นพพล เหลืองทองนารา

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๔ · ๑๙ ตุลาคม ๒๕๖๖

นพพล เหลืองทองนารา หารือเรื่องสิทธิและโอกาสในการจ้างงานคนพิการตามกฎหมายแรงงานมาตรา 33-35 และเรียกร้องให้หน่วยงานรัฐเป็นแบบอย่างในการจ้างงานเพื่อลดภาระสังคม พร้อมเสนอแนวทางแก้ไขคุณสมบัติการกู้ยืมเงินกองทุนพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนพิการเพื่อให้เข้าถึงได้ง่ายขึ้น

นายนพพล เหลืองทองนารา พิษณุโลก

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพครับ กราบเรียนท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ผม นพพล เหลืองทองนารา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพิษณุโลก พรรคเพื่อไทย คนพรหมพิราม ท่านครับ ความพิการเป็นสิ่งที่ทำให้ชีวิตนั้นไม่สามารถที่จะดำเนินไปเหมือนกับผู้คนปกติได้ ฉะนั้น จริง ๆ แล้วคนพิการก็ต้องดำรงชีวิตอยู่เหมือนกับคนปกติ เพราะฉะนั้นในเรื่องของการจ้างแรงงาน ในฐานะที่วันนี้ผมก็ใส่ที่ยึดขามาด้วย เพราะครั้งหนึ่งในชีวิตผมก็เคยเป็นคนพิการชั่วคราว แค่ผมเป็นคนพิการชั่วคราวนี่ผมรู้ซึ้งเลยครับว่าชีวิตของคนพิการนั้นเป็นอย่างไร ลำบาก ขนาดไหน น่าสงสารขนาดไหน แล้วจริง ๆ ช่วงที่ผมเป็นคนพิการนี่นะครับ ผมเองก็เคย ไปไต่ถาม ไปนั่งคุยกับคนพิการ เขาก็บอกว่าเขาไม่เคยอยากที่จะเป็นภาระของใคร ไม่อยาก ที่จะเป็นภาระสังคม เพียงแต่ว่าขอให้สังคมได้ให้โอกาสกับเขา โดยเฉพาะในเรื่องของ การประกอบสัมมาอาชีพ วันนี้เห็นหลาย ๆ ท่านพูดถึงเรื่องแรงงาน แต่ว่าผมเองก็ขอพูดถึง เรื่องแรงงานในส่วนของคนพิการ ตามมาตรา ๓๓ มาตรา ๓๔ มาตรา ๓๕ ที่เกี่ยวกับ เรื่องของแรงงาน กฎหมายแรงงาน ในการจ้างงานของผู้พิการ ในการที่มีอัตราส่วน ไม่ว่าจะหน่วยงานของรัฐหรือเอกชนก็ตาม ถ้ามีลูกจ้างตั้งแต่ ๑๐๐ คนขึ้นไปจะต้องมี การจ้างแรงงานคนพิการ ๑ คน ถ้าเศษ ๕๐ คนก็ให้อีก ๑ คน ทั้งรัฐ ทั้งเอกชน แต่ถ้าเกิดว่า ไม่พร้อมหรือไม่สะดวกที่จะให้คนพิการได้ไปทำงานก็ต้องเสียเงินตามมาตรา ๓๔ หรือไม่ในมาตรา ๓๕ ก็คือจัดสัมปทานให้เขาได้ขายของให้เขาอะไรพวกนี้นะครับ แต่ว่าไป ๆ มา ๆ แล้วผมเองอยากจะขอเรียกร้องไปถึงทั้งหน่วยงานของรัฐแล้วก็เอกชน โดยเฉพาะหน่วยงานของรัฐ รัฐควรจะต้องเป็นคนนำในเรื่องของการให้คนพิการได้เข้าสู่ การมีงานทำ ตัวเลขสภาพของคนพิการเมื่อสิ้นเดือนมิถุนายน ๒๕๖๖ มีตัวเลขของคนพิการ ทั้งหมด ๒ ล้านกว่าคน และในจำนวน ๒ ล้านกว่าคนนั้น ไม่น่าเชื่อว่าเป็นคนที่อยู่ในวัยแรงงาน ๘๕๙,๐๐๐ กว่าคนเศษ นั่นก็คือถ้าเปรียบเทียบกันแล้วก็ตกอยู่ราว ๆ ๓๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ แต่ว่าท่านเชื่อไหมครับว่า มีคนพิการได้เข้าทำงานจริง ๆ ได้มีงานทำจริง ๆ เพียง ๓๐๐,๐๐๐ กว่าคนเท่านั้น หรือว่า ประมาณ ๑ ใน ๓ อยู่ในวัยแรงงานของคนพิการ แล้วอีก ๖๐๐,๐๐๐ อันนี้พูดถึงเฉพาะ คนที่อยู่ในวัยทำงานไม่ได้คิดถึงตัวเลขของคนพิการทั้งหมด ถ้าคิดถึงตัวเลขของคนพิการทั้งหมด ๒,๒๘๑,๐๐๐ กว่าคนแล้วมีงานทำอยู่เพียง ๓๐๐,๐๐๐ คน นั่นแสดงว่าอีก ๑,๙๐๐,๐๐๐ คน ไม่ได้ประกอบอาชีพก็เป็นภาระกับสังคม ซึ่งคนเหล่านั้นเขาอึดอัดมาก เพราะฉะนั้นในส่วน มาตรา ๓๓ กับมาตรา ๓๕ เขาเองเขาอยากได้ตรงนั้นมากกว่า คือโอกาสที่เขาทำงาน มาตรา ๓๔ จริงอยู่ว่าแม้ว่าไม่ว่าสถานประกอบการหรือว่ารัฐก็ตามไม่สามารถที่จ้างแรงงาน ที่เป็นคนพิการได้ก็ให้นำเงินสมทบเข้ากองทุนพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนพิการ ก็ตกแล้ว ปีหนึ่งต่อคนนี่ก็ประมาณปีหนึ่ง ๑๑๙,๘๕๑ บาท ซึ่งเขาเองเขาบอกเขาไม่อยากได้ เขาอยากได้ในส่วนของการที่ให้โอกาสเขาในการทำงานเสียมากกว่า ท่านครับหน่วยงาน ของรัฐผมขออนุญาตที่จะพูดถึงตัวเลขนะครับ จริง ๆ แล้วการจ้างงานที่รัฐจะต้องมีการ จ้างงานกับผู้พิการทั้งหมดมีความต้องการ เพราะว่าข้าราชการภาครัฐมีอยู่ ณ ปัจจุบันยังขาด ความต้องการอยู่อีกตั้ง ๑๔,๐๐๐ กว่าราย เพราะว่าในนี้ได้บอกตัวเลขไว้ว่าข้าราชการ ทั้งหมดในส่วนของภาครัฐ ๑,๗๐๐,๐๐๐ กว่าคน เพราะฉะนั้น ๑,๗๐๐,๐๐๐ กว่าคน แล้วก็ มีการจ้างผู้พิการเพียง ๓,๐๐๐ กว่าคน เพราะฉะนั้นยังเหลืออีก ๑๔,๔๐๐ กว่าคน รัฐควร จะต้องเป็นตัวนำ ถ้าองค์กรของรัฐเองยังจ้างผู้พิการตามกฎหมายแรงงานมาตรา ๓๓ กับ มาตรา ๓๕ เพียงเท่านี้เอกชนเขาเห็นเป็นแบบอย่างอย่างนี้แล้ว เป็นไปไม่ได้หรอกครับ ที่เอกชนเขาจะจ้างแรงงานเต็ม ๆ ตามที่เขาจะต้องจ้าง เพราะฉะนั้นผมขอเรียกร้องถึงทาง กระทรวงแรงงานให้ช่วยเป็นคนนำในเรื่องของการให้คนพิการนั้นได้มีงานทำ และอีกอย่างหนึ่งในเรื่องของกองทุนที่ให้คนพิการได้กู้ยืมไปประกอบสัมมาอาชีพ ถ้ากู้เป็น รายบุคคลก็คือไม่เกินร้อยละ ๖๐,๐๐๐ บาท แต่ถ้าจะเอาเกิน ๖๐,๐๐๐ บาทก็จะต้องมี การพิจารณากันเป็นราย ๆ ไป แต่ไม่เกิน ๑๒๐,๐๐๐ บาท ส่วนการกู้เป็นกลุ่มนั้น ให้ ๑ ล้านบาท ท่านครับ ในคุณสมบัติหรือแม้แต่ผมได้คุยกับคนพิการที่มายื่นหนังสือเมื่อเช้านี้ ที่มาจากจังหวัดสระแก้ว ซึ่งท่านเป็นประธานนะครับ ผมก็ถามในเรื่องตัวนี้เหมือนกัน เพราะว่าในสมัยที่แล้วผมเป็นรองประธานคณะกรรมาธิการการสวัสดิการสังคม ผมเอง หลังจากที่ประสบอุบัติเหตุเป็นคนพิการชั่วคราวผมก็เอาใจใส่ในเรื่องนี้ เพราะผมสงสารเขามาก ผลปรากฏว่าตอนที่มาคุยกันเขาก็เล่าให้ฟังว่าตอนที่แรกเริ่มโครงการนี้ในการให้กู้ยืมเงิน มีการคุยกันกับข้าราชการ กับผู้บริหารระดับสูงในเรื่องคุณสมบัติ ทั้งคุณสมบัติ แล้วก็ในเรื่อง ของคนค้ำทั้งหลาย เขาบอกว่าตอนที่คุยกันก่อนที่จะออกกฎหมายไม่มีปัญหาเลย เอาแค่ว่า ขอให้คนที่น่าเชื่อถือได้เท่านั้น แต่ว่าพอถึงเวลาจริง ๆ เชื่อไหมครับโดยเฉพาะคนค้ำ บางจังหวัดดันเขียนไปในนั้นว่าแล้วแต่ดุลยพินิจ พอแล้วแต่ดุลพินิจปุ๊บบางจังหวัด ก็เอาข้าราชการมาเป็นคนค้ำ ถามใจพวกเรากันเองเถอะครับ คนดี ๆ พวกเรายังแทบจะ ไม่อยากค้ำให้กันเลย แล้วนี่คนพิการใครจะไปอยากค้ำ เพราะฉะนั้นผมเองอยากจะเรียกร้อง ขอให้ทางกระทรวง หรือว่าเจ้าหน้าที่ที่มีส่วนรับผิดชอบได้ช่วยดูแลในส่วนของกองทุน ที่จะให้กับผู้พิการเหล่านี้ด้วย ท่านครับ คนพิการน่าสงสาร คนพิการเขาเองอยากจะพึ่งพาตัวเอง เพราะฉะนั้นแล้วผมขอขอวิงวอนแทนผู้พิการเหล่านั้นให้รัฐได้เอาใจใส่ แต่ว่าผมขอเถอะนะครับ สำหรับคนดี ๆ ที่มีครบ ๓๒ อย่าพยายามประพฤติตน หรือว่าไปทำอะไรประมาททำให้ตัวเอง หรือว่าคนอื่นรอบข้างได้มีความพิการ อาจจะพิการทางใจอะไรทำนองนั้น ก็ขอให้ มีความเป็นคนที่ครบ ๓๒ ทั้งใจทั้งกาย กราบขอบพระคุณครับ