ปทิดา ชี้ค่าครองชีพพุ่งกระทบการศึกษา เสนอตั้งกรรมาธิการเร่งแก้

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๔ · ๑๙ ตุลาคม ๒๕๖๖

ปทิดา ตันติรัตนานนท์ หารือปัญหาค่าครองชีพที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะราคาอาหารและสินค้าจำเป็นที่ส่งผลให้ครัวเรือนมีหนี้เพิ่มขึ้น เงินออมลดลง และกระทบต่อการศึกษาของเด็กยากจน เรียกร้องให้รัฐแก้ไขโครงสร้างต้นทุนและเพิ่มการสนับสนุนด้านการศึกษาอย่างครอบคลุม พร้อมเสนอให้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณาแนวทางแก้ไขอย่างเป็นระบบ

นางปทิดา ตันติรัตนานนท์ สุรินทร์

กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ปทิดา ตันติรัตนานนท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุรินทร์ เขตเลือกตั้งที่ ๘ พรรคภูมิใจไทย ท่านประธานคะ ดิฉันขออนุญาตนำเสนอถึงญัตติที่ท่านวิทยา แก้วภราดัย กับคณะได้เสนอต่อสภา ดิฉันได้ขอเสนอญัตติร่วม เพราะเห็นว่าปัญหา ค่าครองชีพสูงเป็นอุปสรรคต่อการดำเนินชีวิตของพี่น้องประชาชน ดิฉันขอนำเสนอปัญหา ค่าครองชีพในมุมมองของการศึกษา เนื่องจากในช่วงระยะวิกฤติของ COVID-19 ที่ผ่านมา พี่น้องประชาชนได้ประสบความยากลำบากในการครองชีพ

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการ Presentation)

ด้วยค่าใช้จ่ายในการดำรงชีพ ที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่ระดับรายได้ไม่สูงขึ้นสอดคล้องกับค่าครองชีพ โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายในด้านการเรียน การศึกษาของบุตรหลาน ทำให้ครอบครัวสูญเสีย ความสามารถในการส่งเสียบุตรหลานให้เล่าเรียนต่อในชั้นสูงขึ้น เช่น มัธยมศึกษา หรืออุดมศึกษา เป็นความเสียหายต่ออนาคตของชาติ และเป็นวิกฤติต่อประเทศที่ไม่เคย เกิดขึ้นมาก่อนค่ะ ทั้งนี้ปรากฏว่ายังไม่มีคณะกรรมาธิการใดของสภาผู้แทนราษฎร พิจารณาแก้ไขปัญหาอันสำคัญนี้ ฝ่ายนิติบัญญัติจึงควรเข้าไปมีบทบาทในการแสวงหา ทางออกแก้ไขให้แก่ประเทศต่อไป ดิฉันจึงขอเสนอญัตติดังกล่าวมาเพื่อให้สภาผู้แทนราษฎร ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแก้ไขปัญหาค่าครองชีพสูงตามข้อบังคับ การประชุมสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. ๒๕๖๒ ข้อ ๔๙ ส่วนเหตุผลดิฉันจะขอนำเสนอ ต่อท่านประธาน

ในปัจจุบันนี้ค่าใช้จ่ายในครัวเรือนของไทยเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมาก จากผลสำรวจ ของสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่าในปีที่แล้วค่าใช้จ่ายครัวเรือนเฉลี่ยของคนไทยอยู่ที่ปีละ ๒๒,๓๗๒ บาทต่อเดือน ในขณะที่เมื่อ ๑๐ ปีที่แล้วค่าใช้จ่ายครัวเรือนเฉลี่ยอยู่ที่เพียง ๑๘,๗๖๖ บาทต่อเดือน เพิ่มขึ้นถึง ๑๙.๒๑ เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่รายได้ครัวเรือนเพิ่มขึ้น ไม่ทันรายจ่าย คือครัวเรือนไทยเรามีรายได้เฉลี่ยในปีที่แล้วอยู่ที่ ๒๘,๐๖๓ บาท เพิ่มจาก ปี ๒๕๕๕ ที่ ๒๔,๗๔๖ บาท คิดเป็นเพียง ๑๓.๔ เปอร์เซ็นต์ ช่องว่างการเติบโตของรายจ่าย และรายได้มีมากถึง ๕.๘ เปอร์เซ็นต์ ทำให้ครัวเรือนไทยมีความเปราะบางมากขึ้น มีเงินเก็บ น้อยลง หนี้สินครัวเรือนเพิ่มสูงขึ้น และจากรายงานของสำนักงานสถิติแห่งชาติดังกล่าว พบว่าสินค้าที่มีราคาสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นสินค้าด้านอาหารและเครื่องดื่ม ที่ไม่มีแอลกอฮอล์ ราคาสูงขึ้น ๒๓.๘ เปอร์เซ็นต์และ ๒๒.๘ เปอร์เซ็นต์ตามลำดับ เมื่อราคาอาหาร เพิ่มสูงขึ้นทำให้กระทบต่อครัวเรือนของไทย ซึ่งมีค่าใช้จ่ายด้านอาหารต่อรายได้ในระดับสูง ยิ่งเดือดร้อนมากขึ้นไปอีก แม้รัฐบาลที่ผ่านมาอาจมีความพยายามที่จะแก้ไขปัญหาลดค่าครองชีพ ของประชาชนไปบ้างแล้ว แต่โครงสร้างหลักของราคาสินค้าจำเป็นคืออาหารเป็นหนึ่งในปัจจัยสี่ ของการดำรงชีพก็ยังไม่ถูกแก้ไข ตลาดการผลิตอาหารตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำเริ่มถูกผนวก ควบรวม ผู้ผลิตผู้ค้าส่งมีคู่แข่งน้อยรายลง และผู้ค้าปลีกก็ได้รับผลกระทบจากการขาด การแข่งขันของผู้ค้ารายใหญ่ ซึ่งไม่ได้รับการกำกับดูแลโดยกฎหมาย นอกจากนี้ต้นทุนการผลิตสินค้าต่าง ๆ โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับสาธารณูปโภคที่รัฐกำกับ อย่างราคาน้ำมัน ค่ากระแสไฟฟ้า และค่าขนส่งก็มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้ผู้ผลิตสินค้าอ้างว่าไม่สามารถแบกรับต้นทุนผลิตได้ จึงขอขึ้นราคาในทุกมิติ และเมื่อ ได้ขึ้นราคาแล้วก็ยากที่จะลงได้ แม้ว่าค่าน้ำมัน ค่าไฟฟ้าจะลงไปแล้วก็ตาม ท่านประธานคะ ดิฉันเชื่อว่าทุกท่านในสภาแห่งนี้หากไปเดินที่ตลาด เดินตาม Supermarket จับจ่ายซื้อของ ด้วยตัวเอง หรือแม้แต่เปิด Application มือถือของท่านเลือกซื้อสินค้า ก็จะเห็นว่าสินค้า ต่าง ๆ แพงขึ้นโดยตลอด พี่น้องประชาชนต้องรอวันลดราคาหรือมี Promotion แย่งกันกด แล้วก็แย่งกันใช้ และที่สำคัญเป็นอย่างยิ่งคือเมื่อค่าครองชีพสูงขึ้นจนพี่น้องประชาชนแบกรับ ไม่ไหวแล้วนั้น ส่งผลกระทบรุนแรงต่ออนาคตของชาติ คือ เด็กและเยาวชนที่ต้อง ขาดการศึกษา เนื่องจากพ่อแม่ผู้ปกครองแบกรับค่าใช้จ่ายทั้งการอุปการะเลี้ยงดู และค่าใช้จ่ายทางด้านการศึกษาไม่ไหวอีกต่อไปเป็นเรื่องร้ายแรง ทำให้ศักยภาพของพี่น้อง ประชาชนและประเทศชาติในระยะยาวเสียหาย ท่านประธานและเพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ ในปี ๒๕๖๕ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษาหรือ กสศ. ได้ทำรายงาน สถานการณ์ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ซึ่งแสดงให้เห็นถึงประเด็นที่น่ากังวลเป็นอย่างยิ่ง เกี่ยวพันกับปัญหารายได้และค่าครองชีพ คือในตอนนี้เรามีนักเรียนกลุ่มยากจนพิเศษที่พ่อแม่ ผู้ปกครองมีรายได้ต่อเดือนต่ำกว่า ๑,๐๔๔ บาท ท่านประธานคะ ย้ำว่า ๑,๐๔๔ บาทค่ะ มีจำนวนอยู่ถึง ๑,๓๐๗,๑๕๒ คน หมายความว่าเรามีเด็ก ๆ นับล้านที่มีความเสี่ยง และเปราะบางในการดำรงชีพและกำลังจะขาดโอกาสที่จะได้เรียนต่อ เพราะเมื่อพ่อแม่ ผู้ปกครองต้องดิ้นรนหารายได้เพื่อการดำรงชีพในชีวิตประจำวัน เลี้ยงปากเลี้ยงท้อง เลี้ยงครอบครัวให้รอดไปวัน ๆ ก็ไม่มีการเก็บสะสมเงินเพื่อการศึกษาของบุตรหลานในระยะยาว หรือแม้กระทั่งจะจ่ายค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับการศึกษาให้กับบุตรหลานได้ ท่านประธาน ที่เคารพคะ การสนับสนุนการศึกษาของภาครัฐในปัจจุบันให้แก่ประชาชน เช่น ทุนสนับสนุน ค่าเล่าเรียน ค่าหนังสือ หรือสื่อการเรียนการสอน ค่าชุดนักเรียน ไม่ได้ครอบคลุมค่าใช้จ่ายส่วนอื่น ระหว่างการเรียน ไม่ว่าจะเป็นค่าเดินทาง ค่าอาหารกลางวัน รวมถึงราคาสินค้าที่เกี่ยวข้อง กับการศึกษาก็เพิ่มสูงขึ้นตามค่าครองชีพและอัตราเงินเฟ้อ ไม่สอดคล้องกับงบประมาณ ที่รัฐตั้งไว้เพื่ออุดหนุนนักเรียนเช่นเดียวกัน จากรายงานของสถาบันวิจัยเพื่อความเสมอภาค ทางการศึกษา วสศ. ในปีพ.ศ. ๒๕๖๔ พบว่าในการเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น รัฐอุดหนุน เงินเพื่อการศึกษาต่อนักเรียน ๑ คนอยู่ที่คนละ ๖,๑๕๘ บาทต่อปี แต่พ่อแม่ผู้ปกครอง ต้องจ่ายจริง ถึง ๑๗,๘๓๑ บาทต่อปี โดยค่าใช้จ่ายที่สูงที่สุดคือค่าเล่าเรียน ที่ถึงแม้ว่า รัฐจะอุดหนุนค่าจัดการการเรียนการสอนต่อคนอยู่ที่คนละ ๓,๕๐๐ บาทต่อปี และให้ยกเว้น ค่าเทอมจนจบมัธยมศึกษาตอนต้นก็ตาม แต่ในทางปฏิบัติจริง ๆ ค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับการเรียนการสอนเพิ่มขึ้นมาในโรงเรียนโดยไม่อาจปฏิเสธได้ค่ะ จากการสำรวจ ในปี ๒๕๖๓ ของสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เราจะพบว่ามีนักเรียน เพียง ๖๐ เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่ได้ศึกษาต่อในระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย หรือ ปวช. และน้อยยิ่งไปกว่านั้นมีเพียง ๒๘ เปอร์เซ็นต์ที่ได้เรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัย ด้วยปัจจัย ทางเศรษฐกิจของครอบครัวและยิ่งเมื่อสถานการณ์ Covid-19 เข้ามาทำให้รายได้ครัวเรือน ตกต่ำลงและค่าครองชีพเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก อัตราการเรียนต่อของเด็กและเยาวชนไทย ก็ยิ่งลดน้อยลง เด็กไทยหลุดออกจากระบบการศึกษากลางคัน ทั้งในช่วงรอยต่อระหว่าง ประถมศึกษากับมัธยมศึกษาตอนต้น และมัธยมศึกษาตอนต้นถึงมัธยมศึกษาตอนปลาย ในช่วงระหว่าง พ.ศ. ๒๕๖๓-๒๕๖๕ มีมากถึง ๑.๒ ล้านคน ผลกระทบของค่าครองชีพ ที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งกระทบต่อระบบการศึกษาในครัวเรือนที่เปราะบาง ทำให้การพัฒนา คุณภาพทรัพยากรมนุษย์ที่สำคัญอย่างยิ่งคือเด็กและเยาวชนที่เราห่วงใย อันจะเป็นอนาคต ของประเทศชาติในวันข้างหน้า เกิดปัญหาและกระเทือนต่อศักยภาพของประเทศไทย ในระยะยาว ท่านประธานที่เคารพ ดิฉันเชื่อว่าท่านสมาชิกสภาจำนวนมากมีบุตรหลาน ของตัวเองและเรื่องการศึกษาของบุตรหลานก็เป็นเรื่องที่ทุกคนให้ความสำคัญเป็นลำดับต้น ๆ เหมือนกับพี่น้องประชาชนที่ต้องเผชิญสภาพความยากลำบากจากค่าครองชีพที่สูง อยู่ในขณะนี้ ในหมู่พ่อแม่มีคำกล่าวโดยทั่วไปว่าไม่มีกินก็ได้ แต่ขอให้ได้ส่งลูกเรียนค่ะ ดังนั้น การที่ต้องให้บุตรหลานออกจากระบบการศึกษา จึงเป็นเรื่องเหลือทนที่พ่อแม่แทบทุกคน ต้องกัดฟันทำใจไม่อยากให้เกิดขึ้นค่ะ ท่านประธานและเพื่อนสมาชิกที่เคารพ ดิฉัน ขออ้างอิงถึงชื่อท่านนะคะ อาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย และอดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เคยกล่าวไว้ว่าถ้าเราไม่สามารถเจียดเงินมา เพื่อการศึกษา ก็ไม่น่าจะเจียดเงินไปสำหรับเรื่องอื่นได้ เพราะฉะนั้นดิฉันจึงมองว่าการใช้เงิน เพื่อการศึกษาจะดีกว่าหรือไม่ ที่เราสามารถลดค่าใช้จ่ายทั้งด้านการศึกษาและด้านอื่น ๆ ของพี่น้องประชาชนไปพร้อมกัน เพื่อให้พี่น้องประชาชนแต่ละครอบครัวมีเงินในกระเป๋า เพิ่มมากขึ้น สามารถลงทุนในอนาคตของครอบครัวคือลูกหลานของตัวเองได้มากขึ้น โดยไม่เดือดร้อนต่อคุณภาพชีวิต ให้ประชาชนคนไทยมีทางเลือกในการครองชีพ และให้ลูกหลานไทยได้มีการศึกษาโดยไม่ต้องหลุดออกจากระบบ ดิฉันเชื่อว่าสภาผู้แทนราษฎร มีหน้าที่ในการแสวงหาทางออก ทางแก้ไขปัญหาให้กับประเทศ ดิฉันจึงขอเสนอ ให้สภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแก้ไขปัญหาค่าครองชีพสูง เพราะเรามองว่าปัญหาค่าครองชีพสูงไม่ได้กระทบเฉพาะตัวพ่อแม่แต่ไปถึงเด็ก ๆ ด้วย เราเชื่อว่าวันนี้ถ้าเราตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญแล้วเราจะนำเสนอไปถึงรัฐบาล เพื่อจะให้ ทางรัฐบาลนำไปปฏิบัติต่อไป กราบขอบคุณค่ะท่านประธาน