ศศินันท์ สนับสนุนตั้งกรรมาธิการแก้หนี้ครัวเรือน ห่วงค่าครองชีพพุ่งกระทบครอบครัว

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๔ · ๑๙ ตุลาคม ๒๕๖๖

ศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์ อภิปรายสนับสนุนการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อแก้ไขปัญหาหนี้สินครัวเรือนและค่าครองชีพที่สูง พร้อมเสนอแนวทางการปรับปรุงกฎหมายให้ยั่งยืนและมาตรการลดภาระครัวเรือน เช่น การขยายเวลาลาคลอดและส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ เพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิตและสนับสนุนการมีบุตรในสังคมยุคปัจจุบัน

นางสาวศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์ กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานคะ ดิฉัน ทนายแจม ศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร เขต ๑๑ พรรคก้าวไกล วันนี้จะมาขอร่วมอภิปรายสนับสนุนการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาแก้ไขปัญหาหนี้สินครัวเรือนของท่านอนุชา แล้วก็ตั้งคณะกรรมการวิสามัญ เพื่อศึกษาและแนวทางการแก้ไขการปรับปรุงกฎหมายเพื่อการแก้ไขหนี้สินครัวเรือน อย่างยั่งยืนของท่านชัยวัฒน์ แล้วก็ญัตติของท่านเอกราช อุดมอำนวย แล้วก็ของท่านวิทยา แก้วภราดัย ท่านประธานที่เคารพคะ วันนี้ดิฉันอยากจะนำเสนอขอ Slide ด้วยนะคะ

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)

ปัญหาหนี้สินครัวเรือน เป็นปัญหาใหญ่ของหลายครอบครัวมาก ๆ และวิกฤตินี้เองทำให้หลาย ๆ คนไม่อยาก มีลูก เพราะอะไร เพราะว่าการเลี้ยงลูก ๑ คน ต้องใช้จำนวนเงินมหาศาลมาก ๆ ในขณะที่ เด็กเกิดใหม่เราลดลงโดยเฉลี่ย ๒๘๐,๐๐๐ ราย และสำนักงานสถิติแห่งชาติประเมินเอาไว้ว่า ค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงลูก ๑ คน เฉลี่ยอยู่ที่ประมาณเดือนละ ๒๗,๓๕๒ บาทต่อเดือน ในขณะที่เรามีค่าแรงขั้นต่ำอยู่ที่ประมาณ ๑๕,๐๐๐ บาทต่อเดือนเท่านั้น เพราะฉะนั้นดิฉัน เห็นว่าพ่อแม่ที่มีรายได้ขั้นต่ำและมีหนี้สินครัวเรือนสูง ค่าครองชีพสูงเป็นวิกฤติที่พ่อแม่ ที่จะเลี่ยงเผชิญไม่ได้เมื่อต้องเลี้ยงลูกเพื่อให้อยู่รอด เพื่อให้อยู่ดีกินดีในมุมของผู้เป็นพ่อ เป็นแม่แล้วเรื่องนี้เป็นเรื่องที่เรากังวลมาก ๆ เพราะว่าการที่เรามีค่าแรงขั้นต่ำที่น้อย การที่เรามีหนี้สินครัวเรือนที่สูง และค่าครองชีพที่สูง หมายถึงโอกาสในการเสริมสร้าง พัฒนาการของเขาก็จะหายไปด้วย เหมือนที่ท่านสมาชิกได้พูดไปเมื่อสักครู่ การที่พ่อแม่ ต้องทำงานหนักเพื่อจ่ายหนี้ใช้จ่ายภายในครัวเรือนทำให้โอกาสในการเข้าถึงโภชนาการที่ดี ของเด็ก ๆ ลดลง และส่งผลต่ออารมณ์ของเด็ก เมื่อผู้ใหญ่หรือผู้ปกครองต้องมีภาวะ ความเครียด พ่อแม่เราต้องดิ้นรนกันเองมาก ๆ เพราะว่าเราต้องพยายามหาเงินหาทอง นอกจากจะต้องเสียค่าอาหารการกินของลูกเราแล้วและเสียค่าเรียนเสริมพัฒนาการนั่นนี่ หรือว่าซื้ออุปกรณ์ ซื้อของเล่นเสริมพัฒนาการด้วยตัวเอง เพราะว่ารัฐไม่ได้ Support และตลกร้ายก็คือว่าต่อให้ของเล่นมีเสริมพัฒนาการมีเยอะขนาดไหน ไม่ต้องใช้ทุนทรัพย์ เลยก็ได้แต่ต้องใช้เวลา ซึ่งเรื่องเวลาก็เป็นเรื่องที่สำคัญเหมือนกันเพราะว่าปัจจุบัน เราลาคลอดได้แค่ ๓ เดือนเท่านั้น เพราะฉะนั้นการที่เราจะมีในเรื่องของเบี้ยเด็กเล็กก็ตาม แล้วก็เรื่องลาคลอด ๑๘๐ วันก็ตาม จะชดเชยแล้วก็เพิ่มโอกาสในการเสริมสร้างพัฒนาการ ด้านอารมณ์และการสร้างความสัมพันธ์ในครอบครัว มีงานวิจัยบอกมากมายว่า เด็กที่ได้กินนมแม่ในช่วง ๖ เดือนแรกจะมีพัฒนาการที่ดี ซึ่งประเทศไทยเรามีสถิติการให้นมลูก ด้วยนมแม่ ๑๒ เปอร์เซ็นต์ จากภาพจะเห็นว่าประเทศอื่นมีหลายเปอร์เซ็นต์มาก ๆ สามารถ ให้นมแม่ได้เกินขั้นต่ำคือ ๖ เดือน ในประเทศไทยแค่ ๑๒ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น เด็กไทย กินนมแม่น้อยต่ำมาก ๆ ไม่ว่าจะด้วยปัจจัยของการคลอดแล้วก็ต้องรีบกลับไปทำงาน หรือคลอดแล้วไม่มีน้ำนม ทำให้ต้องใช้นมผงเป็นตัวแรกทันทีหลังคลอด แล้วก็การที่เราจะให้นมแม่ จะช่วยลดค่าใช้จ่าย ลดความเสี่ยงในเรื่องของนมผงด้วย นมผงกลายเป็นค่าใช้จ่าย ที่ทั้งจำเป็นและไม่จำเป็นของคนเป็นแม่ ซึ่งถ้าใครที่เลี้ยงลูกจะรู้ดีว่าแค่มีลูก ๑ คน ค่าใช้จ่าย ในเรื่องของนมผงก็ ๔,๐๐๐-๕,๐๐๐ บาทแล้ว ยังไม่รวม Pampers เดือนหนึ่ง ก็ ๔,๐๐๐-๕,๐๐๐ บาทเหมือนกัน เพราะฉะนั้นการที่เราจะให้สิทธิแม่ได้กลับไปเลี้ยงลูก ในแบบที่ได้รับค่าชดเชย จะช่วยลดค่าใช้จ่ายในเรื่องของนมผงไปได้มาก ๆ แล้วก็ค่าใช้จ่าย เรื่องนมผงเขาบอกว่าประมาณปีหนึ่ง ๔๘,๐๐๐ บาทต่อปี นอกจากนั้นยังช่วยลดความเสี่ยง เรื่องมะเร็งเต้านมและมะเร็งรังไข่เหมือนที่คุณหมอชลน่านได้พูดเอาไว้ด้วยนะคะ เพราะฉะนั้นถ้าเราจะสนับสนุนให้คนมีลูกมากขึ้น เราก็ต้องมีการสนับสนุนให้มีการลาคลอด ๑๘๐ วันด้วยนะคะ แล้วยิ่งถ้าพ่อแม่สามารถแบ่งวันลาคลอดกันได้ก็จะช่วยลดปัจจัย ความเสี่ยงในการเป็นซึมเศร้าหลังคลอดด้วย ไม่ต้องรู้สึกว่าแบกภาระไว้คนเดียว แล้วนี่เป็น การจ่ายค่าเวลาที่ดีที่สุดถ้าจะทำได้ อันนี้เป็นเรื่องของสูตรนมแม่ ๑ ชั่วโมงทันทีหลังคลอด แล้วก็ ๖ เดือนต้องได้นมแม่อย่างน้อย ๆ ๖ เดือน แล้วหลังจากนั้นก็กินนมแม่เสริมร่วมกับ อาหารปกติ ซึ่งอันนี้ที่ทำให้แม่ ๆ หลายคนไม่สามารถให้นมแม่ได้ถึง ๖ เดือน หรือบางคน ก็มีน้ำนมไม่พอ เหตุเพราะเรื่องข้อแรกเลย เรื่องการที่จะต้องให้น้ำนมใน ๑ ชั่วโมงแรก หลังคลอดยังไม่ได้กำหนดเป็นข้อบังคับของกระทรวงสาธารณสุข อันนี้อยากฝากกระทรวง สาธารณสุขด้วยนะคะ แล้วก็ประเทศที่ให้ความสำคัญกับเด็กมีแนวโน้มว่าประเทศนั้น จะเป็นประเทศที่เจริญก้าวหน้า มีคุณภาพแรงงานที่ดี อาชญากรลดลง เพราะฉะนั้น เราจะต้องเอาใจใส่ตั้งแต่พัฒนาการ กระบวนการแรกของการเติบโต กระบวนการพัฒนา เด็กเล็กให้เติบโตอย่างดีและมีความพร้อมในการพัฒนาการด้านอื่น ๆ ได้อย่างดีที่สุด เมื่อสังคมเริ่มตระหนักถึงความเหลื่อมล้ำและการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างมากขึ้นเรื่อย ๆ แล้ว พวกเขาจะไม่เห็นด้วยกับกระบวนการตีตราความยากจนสิ่งที่เกิดมา สิ่งที่เกิดตามขึ้นมาก็คือ การปฏิเสธความช่วยเหลือจากรัฐบาล การมีลูกจึงเหมือนการใช้เงินออมก้อนใหญ่ และเป็นการลงทุนมหาศาลเพราะต้องสู้กับเศรษฐกิจที่แย่ลง เงินเดือนที่ไม่สูง และการจ่าย หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ และมองว่าการเลี้ยงเด็กอีกคนนั้นเป็นเรื่องที่เกินกำลังเกินไป เร็ว ๆ นี้ พรรคก้าวไกลของเราในปีกแรงงาน เราได้นำเสนอร่างไปเกี่ยวกับเรื่องการลาคลอด ๑๘๐ วัน เกี่ยวกับเรื่องห้องให้นม ต่าง ๆ เราก็รอท่านนายกรัฐมนตรีเศรษฐา ทวีสิน จะพิจารณา รับรองด้วย อันนี้ฝากไว้ด้วย Slide ถัดไป สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP ของไทยในปัจจุบัน สูงอันดับ ๗ ของโลก และสูงพอ ๆ กับประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างเนเธอร์แลนด์ นี่เป็นปัจจัย หลักสำคัญที่ทำให้เด็กรุ่นใหม่ไม่อยากมีลูก และพฤติกรรมการกู้ไม่ได้เป็นแค่ปัญหาระดับ รัฐบาล หลายคนมีหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้เหมือนที่ท่านผู้เสนอญัตติหลายท่านได้พูดออกไป ว่ามีหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้จำนวนมาก หนี้บ้าน หนี้รถ หนี้การศึกษา และสารพัดค่าใช้จ่าย ต่าง ๆ กว่าสังคมไทยจะเป็นคนไทยไร้จนในปี ๒๕๗๐ เด็กที่เกิดมาแล้วก็อาจจะพลาดโอกาส ที่ดีในการที่เขาจะได้พัฒนาตัวเองก็เป็นได้ ข้อเสนอเสนอแนะจึงไม่ได้เป็นแค่ในการแก้ปัญหา เรื่องการไม่ยอมมีลูกอย่างเดียว หรือแก้ไขปัญหาในเรื่องของหนี้สินอย่างเดียว แต่ก็อยากให้ การตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญครั้งนี้ได้ตระหนักแล้วก็นึกถึงครอบครัวของคนที่มีลูกด้วย เพราะว่าใน ๑ วันที่เราเดินช้าลงและละเลย เราอาจจะสูญเสียอัจฉริยะตัวน้อยที่กำลังเติบโต และจะเก่งกว่าพวกเราอย่างแน่นอนในอนาคต ขอบคุณค่ะท่านประธาน