พริษฐ์ วัชรสินธุ เสนอญัตติขอออกเสียงประชามติเพื่อจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยชี้แจงหลักการและเหตุผลทั้ง 4 องค์ประกอบ พร้อมระบุว่ารัฐธรรมนูญปี ๒๕๖๐ ขาดความชอบธรรมในหลายด้าน จึงเสนอให้จัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ผ่าน สสร. ที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรง และยืนยันว่าหากมีการตีความกฎหมายต่างกันอาจต้องจัดประชามติเพิ่มเป็น 2 ครั้ง
กราบเรียนประธานสภาที่เคารพ กระผม พริษฐ์ วัชรสินธุ สมาชิกผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ จากพรรคก้าวไกล ท่านประธานครับ ผมขออภิปรายในเช้าวันนี้เพื่อเสนอญัตติขอให้สภาผู้แทนราษฎร พิจารณาเห็นชอบและแจ้งให้คณะรัฐมนตรีดำเนินการให้มีการออกเสียงประชามติ เพื่อสอบถามความเห็นของประชาชนต่อการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ตามกลไกของ พ.ร.บ. ประชามติ มาตรา ๙ (๔) แน่นอนว่าความสำเร็จของญัตตินี้ไม่สามารถรับประกัน ความสำเร็จในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้ แต่ความสำเร็จของญัตตินี้จะเป็นกระดุม เม็ดแรกที่สำคัญในการเดินหน้าไปสู่เป้าหมายดังกล่าว หลักการและเหตุผลของญัตติที่ผม และเพื่อนสมาชิกจากพรรคก้าวไกลเสนอในวันนี้สามารถแบ่งออกได้เป็น ๔ องค์ประกอบหลัก ด้วยกัน
องค์ประกอบที่ ๑ หลักการและเหตุผลว่าทำไมเราถึงเห็นความจำเป็น ในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
องค์ประกอบที่ ๒ หลักการและเหตุผลว่าทำไมเราถึงมองว่ากระบวนการ ในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นั้นควรจะเริ่มต้นด้วยการทำประชามติ
องค์ประกอบที่ ๓ หลักการและเหตุผลว่าทำไมเราถึงเสนอตัวคำถาม ประชามติให้เป็นไปตามคำถามที่ปรากฏอยู่ในตัวญัตติ
องค์ประกอบที่ ๔ หลักการและเหตุผลว่าทำไมเราถึงเสนอเรื่องประชามติ ผ่านกลไกของสภาผู้แทนราษฎร
ขออนุญาตเริ่มต้นที่องค์ประกอบที่ ๑ หลักการและเหตุผลว่าทำไมเราถึงเห็น ความจำเป็นในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เรื่องนี้พรรคก้าวไกลคงไม่ต้องพูดยาวครับ เพราะพรรคก้าวไกลเรายืนยันมาตลอดว่าหากเราต้องการฟื้นฟูประชาธิปไตยและนำพา การเมืองไทยกลับสู่สภาวะปกติภารกิจหนึ่งที่ขาดหายไม่ได้คือการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เนื่องจากรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๖๐ ที่เราใช้อยู่ปัจจุบันนั้นขาดความชอบธรรมทางประชาธิปไตย ทั้งในส่วนของที่มา กระบวนการ และเนื้อหา ในส่วนของที่มาครับ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ นั้นไม่ได้ถูกขีดเขียนโดยการมีส่วนร่วมของประชาชนในวงกว้าง แต่ถูกขีดเขียนโดยคนไม่กี่คน ที่ถูกแต่งตั้งขึ้นมาโดยคณะรัฐประหาร ในส่วนของกระบวนการครับ แม้รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ จะมีการผ่านการทำประชามติในปี ๒๕๕๙ แต่ประชามติดังกล่าวก็ห่างเหินจากประชามติ ที่เสรีและเป็นธรรมตามมาตรฐานประชาธิปไตยสากล หลายคนที่ออกมารณรงค์คัดค้านนั้น ก็ถูกจับกุมดำเนินคดี ในส่วนของเนื้อหาครับ เราก็จะเห็นว่าธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ นั้นยังมี เนื้อหาหลายส่วนที่ทำให้ประชาธิปไตยในประเทศเรายังคงมีความบกพร่อง หากจะพูดถึงโจทย์ของการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน เราก็จะเห็นว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ นั้นมีการใช้ข้อความหลายส่วนที่ครอบคลุมและรัดกุมน้อยลงในการรับประกันสิทธิ และสวัสดิการขั้นพื้นฐานของพี่น้องประชาชน ในขณะที่มาตรา ๒๕ ของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ก็มีการไปเพิ่มเหตุผลหรือข้ออ้างเรื่องความมั่นคงของรัฐและความสงบเรียบร้อยที่รัฐสามารถ ตีความได้อย่างกว้างขวาง ก็นำมาใช้ในการจำกัดสิทธิเสรีภาพของพี่น้องประชาชน หรือหากเรา จะมองไปถึงโจทย์ของการออกแบบสถาบันทางการเมืองให้มีความชอบธรรมทางประชาธิปไตย เราก็จะค้นพบว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ นั้นได้มีการขยายอำนาจของหลายสถาบันหรือกลไก ทางการเมืองที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง แต่กลับสามารถถูกใช้เป็นเครื่องมือของฝ่ายหนึ่ง ทางการเมืองในการขัดขวางหรือบิดเบือนเจตนารมณ์ของพี่น้องประชาชน ไม่ว่าจะเป็นกลไก ของวุฒิสภา ศาลรัฐธรรมนูญ องค์กรอิสระ หรือว่ายุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี ดังนั้นในเมื่อ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ นั้นมีปัญหาเรื่องความชอบธรรมทางประชาธิปไตยทางด้านที่มา กระบวนการ และมีปัญหาในเชิงเนื้อหาสาระในหลายมาตราที่มีลักษณะพัวพันกัน เราเลย ต้องยืนยันว่าการแก้ไขรายมาตราเพียงอย่างเดียวนั้นไม่เพียงพอต่อการแก้ไขปัญหาทั้งหมด แต่เราจำเป็นต้องมีการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่มีความชอบธรรมทางประชาธิปไตย ทั้งที่มา กระบวนการ และเนื้อหาผ่านสภาร่างรัฐธรรมนูญหรือ สสร. ที่มาจากการเลือกตั้ง โดยตรงทั้งหมด ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์
องค์ประกอบที่ ๒ นั่นก็คือหลักการและเหตุผลว่าทำไมเราถึงเสนอว่า กระบวนการในการจัดทำรัฐบาลฉบับใหม่นั้นควรจะเริ่มต้นด้วยการจัดทำประชามติ แม้พรรคก้าวไกลเรายันว่าเป้าหมายปลายทางที่เราต้องการเดินไปสู่นั้นคือการมีรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่ที่จัดทำโดย สสร. ที่มาจากการเลือกตั้ง แต่เราตระหนักดีว่าเป้าหมายนี้จะสำเร็จได้ ก็จำเป็นต้องผ่านหลายขั้นตอนที่ทุกฝ่ายนั้นมีส่วนร่วม หากเราจะดำเนินการตามกระบวนการ ที่ถูกกำหนดไว้โดยรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ แล้วก็คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ๔/๒๕๖๔ เราจำเป็นต้องจัดประชามติอย่างน้อย ๒ ครั้งด้วยกันครับ อย่างน้อย ๑ ครั้งก่อนที่เราจะมี สสร. มาดำเนินการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แล้วก็อีก ๑ ครั้งหลังจากที่ สสร. นั้นได้ ดำเนินการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่สำเร็จเรียบร้อยแล้ว ในส่วนของประชามติที่จะเกิดขึ้น หลังจากที่ สสร. ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เสร็จแล้ว ตรงนี้ไม่ได้มีข้อถกเถียงอะไรเท่าไรครับ เพราะเป็นการถามประชาชนอย่างตรงไปตรงมาว่าเห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ สสร. ยกร่างขึ้นมาหรือไม่ ท่านประธานครับ แต่ในส่วนของประชามติก่อนที่จะมี สสร. ขึ้นมา ยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นั้น ตรงนี้ต้องยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่าเป็นข้อถกเถียงกันอยู่ ในสังคมว่าขั้นตอนต่าง ๆ นั้นจะต้องดำเนินการอย่างไร หรือจะต้องทำประชามติทั้งหมด กี่ครั้ง ๑ ครั้ง หรือ ๒ ครั้ง ก่อนจะมี สสร. ขึ้นมายกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
ในส่วนของพรรคก้าวไกลและเพื่อน ๆ สมาชิกรัฐสภาจากอีกหลายพรรค เราเคยยืนยันร่วมกันมาแล้วว่าในเชิงกฎหมายหากเราอยากให้มี สสร. เกิดขึ้นมา สิ่งที่เรา ต้องทำคือการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ เพื่อเพิ่มเรื่องกลไก สสร. เข้าไป โดยเริ่มต้นจาก การยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเพิ่มเติมนั้นเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภา เมื่อยื่นร่างเข้าไปแล้ว หากร่างดังกล่าวถูกพิจารณาและได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาในทั้ง ๓ วาระ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ มาตรา ๒๕๖ (๘) ก็ได้กำหนดไว้อยู่แล้วว่า ในเมื่อการแก้ไขดังกล่าวนั้นเป็นการแก้ไข เกี่ยวกับกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เราก็จำเป็นที่จะต้องมีการจัดประชามติหลังวาระ ๓ และก่อนทูลเกล้าฯ เพื่อขอความเห็นจากพี่น้องประชาชนโดยตรง ซึ่งพอเป็นเช่นนั้นก็จะทำให้ เรามีประชามติทั้งหมด ๑ ครั้งก่อนมี สสร. ซึ่งก็ตรงกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ๔/๒๕๖๔ ที่บอกว่าเราต้องมีประชามติ ๑ ครั้งก่อนจะมี สสร. ท่านประธานครับ แต่หากเรียนตามตรง ไม่ใช่สมาชิกรัฐสภาทุกคนที่คิดแบบนี้หรือตีความคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญเช่นนี้ หากเรา จำกันได้มีสมาชิกรัฐสภาบางส่วนที่กลับไปมองว่าประชามติที่คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ หมายถึงนั้นไม่ได้หมายถึงประชามติที่จะต้องเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติอยู่แล้วหลังจากร่างแก้ไข รัฐธรรมนูญเรื่อง สสร. ผ่าน ๓ วาระของรัฐสภา แต่พวกเขากลับไปตีความว่าประชามติ ที่ศาลรัฐธรรมนูญหมายถึงนั้นคือประชามติที่ต้องเพิ่มเข้าไปอีก ๑ ครั้งก่อนจะมีการเสนอ ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญใด ๆ ก็ตามเข้าสู่รัฐสภา ซึ่งหากจะตีความกันแบบนั้นก็จะทำให้เรา ต้องเพิ่มจำนวนประชามติที่ต้องจัดก่อนมี สสร. เพิ่มจาก ๑ ครั้ง ขึ้นมาเป็น ๒ ครั้ง ดังนั้น ภายใต้ความเห็นที่แตกต่างกันว่าจะต้องทำประชามติกี่ครั้งก่อนจะมี สสร. แม้ในเชิงกฎหมาย ทางเราก็ยังคงยืนยันเหมือนเดิมว่าการทำประชามติแค่ ๑ ครั้งก่อนมี สสร. นั้นเพียงพอแล้ว แต่ในเชิงการเมืองเรายอมรับได้หากจะต้องทำประชามติเพิ่มขึ้นมาอีก ๑ ครั้ง รวมเป็น ๒ ครั้ง ก่อนจะมี สสร.