว อย่างตรงไปตรงมา แต่เป็นการเขียนคำถามที่มีลักษณะซับซ้อนและชี้นำโดยเจตนา ดังนั้น เพื่อไม่ให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย เราจึงได้เสนอข้อความที่เรามองว่าน่าจะกระชับ เข้าใจง่าย และตรงไปตรงมาที่สุด
เหตุผลประการที่ ๓ ที่ทำไมเราถึงเสนอคำถามประชามติเช่นนี้ ก็เพราะ คำถามประชามติที่เราเสนอกันอยู่ในวันนี้เป็นคำถามประชามติที่ทุกพรรคการเมืองหลัก จากสภาชุดที่แล้วเคยลงมติเห็นชอบกันมาก่อน ผมสารภาพว่าคำถามที่ผมเสนอในญัตติวันนี้ ไม่ได้เป็นคำถามใหม่ครับ แต่เป็นคำถามที่เคยถูกเสนอแล้ว เป็นญัตติด่วน โดย สส. จาก ๒ พรรคการเมือง ก็คือ สส. จากพรรคก้าวไกลท่านณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ และ สส. จากพรรคเพื่อไทย ท่านจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ในสภาผู้แทนราษฎรเมื่อปี ๒๕๖๕ ยิ่งไปกว่านั้น ญัตติด่วนที่เสนอคำถามประชามติดังกล่าวในวันนั้นก็ได้รับความเห็นชอบอย่างเป็นเอกฉันท์ จากสภาผู้แทนราษฎร จาก สส. จากทุกพรรคการเมืองหลักที่เข้าประชุมเมื่อวันที่ ๓ พฤศจิกายน ๒๕๖๕ ดังนั้นสำหรับพรรคไหนก็ตามหรือ สส. ท่านใดก็ตามที่เคยลงมติเห็นชอบ กับคำถามประชามติที่เรากำลังอภิปรายกันอยู่ในวันนี้ ผมเชื่อว่าผ่านมาไม่ถึง ๑ ปี คิดรวมกัน เพียงแค่ ๓๕๖ วัน ท่านคงไม่มีเหตุผลอะไรที่จะทำให้เท่านั้นเปลี่ยนจุดยืนไปจากเดิม แต่หาก วันนี้ถ้าจะเปลี่ยนจุดยืนท่านจริง ๆ ผมก็หวังว่าท่านจะมีความรับผิดชอบในการลุกขึ้นมา อธิบายต่อสภาแห่งนี้และต่อหน้าประชาชนทุกคนที่รับชมการประชุมสภาวันนี้อยู่ว่าทำไม จุดยืนของท่านจึงได้เปลี่ยนแปลงไป
ส่วนองค์ประกอบสุดท้ายองค์ประกอบที่ ๔ นั่นก็คือหลักการและเหตุผลว่า ทำไมเราถึงเสนอเรื่องประชามติผ่านกลไกของสภาผู้แทนราษฎร ต้องเรียนท่านประธาน แบบนี้ว่าตามกฎหมาย พ.ร.บ. ประชามติ ปี ๒๕๖๔ การตัดสินใจว่าจะจัดประชามติเรื่องอะไร ด้วยคำถามแบบไหนสามารถกระทำได้ผ่าน ๓ ช่องทางหรือ ๓ กลไก ช่องทางที่ ๑ การที่ ครม. นั้นออกมติด้วยตนเองตามมาตรา ๙ (๒) ช่องทางที่ ๒ การที่ประชาชนเข้าชื่ออย่างน้อย ๕๐,๐๐๐ รายชื่อเพื่อเสนอให้ ครม. อนุมัติตามมาตรา ๙ (๕) และช่องทางที่ ๓ คือการที่ สมาชิกรัฐสภานั้นเสนอให้สภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาเห็นชอบตามมาตรา ๙ (๔) ผมเข้าใจ ว่าหลายท่านอาจจะสงสัยในเมื่อรัฐบาลเองก็ได้มีการตั้งคณะกรรมการศึกษาขึ้นมาแล้ว เพื่อหวังจะใช้อำนาจตามกลไกที่ ๑ และในเมื่อภาคประชาชนภายใต้ชื่อ Conforall ก็ได้มี การรวบรวม ๒๐๐,๐๐๐ กว่ารายชื่อเพื่อเสนอคำถามประชามติให้ ครม. แล้วตามกลไกที่ ๒ แล้วทำไมพรรคก้าวไกลเราถึงยังต้องเสนออีกช่องทางหนึ่งตามกลไกที่ ๓ ผมก็ต้องเรียน ตามตรงกับว่าเหตุผลที่เราเสนอญัตติในวันนี้ก็เพราะเราไม่รู้เลยว่าลึก ๆ แล้วรัฐบาล จะคิดเห็นอย่างไรเกี่ยวกับจัดทำประชามติหรือตัวคำถามมติที่จะถูกถาม แต่เรามองแล้วเรา วิเคราะห์ว่าไม่ว่ารัฐบาลจะคิดเห็นอย่างไร การยื่นญัตติในสภาวันนี้ก็น่าจะเป็นประโยชน์ กับทุกฝ่าย แล้วไม่ได้ก่อความเสียหายแต่อย่างใด หากจะให้ผมลองอ่านใจรัฐบาลดูผมคิดว่า มีความเป็นไปได้หรือฉากทัศน์เพียงแค่ ๓ ความเป็นไปได้หรือ ๓ ฉากทัศน์เท่านั้น
ความเป็นไปได้ที่ ๑ คือรัฐบาลนั้นคิดเห็นตรงกับพรรคก้าวไกลหมดเลย เกี่ยวกับการจัดทำประชามติและตัวคำถามประชามติ หากเป็นเช่นนี้เราคงไม่ต้องอภิปราย กันเยอะ แล้วผมก็เชื่อว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากซีกรัฐบาลก็คงไม่ลำบากใจอะไรที่จะ ลงมติสนับสนุนญัตตินี้ให้เดินหน้าต่อไปได้แบบคู่ขนานกับการทำงานของรัฐบาล เพราะไม่ว่า กลไกไหนจะไปได้เร็วกว่าหรือสำเร็จก่อน ท้ายที่สุดแล้วคนที่ได้ประโยชน์ก็คือพี่น้องประชาชน
หรืออาจจะเป็นฉากทัศน์หรือความเป็นไปได้ที่ ๒ นั่นก็คือรัฐบาลยังไม่แน่ใจว่า จะเดินหน้าต่อเรื่องประชามติอย่างไรหรือคำถามควรจะเป็นเช่นไร หากเป็นเช่นนี้การที่เรา เสนอญัตติในสภาวันนี้เพื่อเปิดพื้นที่ให้มีการถกเถียงแลกเปลี่ยนความเห็นกัน ก็น่าจะเป็น ประโยชน์กับรัฐบาลในการรวบรวมความเห็นของทุกฝ่าย ผมเข้าใจดีว่ารัฐบาลได้มีการตั้ง คณะกรรมการศึกษาขึ้นมา มีกรรมการ ๓๐ กว่าคนเพื่อมารับฟังความเห็นที่หลากหลาย แต่อย่าลืมว่าสภาแห่งนี้ต่างหากครับ ไม่ใช่คณะกรรมการศึกษาที่เป็นสถานที่ที่มีตัวแทน ของประชาชนที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรง และที่เข้ามาตามสัดส่วนของชุดความคิดต่าง ๆ ที่มีอยู่ในสังคมจริง ๆ หรือ
ความเป็นไปได้และฉากทัศน์ที่ ๓ รัฐบาลนั้นจริง ๆ แล้วคิดต่างจากเรา อย่างสิ้นเชิงเลยเกี่ยวกับการจัดทำประชามติหรือตัวคำถามประชามติ หากเป็นเช่นนี้ เราในฐานะฝ่ายค้านก็ยิ่งจำเป็นต้องใช้กลไกของสภาในการยื่นญัตตินี้ครับ เพราะกลไกสภา จะกลายเป็นหนทางเดียวที่ความเห็นของเรานั้นจะมีโอกาสได้รับการตอบสนอง หากความเห็นนั้นได้รับความเห็นชอบจากเพื่อน ๆ สมาชิกฝ่ายนิติบัญญัติด้วยกัน ที่ผม พูดแบบนี้ก็เพราะว่าหาก ครม. จะใช้วิธีการออกมติ ครม. ด้วยตนเองเพื่อจัดประชามติ รัฐบาล ท้ายที่สุดแล้วจะฟังหรือไม่ฟังเรา จะทำตามหรือไม่ทำตามความเห็นเรา ก็เป็น สิทธิของรัฐบาล หรือหากเราจะหวังพึ่งกลไกของการรวบรวมรายชื่อจากภาคประชาชน เพื่อเสนอไปที่ ครม. แต่กลไกนี้ ครม. ก็ยังเป็นคนมีอำนาจชี้ขาดอยู่ดีว่าจะอนุมัติข้อเสนอ จากภาคประชาชนหรือไม่ แต่หากเราเสนอเป็นญัตติผ่านกลไกของสภา และเพื่อนสมาชิก ทั้ง ๒ สภาเห็นตรงกันกับเราจนเป็นฉันทานุมัติจาก ๒ สภา แม้เรื่องนี้อาจจะฟังดูเป็นเรื่อง ที่ยากครับ แต่หากเกิดขึ้นจริง พ.ร.บ. ประชามติมาตรา ๙ (๔) ก็ได้กำหนดไว้ชัดเจนว่า ครม. นั้นจะต้องดำเนินการในการจัดประชามติตามข้อเสนอและตัวคำถามที่รับ ความเห็นชอบจาก ๒ สภา ไม่ว่าข้อมูลจะเห็นด้วยหรือไม่กับข้อเสนอและตัวคำถามดังกล่าว ดังนั้น ท่านประธานหากจะกล่าวโดยสรุป เพื่อให้เราเดินหน้าสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ของประชาชนที่เริ่มต้นจากการให้ประชาชนมีอำนาจตัดสินใจโดยตรงผ่านคูหาประชามติ ว่าพวกเขาเห็นด้วยหรือไม่กับการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับโดย สสร. ที่มาจาก การเลือกตั้งทางตรง ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ผมจึงจำเป็นที่จะต้องขอแรงสนับสนุนจากเพื่อน ๆ สมาชิกจากทุกพรรคในการลงมติเห็นชอบกับญัตตินี้ เพื่อยืนยันร่วมกันว่าผู้แทนราษฎร ทุกคนในสภาแห่งนี้พร้อมแล้วที่จะติดกระดุมเม็ดแรกในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เราพร้อมแล้วที่จะนับหนึ่งสู่การฟื้นฟูประชาธิปไตย และเราพร้อมที่จะสร้างฉันทามติใหม่ ของประเทศที่เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย และโอบรับความฝันของพี่น้องประชาชนทุกคนครับ ขอบคุณครับท่านประธาน