ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร อภิปรายปัญหาหนี้ครัวเรือนที่พุ่งสูงเกิน 90% ของจีดีพี โดยเฉพาะในกลุ่มอายุ 20-35 ปี ซึ่งเกิดจากสินเชื่อบ้าน บัตรเครดิต สหกรณ์ และ กยศ. ที่ปล่อยกู้เกินกำลังชำระ พร้อมเรียกร้องให้ตั้งกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษาและเสนอแนวทางแก้ไขอย่างเป็นระบบ ทั้งการปรับปรุงกฎหมายและกำกับดูแลการปล่อยสินเชื่อให้เป็นธรรมและยั่งยืน เพื่อป้องกันวัฏจักรหนี้ที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของประชาชน
เรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ขออภิปรายเสนอญัตติ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาแต่งตั้งคณะกรรมาธิการ วิสามัญเพื่อศึกษาปัญหาและแนวทางแก้ไข รวมถึงการปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนอย่างยั่งยืน
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
ก่อนอื่นผมจะขออ่านญัตติ โดยย่อก่อนนะครับ จากสถิติและข้อมูลที่เปิดเผยโดยธนาคารแห่งประเทศไทยได้บ่งชี้ว่า ระดับหนี้ครัวเรือนของไทยอยู่ในระดับที่สูงมากกว่าร้อยละ ๙๐ เปอร์เซ็นต์ของผลิตภัณฑ์ มวลรวมในประเทศหรือ GDP มาโดยตลอด จากผลกระทบของ COVID-19 ตั้งแต่ปี ๒๕๖๓ โดยมีองค์ประกอบส่วนใหญ่เป็นสินเชื่อบ้าน สินเชื่อเพื่อการประกอบอาชีพ และกองทุน เพื่อการศึกษา รวมถึงสินเชื่อส่วนบุคคลและบัตรเครดิต สินเชื่อรถยนต์ ตามลำดับ สาเหตุ มีการปล่อยกู้จำนวนมากที่เกินกำลังของผู้กู้ และปล่อยกู้ด้วยดอกเบี้ยที่สูงเกินราคา ความเสี่ยงจนกลายเป็นหนี้เรื้อรัง ซึ่งเป็นเหตุให้ควรมีการแก้ไขกฎเกณฑ์และบังคับใช้ ให้มีความเป็นธรรมกับผู้กู้ ปัญหาหนี้ครัวเรือนหลายประเภทสามารถแก้ไขได้ โดยการปรับปรุงกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งการบังคับใช้อย่างมีประสิทธิภาพ ตามกฎ ระเบียบ ความเปราะบางของกลุ่มครัวเรือนและธุรกิจที่ไม่สามารถชำระหนี้ได้ มีแนวโน้มที่จะทำให้เกิดหนี้เสียเพิ่มสูงขึ้นในระยะต่อไป หากไม่ได้รับการแก้ไขจัดการ อย่างเร่งด่วน อีกทั้งปัญหาหนี้ครัวเรือนยังจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อการดำรงชีพ ของประชาชนในวงกว้างหากไม่มีการแก้ไขอย่างยั่งยืน จึงมีความจำเป็นที่จะต้องดำเนินการ ศึกษาปัญหาและแนวทางแก้ไขอย่างเร่งด่วน ดังนั้นกระผมจึงขอเสนอญัตติด่วนดังกล่าว มาเพื่อให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษาปัญหา และแนวทางแก้ไข รวมถึงการปรับปรุงกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง พร้อมทั้งการบังคับใช้ เพื่อแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือนอย่างยั่งยืน ขอ Slide ด้วยนะครับ
ในการอภิปรายกระผมจะขอเริ่มจากภาพใหญ่ของหนี้ครัวเรือนไทยก่อนว่า เป็นอย่างไร เรียนท่านประธานจากข้อมูลสถิติหนี้ครัวเรือนของประเทศไทยตามนิยามใหม่ โดยธนาคารแห่งประเทศไทยบ่งชี้ว่าระดับหนี้ครัวเรือนของไทยนั้นอยู่ในระดับที่สูงมากกว่า ๙๐ เปอร์เซ็นต์ของ GDP มาโดยตลอดตั้งแต่ปี ๒๕๖๓ ที่ได้รับผลกระทบจาก COVID-19 มีระดับหนี้ครัวเรือนอยู่ที่ระดับ ๙๔.๒ เปอร์เซ็นต์ และขึ้นไปแตะระดับสูงสุดในปี ๒๕๖๔ ที่ระดับ ๙๔.๗ เปอร์เซ็นต์ โดยมีองค์ประกอบส่วนใหญ่เป็นสินเชื่อบ้าน สินเชื่อ เพื่อการประกอบอาชีพ สินเชื่อ กยศ. และสินเชื่อส่วนบุคคล เช่น บัตรเครดิต สินเชื่อรถยนต์ นอกจากนั้นยังมีกลุ่มสหกรณ์ออมทรัพย์ ซึ่งเป็นผู้ปล่อยสินเชื่อ ซึ่งมีสัดส่วนมากถึง ร้อยละ ๑๕ เปอร์เซ็นต์ของหนี้ครัวเรือนทั้งหมด ซึ่งตัวเลขที่สูงกว่า ๙๐ เปอร์เซ็นต์ เป็นตัวเลขที่ได้ปรับปรุงแล้ว โดยได้รวมหนี้ ๔ กลุ่มเข้าไป เช่นหนี้ กยศ. หนี้สหกรณ์อื่น ที่ไม่ใช่สหกรณ์ออมทรัพย์ หนี้จากการเคหะแห่งชาติ และนี้จาก Pico Finance ดังนั้น จึงทำให้หนี้ครัวเรือนต่อ GDP ที่เราเคยหลงดีใจว่าได้ลดลงมาต่ำกว่า ๙๐ เปอร์เซ็นต์ มาอยู่ที่ ๘๖.๓ เปอร์เซ็นต์แล้วนั้น จริง ๆ แล้วยังอยู่ที่ ๙๐.๖ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งยังสูงกว่าระดับเกณฑ์ ที่ BIS กำหนดไว้ในเกณฑ์ที่จะอยู่ในระดับที่ยั่งยืนว่าไม่ควรเกินระดับ ๘๐ เปอร์เซ็นต์ และถ้าหากเรามาดูหนี้ครัวเรือนไทยเทียบกับโลกก็จะพบว่าตั้งแต่เดิมก่อนปี ๒๕๕๕ หนี้ครัวเรือนไทยต่อ GDP ได้อยู่ในระดับที่ใกล้เคียงกับประเทศที่พัฒนาแล้ว ก็คืออยู่ในระดับต่ำ แต่ต่อมาหลังปี ๒๕๕๕ ได้มีการขยายตัวเร่งขึ้น แบบประเทศที่มีการเติบโตทางเศรษฐกิจสูง อย่างประเทศจีน แต่เศรษฐกิจไทยไม่ได้เติบโต เยอะอย่างที่เศรษฐกิจจีนโตในยุคก่อน ก็คือโตถึงปีละ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ๘ เปอร์เซ็นต์ การเร่งตัวในลักษณะนี้จึงเห็นได้ชัดว่า เป็นปัญหาอย่างชัดเจน และจำเป็นต้องได้รับการแก้ไข ซึ่งข้อเท็จจริงอันน่าเศร้าว่ากว่า ๑ ใน ๓ ของคนไทยมีนี้โดยเฉลี่ยต่อคนถึง ๕๒๐,๐๐๐ บาท โดยมูลค่ารวมหนี้สินเฉลี่ยต่อคนเพิ่มขึ้น มากกว่า ๒ เท่าในช่วง ๑๐ ปีที่ผ่านมา และกว่า ๑ ใน ๕ ของคนไทยกำลังมีหนี้เสีย จึงเห็นได้ชัดครับว่าหนี้ครัวเรือนจากกราฟนี้เร่งตัวแรงหลังมาตรการรถคันแรกออกมา ในปี ๒๕๕๕ และเร่งตัวแรงขึ้นไปอีกหลังโควิดปี ๒๕๖๓ ซึ่งแต่เดิมเราก็เห็นนะครับว่า หนี้ครัวเรือนไทยอยู่ในระดับต่ำ แล้วก็เร่งตัวมาอย่างก้าวกระโดด ดังนั้นอันนี้เป็นปัญหา ที่จำเป็นที่จะต้องได้รับการแก้ไขอย่างยั่งยืนและเร่งด่วน
ต่อไปเรามาดูครับว่าต้นตอของปัญหาหนี้ครัวเรือน ขอ Slide หน้าถัดไป นะครับว่ามาจากอะไร สาเหตุหลัก ๆ ผู้กู้กู้เพราะว่าจำเป็นต้องใช้เงินแต่ไม่มีเงิน จึงจำเป็นต้องไปกู้หนี้ยืมสินมา ซึ่งหนี้ก็มีทั้งหนี้ที่สร้างรายได้ และหนี้ที่ไม่สร้างรายได้ แต่ที่น่าเศร้าก็คือว่าหนี้ครัวเรือนของไทยส่วนใหญ่นั้นเป็นหนี้ที่ไม่สร้างรายได้ก็คือเป็นหนี้ ที่กู้มาเพื่อใช้อุปโภคบริโภคแล้วก็หมดไปไม่ได้ช่วยสร้างรายได้ หรือเพิ่มรายได้ให้คุณภาพชีวิต ดีขึ้น แต่กลับทำให้มีรายจ่ายเพิ่มขึ้นจากการที่ต้องมาจ่ายดอกเบี้ยเงินกู้ก็ยิ่งทำให้รายได้ ไม่เพียงพอเลี้ยงชีพกลายเป็นวัฏจักรหนี้สินที่ยากจะหลุดพ้น และหนี้ครัวเรือนส่วนใหญ่ ก็จะอยู่ในกลุ่มของคนที่รายได้ต่ำ ก็คือมีความสามารถในการชำระหนี้น้อย ปัจจุบันมีคนไทย กว่า ๕.๘ ล้านคน ที่กำลังเป็นหนี้เสีย หรือ ๑ ใน ๕ คน และส่วนใหญ่หนี้ของบุคคลเหล่านี้ ก็จะเป็นหนี้ส่วนบุคคล
อีกปัญหาหนึ่งก็คือคนไทยเป็นหนี้เร็วในกลุ่มคนอายุน้อยอายุ ๒๐-๓๕ ปี ซึ่งเป็นวัยที่เพิ่งเริ่มทำงานนั้นกลับมีหนี้ที่ไม่สร้างรายได้เป็นสัดส่วนที่สูงที่สุด และ ๑ ใน ๔ ของบุคคลเหล่านี้ก็กำลังเป็นหนี้เสีย จากข้อมูลที่ได้เรียนท่านประธานไปเบื้องต้นว่า หนี้ครัวเรือนไทยได้มีการเร่งตัวอย่างมากนั้น เราก็เห็นว่าในรัฐบาลที่ผ่านมาได้ดำเนินการ นโยบายพักหนี้ออกมานับครั้งไม่ถ้วน แต่ก็เป็นการแก้ปัญหาที่ไม่ตรงจุด เพราะว่าเรา ก็เห็นจากตัวเลขแล้วว่าหนี้ครัวเรือนนั้นก็ได้เร่งตัวเพิ่มมากขึ้นมาตลอด ผลที่ตามมา หนี้ครัวเรือนเรามองเห็นมันเป็นเหมือนภูเขาน้ำแข็งและเป็นเหมือนระเบิดเวลาไปพร้อม ๆ กันครับ ซึ่งเราไม่สามารถมองข้ามปัญหานี้ได้ หนี้ครัวเรือนนั้นทั้งกดดันและฉุดรั้งการขยายตัว ของเศรษฐกิจ เนื่องจากรายได้ส่วนใหญ่ของครัวเรือนจะต้องนำไปชำระหนี้ แทนที่จะนำไป ใช้จ่ายซื้อสินค้า บริการ หรือนำไปลงทุนเพื่อเพิ่มรายได้ในอนาคต ถ้าเรามาดูโครงสร้าง ของลูกหนี้ส่วนใหญ่ซึ่งเป็นลูกหนี้ที่มีรายได้น้อย ซึ่งก็แปลว่าอัตราส่วนของหนี้สินต่อรายได้ ของเขานั้นมีอัตราส่วนที่สูงก็คือ DSR หรือ Debt Service Ratio สูงมาก บุคคลเหล่านี้ ไม่มีกำลังในการชำระหนี้ ทำให้เขายิ่งไม่มีเงินออม แล้วก็ไม่สามารถสั่งสมเงินทุน สั่งสมอะไร มาลงทุนเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและพาตัวเองให้หลุดพ้นออกจากวงจรหนี้เหล่านี้ได้ ดังนั้นถ้าหากปัญหาเหล่านี้ไม่ได้รับการแก้ไขอย่างยั่งยืนก็จะยังส่งผลถึงเสถียรภาพของระบบ สถาบันการเงินต่อไปด้วย เนื่องจากว่ารายได้ของสถาบันการเงินนั้น รายได้หลักก็คือรายได้ ของดอกเบี้ย ซึ่งถ้าหากระดับหนี้ครัวเรือนสูงเกิดเป็นหนี้เสียทำให้ลูกหนี้ไม่สามารถจ่ายหนี้ได้ และไม่มีการแก้ไขปัญหานี้สถาบันการเงินก็จะสูญเสียความมั่นคง แล้วก็จะไม่สามารถ ทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการบริหารความเสี่ยงและจัดสรรเงินทุนให้กับระบบเศรษฐกิจ ของประเทศขับเคลื่อนต่อไปได้ นอกจากนั้นปัญหาหนี้ครัวเรือนยังส่งผลกระทบโดยตรง ต่อการดำรงชีพของประชาชนในวงกว้างถ้าหากไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน เช่นปัญหา ด้านสุขภาพจิต ปัญหาด้านอาชญากรรม จึงจำเป็นที่จะต้องมีการศึกษาถึงสาเหตุปัญหา และแนวทางแก้ไขโดยเร่งด่วน ปัญหาหนี้ครัวเรือนถ้าหากเรามาพิจารณาอย่างลึกซึ้งแล้ว มันเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่เกิดขึ้นมานาน การจะแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนอย่างยั่งยืนนั้น จำเป็นต้องมีการศึกษาโครงสร้างเหล่านี้อย่างลึกซึ้ง เพื่อให้เข้าใจถึงปัญหาและเข้าใจ ถึงวิธีการแก้ไขปัญหาที่ถูกจุด รวมทั้งจำเป็นต้องมีการทบทวน ปรับปรุงกฎหมาย กฎเกณฑ์ และระเบียบต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องเพื่อแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนอย่างยั่งยืนตั้งแต่ต้นน้ำ ก็คือการปล่อยกู้ กลางน้ำ ก็คือระหว่างการผ่อนชำระหนี้ และปลายน้ำ ก็คือการช่วยเหลือ ลูกหนี้ที่เริ่มมีปัญหา และต้องปรับโครงสร้างหนี้เมื่อเป็นหนี้เสีย เช่นต้องมีมาตรการให้ครบ ๕ ด้าน ก็คือ ๑. ทำให้เจ้าหนี้มีความรับผิดชอบต่อการปล่อยกู้ หรือ Responsible Lending ๒. ต้องมีการสร้างมาตรการที่เป็นแรงจูงใจให้ลูกหนี้จ่ายหนี้และไม่สะสมหนี้ เช่นส่งเสริม มาตรการการดึงดูดให้ลูกหนี้จ่ายหนี้ตรงเวลา เช่นมีการลดดอกเบี้ย ๓. มาตรการดำเนินการ เชิงรุกในการช่วยเหลือลูกหนี้ที่เริ่มมีความเสี่ยงที่จะเข้าไปติดกับดักหนี้ เช่น ลูกหนี้ ที่เป็นลูกหนี้ใช้บัตรกดเงินสด ๔. ก็คือการช่วยปรับโครงสร้างหนี้ก่อนที่จะไปขึ้นศาล เกิดการบังคับคดีนั้น ควรที่จะมีการดูแลปรับโครงสร้างหนี้ เจรจาประนอมหนี้ก่อน และสุดท้ายการปล่อยหนี้ควรจะปล่อยหนี้ตามความเสี่ยงของลูกหนี้
ขอสรุปนะครับ ที่ผ่านมามีการปล่อยกู้จำนวนมากที่ปล่อยกู้สูงเกินกำลัง ของผู้กู้ด้วยดอกเบี้ยที่สูงเกินราคาความเสี่ยงทำให้เกิดเป็นหนี้เรื้อรัง ดังนั้นจึงจำเป็นที่ต้อง มีการทบทวนแก้ไขกฎเกณฑ์และบังคับใช้เพื่อกำกับดูแลการปล่อยกู้ให้มีความเป็นธรรม กับผู้กู้มากขึ้น ปัญหาหนี้ครัวเรือนหลายประเภทนั้นสามารถแก้ไขได้โดยการปรับปรุง กฎหมาย กฎเกณฑ์ และบังคับใช้อย่างมีประสิทธิภาพตามกฎระเบียบ ด้วยความจำเป็น ดังกล่าว กระผมจึงขอเสนอให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาแต่งตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ เพื่อศึกษาปัญหาและแนวทางแก้ไข รวมถึงการปรับปรุงกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง พร้อมทั้งบังคับใช้เพื่อให้แก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนได้อย่างยั่งยืนครับ ขอบคุณครับ