อนุชา บูรพชัยศรี หารือปัญหาหนี้ครัวเรือนที่เพิ่มสูงขึ้นจนแตะเกือบ 16 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 90.6% ของจีดีพี โดยเฉพาะหนี้บริโภคที่ไม่สร้างรายได้ ซึ่งส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ เสถียรภาพทางสังคม และความมั่นคงในระยะยาว พร้อมเสนอให้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญหรือใช้กลไกเดิมพิจารณาแก้ไขอย่างเร่งด่วน รวมถึงการรวบรวมข้อมูลหนี้จากแหล่งต่าง ๆ อย่างครบถ้วนเพื่อประเมินสถานการณ์และออกแบบมาตรการช่วยเหลือประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ผม อนุชา บูรพชัยศรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรครวมไทยสร้างชาติ แบบบัญชีรายชื่อจากกรุงเทพมหานครครับ วันนี้ผมได้มีการเสนอญัตติให้กับที่สภาแห่งนี้ ได้พิจารณาเป็นเรื่องของการที่ให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณา ศึกษาการแก้ไขปัญหาหนี้สินครัวเรือน เพื่อให้เป็นไปตามระเบียบข้อบังคับของ สภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ ผมขออนุญาตที่จะอ่านคร่าว ๆ แบบไว ๆ ในเรื่องของหลักการ และเหตุผล คือทั้งนี้เนื่องจากในปัจจุบันประชาชนมีรายได้อาจจะไม่เพียงพอกับรายจ่าย ซึ่งจำเป็นต้องมีการสร้างหนี้เพื่อให้การใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน โดยในปัจจุบัน หนี้ครัวเรือนไทยมีการขยายตัว แล้วก็คาดการณ์ว่ายอดหนี้ก็อาจจะมีการพุ่งสูงขึ้น ในปี ๒๕๖๖ จนถึงปี ๒๕๖๗ ในปีหน้า พร้อมทั้งมีปัจจัยที่จะทำให้หนี้สินครัวเรือนสูงขึ้น เช่น สงครามที่เกิดขึ้นในปัจจุบันในหลายภูมิภาค รวมถึงการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของ ธนาคารกลางจากประเทศต่าง ๆ รวมถึงการที่มีปรากฏการณ์ธรรมชาติมากมายที่เกิดขึ้น แล้วก็ค่าครองชีพที่มีแนวโน้มสูงขึ้นอันจะกระทบต่อความสามารถในการชำระหนี้ ของประชาชนจึงมีความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องตั้งคณะทำงานเพื่อแก้ไขปัญหาเรื่องของ หนี้สินครัวเรือนในปัจจุบันอย่างเร่งด่วน ก่อนอื่นผมขอเริ่มต้นที่จะพูดถึงภาพรวมของ หนี้ครัวเรือนของประเทศไทยในปัจจุบัน ซึ่งในปัจจุบันนี้หนี้ครัวเรือนส่งผลให้เศรษฐกิจ ภายในประเทศอาจจะไม่เติบโตเท่าที่ควร เนื่องจากครัวเรือนต้องนำรายได้ไปชำระหนี้ ที่ก่อเกิดมาแล้ว จำกัดกำลังซื้อของผู้บริโภค ทำให้การจับจ่ายใช้สอยไม่เป็นไปตามที่คาดเอาไว้ ทั้งนี้อาจจะส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของระบบการเงินการคลัง ของประเทศ รวมถึงในปัจจุบันหนี้ครัวเรือนของไทยก็มีการเจริญเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว แล้วก็สูงเป็นอันดับต้น ๆ เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่น โดยหนี้ครัวเรือนส่วนใหญ่เป็นหนี้ ที่อาจจะสร้างรายได้ไม่เต็มที่แล้วก็เสี่ยงที่จะทำให้เกิดการผิดนัดชำระหนี้
ในเรื่องของตัวเลขของประเทศไทย หนี้ครัวเรือนในปัจจุบันต้องบอกว่า เราติด Top 20 ของโลกเลยในปี ๒๐๒๓ นี้ ถ้าจะเทียบแล้วเราอยู่อันดับที่ ๘ ของโลกเลย ในปัจจุบันจากตัวเลขล่าสุด เป็นรองแค่เพียงสวิตเซอร์แลนด์ ออสเตรเลีย แคนาดา เกาหลีใต้ ฮ่องกง นิวซีแลนด์ แล้วก็เนเธอร์แลนด์ ถ้ามองถึงในส่วนของ Asia เราอยู่ในอันดับ ๓ เลยทีเดียวรองจากทางด้านเกาหลีใต้ ฮ่องกง แล้วก็มาประเทศไทย เพราะฉะนั้นสถานการณ์ หนี้ครัวเรือนของไทยก็เป็นที่น่ากังวลเนื่องจากเหตุผลสำคัญ ๆ ๒ เรื่อง
เรื่องแรก ก็คือหนี้ครัวเรือนส่วนใหญ่ของไทยเป็นสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ นั่นหมายถึงว่าหนี้ที่กู้มาแล้วประชาชนส่วนใหญ่ไม่ได้นำไปให้เกิดดอกเกิดผล สร้างรายได้ สร้างประสิทธิภาพสร้างประสิทธิผล ซึ่งส่วนใหญ่เป็นหนี้เพื่อการอุปโภคบริโภคที่ใช้แล้ว ก็หมดไป ไม่ช่วยสร้างรายได้ให้เพิ่มขึ้นหรือทำให้ชีวิตดีขึ้นในอนาคต แล้วหนี้ส่วนใหญ่ ก็เป็นหนี้แบบเรียกว่าเป็น Short Term หรือว่าเป็นหนี้ระยะผ่อนสั้น ๆ แต่ดอกเบี้ยค่อนข้าง ที่จะสูงเลยทีเดียว ทำให้มีภาระผ่อนต่อเดือนที่สูง โดยจะแตกต่างจากประเทศอื่น ๆ ที่พัฒนาแล้ว แม้จะมี สัดส่วนยอดหนี้ครัวเรือนต่อ GDP ที่สูง แต่ว่าส่วนใหญ่หรือหนี้เกือบทั้งหมดนี้เป็นหนี้สินเชื่อ เพื่อที่อยู่อาศัยที่สามารถจะไปสร้างรายได้หรือสร้างความมั่นคงได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ การนำไปขายในอนาคตหรือการนำไปให้เช่า
ประการที่ ๒ ปัญหาก็คือเรื่องของหนี้ครัวเรือนส่วนใหญ่จะอยู่ในกลุ่มผู้กู้ ที่มีปัญหาด้านความสามารถในการชำระหนี้ ซึ่งปัจจุบันคนไทยกว่าเกือบ ๖ ล้านคนเลยทีเดียว กำลังมีหนี้เสียหรือว่า NPL ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสินเชื่อส่วนบุคคล กลุ่มที่น่าระวังก็คือกลุ่มวัย เริ่มทำงานตั้งแต่อายุประมาณ ๒๐-๓๕ ปี มีสัดส่วนการใช้สินเชื่อที่อาจจะไม่ก่อให้เกิดรายได้ เป็นสัดส่วนที่สูงที่สุดและมีสัดส่วนผู้กู้ที่มีหนี้เสียสูงที่สุดถึงเกือบ ๒๕ เปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว ของจำนวนผู้กู้ทั้งหมด โดยเฉพาะกลุ่มเกษตรกรหรือกลุ่มผู้มีรายได้น้อยก็จะเป็นกลุ่ม ที่มีอัตราเสี่ยงพอสมควร เพราะฉะนั้นสาเหตุทั้งหมดนี้ทั้ง ๒ เรื่องก็อาจจะต้องมีการดำเนินการ ที่จะต้องแก้ปัญหาเพื่อไม่ให้ปัญหานั้นลุกลามไปสู่ปัญหาอื่น ๆ ตามมา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ ปัญหาสุขภาพจิตของลูกหนี้ แน่นอนครับ ใครที่เป็นหนี้อาจจะนอนไม่หลับ เพราะถึงแม้ว่า ท่านกำลังหลับอยู่ดอกเบี้ยมันก็ยังเดินอยู่ ๆ ดี ปัญหาสังคมที่อาจจะเกิด ถูกกดดัน จากภาระหนี้ต่าง ๆ ทำให้ไม่สามารถที่จะมีการคิดในเรื่องของที่เป็นบวก Creative Thinking เรื่องสิ่งต่าง ๆ ที่เราต้องการ Create Idea ดี ๆ เข้ามาไม่สามารถดำเนินการได้เลย อาจจะ เริ่มให้ก่ออาชญากรรมได้ในอนาคต จนทำให้มีชีวิตและทรัพย์สินของคนในสังคมที่อาจจะ ต้องไม่ปลอดภัยตามไปด้วย นอกจากนี้ปัญหาหนี้จะยิ่งรุนแรงขึ้นเมื่อไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย ซึ่งแน่นอนค่าใช้จ่ายในการดูแลสุขภาพก็จะต้องสูงขึ้น ก็ต้องมีความระมัดระวัง ซึ่งสวนทาง กับรายได้ของครัวเรือนที่ต้องลดลงตามจำนวนคนทำงานที่หารายได้ได้
ในส่วนของข้อมูลในปัจจุบันที่ได้จากทางด้าน สศค. ก็คือตอนนี้หนี้สิน ของประเทศไทยเองก็อยู่ในลำดับที่เรียกว่ามีมูลค่าประมาณเกือบ ๑๖ ล้านล้านบาท ถ้าคิดเป็นสัดส่วนหนี้สินครัวเรือนต่อ GDP ก็จะอยู่ที่ ๙๐.๖ เปอร์เซ็นต์ และหากพิจารณา การก่อหนี้ครัวเรือนรายวัตถุประสงค์ก็จะพบว่าครัวเรือนมีการก่อหนี้เพื่ออสังหาริมทรัพย์ และอุปโภคบริโภคส่วนบุคคลที่เพิ่มขึ้น ในส่วนของความสามารถในการชำระหนี้ของครัวเรือน ภาพรวมก็ลดลง โดยหนี้ NPL หรือหนี้ที่เสียในปัจจุบันมีมูลค่าถึง ๑.๔๔ แสนล้านบาท หรือมีสัดส่วน NPL ต่อสินเชื่อรวมอยู่ที่ ๒.๖๘ เปอร์เซ็นต์ ถ้าถามว่าแล้วกู้ไปทำอะไร ส่วนใหญ่ตัวเลขก็คือถ้าเราคิดหนี้สินครัวเรือนรวมทั้งหมดเป็น ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ นำไป ซื้ออสังหาริมทรัพย์ประมาณอยู่ที่ ๓๓.๕ เปอร์เซ็นต์ ไปซื้อยานยนต์อยู่ที่ ๑๑.๓ เปอร์เซ็นต์ ไปประกอบธุรกิจ ๑๘.๒ เปอร์เซ็นต์ เป็นสินเชื่อบุคคล ๑๙ เปอร์เซ็นต์ เป็นสินเชื่อบุคคล ที่ไม่มีหลักประกัน ๔.๙ เปอร์เซ็นต์ เป็นสินเชื่อบัตรเครดิต ๒.๘ เปอร์เซ็นต์ แล้วก็เป็นสินเชื่ออื่น ๆ อีกประมาณ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ สิ่งที่ผมได้อภิปรายในเบื้องต้นนี้ก็อยากจะเรียนว่าข้อมูล ที่ทางด้านธนาคารแห่งประเทศไทยเพิ่งจะนำเข้ามาเพิ่มเติมแล้วก็เข้ามาในการที่จะดู เรื่องของหนี้สินครัวเรือนของไทยด้วย ก็มีการเพิ่มเติมจากทางด้านกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา กยศ. แล้ว จำนวน ๔๘๓,๐๐๐ ล้านบาท จากการเคหะแห่งชาติอีกประมาณ ๑๑,๐๐๐ ล้านบาท จาก Pico Finance อีกจำนวน ๖,๐๐๐ ล้านบาท แล้วก็สหกรณ์อื่น ๆ ที่นอกเหนือจาก สหกรณ์ออมทรัพย์อีกจำนวนประมาณ ๒๖๕,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งก็จะทำให้เห็นภาระ หนี้ครัวเรือนได้ดียิ่งขึ้นจากการที่นำ ๔ หนี้ทั้งหมดนี้มารวมกัน
ต่อมา แนวทางการแก้ไข ต้องบอกว่ารัฐบาลชุดที่แล้วก็ได้มีการดำเนินการ มาหลายส่วนเลยทีเดียว มีการแบ่งหนี้ออกเป็น ๘ กลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นการแก้ไขปัญหา หนี้กองทุนการกู้ยืมเพื่อการศึกษาหรือว่า กยศ. มีการออกกฎหมายไปเรียบร้อย ไม่ต้องมีผู้ค้ำประกัน มีการลดดอกเบี้ยในส่วนของดอกเบี้ยผิดนัดชำระหนี้ มีการกำหนด การไกล่เกลี่ย การปรับโครงสร้างหนี้ของประเทศให้เป็นวาระของชาติ มีการแก้ไขปัญหา หนี้เช่าซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์ มีการแก้ไขปัญหาหนี้สินข้าราชการ โดยเฉพาะ ข้าราชการครูแล้วก็ข้าราชการตำรวจ มีการปรับลดและทบทวนโครงสร้างและเพดานอัตราดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียม การออกมาตรการคุ้มครองสิทธิของลูกหนี้ มีการแก้ไขปัญหาหนี้บัตรเครดิตและสินเชื่อบุคคล รวมถึงการแก้ไขปัญหาการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของประชาชนรายย่อยแล้วก็ SMEs แล้วสุดท้ายคือการปรับปรุงขั้นตอนในกระบวนการยุติธรรมเพื่อให้เอื้อแก่การแก้ไขปัญหาหนี้สิน นั่นคือของรัฐบาลชุดที่แล้วของท่าน พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา อย่างไรก็ตามการลดลง ของหนี้สินครัวเรือนไทยเป็นเพียงการลดลงในส่วนของสัดส่วนต่อ GDP เท่านั้น แต่มูลหนี้ ก็ยังมีการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สิ่งที่รัฐบาลปัจจุบันภายใต้การนำของท่านนายกรัฐมนตรี เศรษฐา ทวีสิน ในตอนนี้ก็มีนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลอย่างเช่นเรื่องของการพักหนี้ เกษตรกร ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรหรือว่า ธ.ก.ส. หรือว่าในส่วนของการที่จะมีธนาคารออมสินเข้ามาดูแล ซึ่งแน่นอนก็จะต้องมีการใช้เงิน ในส่วนของรัฐบาลเข้าไปช่วยเหลือด้วยในบางส่วน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการพักหนี้ หรือว่าการที่จะมีการลดต้นหรือลดดอกอะไรก็ตามในอนาคต นอกเหนือจากนั้นก็จะเป็น การลดภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงานให้กับประชาชน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการลดน้ำมันดีเซล ในอนาคตก็จะมีเรื่องของการลดน้ำมันเบนซิน แล้วก็เรื่องของการตรึงราคาก๊าซหุงต้มต่าง ๆ มาตรการลดภาระค่าใช้จ่ายด้านไฟฟ้าได้มีการประกาศไปแล้วโดยกระทรวงพลังงาน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการปรับลดอัตราให้เหลืออัตรา ๔.๑ บาทต่อหน่วยก็ตาม นอกจากนี้ ก็จะมีการดำเนินมาตรการช่วยเหลืออื่น ๆ อีกมากมายที่เคยดำเนินการมาในอดีต นอกเหนือจากนั้นก็คงต้องดำเนินการในการที่จะช่วยเหลือเรื่องที่จะให้ประชาชนได้มีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องของการจัดการหนี้สินหรือที่เรียกกันภาษาอังกฤษที่เขาบอกว่า เป็น Financial Literacy หรือการสร้างความตระหนักรู้ทางการเงิน สิ่งต่าง ๆ ที่ผม ได้อภิปรายมาทั้งหมดนี้ต้องบอกว่ามีหลายส่วนที่ดำเนินการไปแล้วในรัฐบาลชุดที่แล้ว รัฐบาลชุดปัจจุบันก็กำลังออกมาตรการต่าง ๆ เพื่อที่จะมาช่วยเหลือหนี้สินของพี่น้อง ประชาชน แต่อย่างไรก็ตามสิ่งที่สำคัญก็คือว่ายังคงต้องมีการพิจารณาข้อมูลให้เป็นปัจจุบัน การที่จะมีการจัดตั้งคณะกรรมาธิการเพื่อศึกษาแก้ไขปัญหาหนี้สินจึงเป็นสิ่งที่สำคัญ ต่อการดำเนินการที่จะแก้ไขในอนาคตอันใกล้ที่จะถึงนี้ แต่อย่างไรก็ตามในตอนที่ผมได้เสนอ ญัตตินี้เข้ามาสภาแห่งนี้ยังมิได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมาธิการสามัญประจำสภาแห่งนี้ แต่ในปัจจุบันมีการแต่งตั้งคณะกรรมาธิการขึ้นมาแล้ว มีประธาน มีกรรมาธิการเรียบร้อยแล้ว เขาเรียกว่าเป็นคณะกรรมาธิการแก้ไขปัญหาหนี้สินแห่งชาติ เพราะฉะนั้นผมก็ยินดีถ้าหากว่า จะนำญัตติของผมเข้าไปเพื่อที่จะให้ทางด้านคณะกรรมาธิการแก้ไขปัญหาหนี้สินแห่งชาติ ได้พิจารณา โดยอาจจะไม่จำเป็นที่จะต้องตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมาอีกคณะหนึ่ง เพื่อที่จะลดค่าใช้จ่ายของสภาแห่งนี้ แล้วก็ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าญัตติของผมจะเป็นการเริ่มต้น ในการที่จะทำให้สภาแห่งนี้ได้มีโอกาสได้นำเสนอ ได้พิจารณา ได้ศึกษาสิ่งที่จะสามารถ ส่งให้กับทางรัฐบาลเพื่อเป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหาหนี้สินครัวเรือนได้ แล้วก็เนื่องจากว่า มีผู้ที่ร่วมที่จะเสนอการอภิปรายเพื่อที่จะเห็นชอบหรือไม่ อย่างไรกับญัตติของผม ผมก็อยากขอสละสิทธิในการที่จะอภิปรายสรุปญัตติเพื่อที่ในอนาคตจะไปนำเสนอ รายละเอียดทั้งหมดให้กับทางด้านคณะกรรมาธิการแก้ไขปัญหาหนี้สินแห่งชาติถ้าสภานี้ เห็นชอบด้วย ขอบพระคุณท่านประธานครับ