ธีระชัย แสนแก้ว หารือเรื่องแรงงานไทยที่ไปทำงานในประเทศอิสราเอลที่ถูกกลุ่มฮามาสโจมตี และเรียกร้องการสนับสนุนจากทุกฝ่ายในการนำแรงงานกลับประเทศ พร้อมขอความช่วยเหลือของรัฐในการเตรียมความพร้อมและส่งเสริมสวัสดิการ สวัสดิภาพ และชีวิตความเป็นอยู่ของแรงงานไทยในต่างประเทศ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายธีระชัย แสนแก้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี พรรคเพื่อไทย กระผม ขอกราบเรียนท่านประธานว่าขออนุญาตในการที่จะอภิปรายเรื่องแรงงานที่มีเพื่อนสมาชิก ได้ยื่นญัตติในวันนี้ ขอสนับสนุนญัตติของเพื่อนสมาชิกทุกท่าน เพราะผมถือว่าแรงงาน เป็นผู้ค้ำจุนโลก ในโลกนี้ถ้าไม่มีแรงงานพวกเราก็คงจะลำบากพอสมควร ชนชั้นใช้แรงงาน มีทั้งคนทำความสะอาด ชงกาแฟ หรืออาหารที่พวกเราได้รับประทานอยู่ทุกวันนี้ ก็ชนชั้นใช้แรงงานที่อยู่ในสภาผู้แทนราษฎร หลาย ๆ ท่านก็อภิปรายไปแล้ว กระผมอยากจะ ขอกราบเรียนกับท่านทั้งหลายว่าจะอภิปรายกับเรื่องแรงงาน ที่เกี่ยวข้องกับประเทศอิสราเอล ที่ไม่มีความสงบ ณ วันนี้ ท่านประธานครับเกี่ยวข้องกับแรงงานในตอนนี้ไม่มีข่าวไหน ที่จะได้รับความสนใจกับพี่น้องแรงงานที่ไปทำงานในประเทศอิสราเอล ที่ถูกกลุ่มฮามาสโจมตี ถูกยิง ถูกฆ่า และถูกจับเป็นตัวประกัน ท่านประธานครับ ณ วันนี้ตายแล้ว ๒๙ ท่าน อุดรธานี ตายไปแล้ว ๙ คน ถูกจับทั้งหมด ๑๗ คน และอุดรธานีถูกจับเป็นตัวประกัน ๕ คน และบาดเจ็บอีกมากมายครับท่าน ขณะนี้รัฐบาลกำลังดำเนินการในการนำแรงงานที่ต้องการ จะกลับสู่ภูมิลำเนาก็ทยอยกันมา ๑,๐๐๐ กว่าคนแล้วคาดว่าลงทะเบียนไปแล้วประมาณ ๗,๐๐๐-๘,๐๐๐ รายครับ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
กระผมอยากจะขอกราบเรียน ท่านประธานครับ มีคำถามหลายคนว่าทำไมพี่น้องแรงงานไทยจึงมุ่งหน้าไปอิสราเอลทั้ง ๆ ที่ ประเทศนี้มีสงครามอยู่ตลอดเวลา ภูมิภาคนี้มีการรบราฆ่าฟันนับ ๑,๐๐๐ ปีแล้ว ท่านประธานดูประวัติศาสตร์ ตั้งแต่สงครามครูเสด จนถึงวันนี้สงครามก็ยังไม่ยุติ และมีแนวโน้มจะมีปัญหาสงครามในประเทศนี้จะยุติลงได้เลย ทั้งสาเหตุความขัดแย้ง ทั้งทางการเมือง ความขัดแย้งทางความเชื่อ ความขัดแย้งทางด้านศาสนา ซึ่งก็เป็นที่ทราบกันดี ชีวิตความเป็นอยู่ของพี่น้องแรงงานไทยในอิสราเอลไม่ได้มีชีวิตที่สะดวกสบายเลยครับ อากาศก็ร้อน แห้งแล้ง ทะเลทราย แล้วยังต้องไปเผชิญกับสังคมที่ไม่คุ้นเคยใหม่ ๆ อีกด้วย ทำไมพี่น้องแรงงานไทยต้องไปอิสราเอลมากกว่า ๓๐,๐๐๐ คน และอยู่ในแรงงานประมาณ ๕,๐๐๐ คน ทำงานอยู่ในพื้นที่เสี่ยง อยู่ในพื้นที่สงครามความขัดแย้งระหว่างอิสราเอล- ปาเลสไตน์ รวมทั้งกลุ่มหัวรุนแรงอีกหลายกลุ่ม คำตอบแรกท่านประธานครับ คือความยากจน ความยากจนเป็นสิ่งที่น่ากลัว ไม่มีเงินชีวิตของคนเราจะอยู่ไม่ได้ หรือถึงอยู่ได้ก็อยู่อย่างยากลำบาก ก็ต้องขวนขวาย ก็ต้องหาโอกาสในการที่จะเข้าถึงการศึกษา ทรัพยากรต่าง ๆ ก็ไม่มี เมื่อต้นทุนชีวิต ของพี่น้องประชาชนไม่เท่ากันละครับ ก็ต้องดิ้นรน ต้องไปหาเงิน หารายได้เพื่อหาเลี้ยงปาก เลี้ยงท้อง และครอบครัว กลัวแค่ไหนก็ต้องไม่กลัว ก็ต้องเดินทางไป อย่างพี่น้อง ชาวจังหวัดอุดรธานี ๔,๐๐๐ กว่าคน เลือกที่จะไปต่อสู้ดิ้นรนที่ประเทศอิสราเอล กระผม ได้พูดคุยกับพี่น้องชาวอำเภอกุมภวาปี อำเภอประจักษ์ศิลปาคม และในหลายอำเภอ อำเภอหนองหานด้วยทางโทรศัพท์ ที่เขาได้เดินทางมา เขาต้องการจะปลดหนี้ปลดสิน เพราะว่าเงินเดือนที่เขาไปทำนั้น เขาไปใช้แรงงานเก็บผักอิสราเอล เอาเงินส่งมาเดือนละ ๓๐,๐๐๐ บาท พอทำงานครบสัญญา ๕ ปี ก็ปลดหนี้ลดสิน กลับมาสร้างบ้าน ซื้อรถยนต์ให้ครอบครัว แล้วก็เป็นสุข ส่งลูกส่งเต้าไปเรียนหนังสือ แล้วก็มาต่อทุน เพราะเขามีโอกาสอย่างนั้นครับ ๑ เดือนมีรายได้มากกว่าไทยถึง ๔ เดือน แล้วอีกอย่างหนึ่ง ที่แสดงถึงการพัฒนาทางเทคโนโลยี อิสราเอลมีการทำเทคโนโลยีอย่างสูงมาก โดยใช้การเกษตรกรรมตั้งแต่กระบวนการปลูกพืชฤดูการผลิตของทางด้านการเกษตร และการใช้เทคโนโลยีเก็บเกี่ยวการผลิตทางด้านการเกษตร ซึ่งเราเห็นว่าอิสราเอลแห้งแล้ง พื้นดินทะเลทรายมีทรัพยากรน้ำ น้ำใต้ผิวดินก็น้อย และอิสราเอลก็มีน้ำหยดทีละหยด บริเวณรากของพืชผักต่าง ๆ ก็คือพัฒนาทางเทคโนโลยีชั้นสูงครับท่านประธาน เพื่อให้พืชผัก เจริญงอกงาม ถ้าเป็นไปได้ก็ไปดูงานอิสราเอลก็ได้ ท่านประธานครับ ข้อมูลจากกระทรวง แรงงานระบุว่าแรงงานไทยทำภาคเกษตรในอิสราเอลจนครบสัญญาจ้าง ๕ ปี ๓ เดือน พี่น้องแรงงานจะได้รายได้ ๓ ล้านบาทต่อคน นี่คือแรงงาน ดึงดูดให้คนไทยเข้าไปทำงาน ในอิสราเอลครับ จำนวนเงิน ๓ ล้านบาท ภายใน ๕ ปี ๓ เดือน ก็แปลว่าพี่น้องแรงงานไทย จะต้องทำงานอย่างมีความสุขทุกท่าน จากการรายงาน BBC บอกว่าแรงงานไทยในอิสราเอล มักถูกเอาเปรียบเหมือนกัน ละเมิดสิทธิมนุษยชนพื้นฐาน แรงงานหลายคนรับจ้าง ไม่เป็นไปตามสัญญาก็คือนายจ้างนั่นละ สภาพการทำงานไม่ตรงกับสัญญา และสภาพชีวิต ความเป็นอยู่ก็ไม่ได้ถูกสุขอนามัยเหมือนที่เราคิด จากเหตุการณ์ความรุนแรงในอิสราเอล และชีวิตความเป็นอยู่ยากลำบากของพี่น้องคนไทยที่กระผมได้กล่าวมานั้น กระผมจึงอยากจะ ขอเสนอแนะแนวทางแก้ไขปัญหากับพี่น้องชาวแรงงานที่ต้องเดินทางไปทำงานต่างประเทศ ต่อคณะกรรมาธิการสามัญ คณะกรรมาธิการแรงงานหรือรัฐบาลเพื่อให้ได้นำไปบริหารจัดการ ที่เกี่ยวกับแรงงานในประเทศที่ส่งออกไปต่างประเทศ
ประการที่ ๑ การเคลื่อนย้ายแรงงานไปทำงานต่างประเทศควรเพิ่มทักษะ อีกสักหน่อยมันจะได้รอบรู้ การเคลื่อนย้ายแรงงานไปทำงานต่างประเทศที่มีรายได้ อยู่ระดับสูงกว่าการทำงานในไทย สร้างรายได้แก่ตัวเองและส่งเงินกลับมาให้ครอบครัวใช้จ่าย เมื่อการจับจ่ายใช้สอย เศรษฐกิจก็หมุนเวียนในระบบ รัฐบาลก็ได้ภาษีมูลค่าเพิ่ม กระผม ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีนโยบายในการส่งเสริมดูแลคุ้มครองสวัสดิการ สวัสดิภาพ และชีวิตความเป็นอยู่ของแรงงานไทยในต่างประเทศทุกประเทศ โดยต้องให้เป็นไปตาม ตัวบทกฎหมายและอยู่ในระบบทั้งหมด และให้เจ้าหน้าที่ของรัฐช่วยดูแลเรื่องสัญญาจ้าง ของพี่น้องแรงงาน เพื่อป้องกันสัญญาทาสครับ
ประการที่ ๒ ภารกิจของกระทรวงแรงงานจะต้องเป็นเจ้าภาพหลัก ทั้งในด้านการส่งเสริม คุ้มครอง และพัฒนาแรงงาน การพิจารณามิติเชิงปริมาณ อันได้แก่ ต้องสรุปจำนวนแรงงานไทยที่เดินทางไปทำงานต่างประเทศทุกประเทศอย่างชัดเจน การคำนึงถึงกระบวนการการส่งแรงงานไปต่างประเทศ เพราะเราคำนึงถึงคุณภาพชีวิตของเขาด้วย เพราะเขาไปทำงาน นำเงินรายได้เข้าประเทศ เพื่อนสมาชิกก็ได้กล่าวไปแล้วบอกว่า ปีละ ๒๐๐,๐๐๐-๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาทครับท่านประธาน
ประการที่ ๓ รัฐต้องสร้างกลไกให้แรงงานมีความเสี่ยงน้อยที่สุดและลดภาระหนี้ ที่เป็นต้นทุนในการเดินทางไปทำงานต่างประเทศครับท่านประธาน ชี้ให้พี่น้องแรงงานเห็นว่า ไปทำงานต่างประเทศจะได้รับผลที่คุ้มค่า และไม่เสียเปรียบและไม่ขาดทุน
ประการที่ ๔ รัฐต้องขยายช่องทางและโอกาสในการเดินทางไปทำงาน ต่างประเทศผ่านสำนักงานจัดหางานจังหวัดต่าง ๆ และพัฒนาให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น กว่าที่เป็นอยู่ เพื่อลดโอกาสและความเสี่ยงให้พี่น้องแรงงานถูกหลอกครับ ไปเสียนา มาเสียเมีย บางครั้งกลับมาเสียทั้งเมีย เสียทั้งนา อันนี้เป็นคำพูดที่พูดมาตลอดระยะเวลา บางครั้งถูกต้มว่าจะไปซาอุดีอาระเบีย แต่ขึ้นเครื่องบินไปซาอุดรครับ จากการรับสมัครงาน ของภาคเอกชน รวมทั้งต้องเพิ่มจัดคนงานแบบรัฐต่อรัฐ ระหว่างรัฐต่อรัฐ ให้รัฐต่อรัฐจัดการ ภาคเอกชนบางทีก็เอาหัวคิวสูง แล้วไม่ได้รับความเป็นธรรมให้มากขึ้น กว่าจะใช้หนี้ใช้สิน ทำงาน ๕ ปี ใช้หนี้ ๒ ปี ให้พี่น้องแรงงานได้ประโยชน์สูงสุด
ประการที่ ๕ รัฐต้องช่วยเหลือในการเตรียมความพร้อมให้พี่น้องแรงงาน ก่อนเดินทาง ต้องมีการอบรมเชิงปฏิบัติให้เข้าใจถึงลักษณะวัฒนธรรมและวิถีชีวิต ความเป็นอยู่ รู้ภาษาพื้นเมือง ก็มีอยู่บ้าง มีการอบรมก่อนไปอยู่แล้ว แต่ให้เข้มข้นมากกว่านี้
สุดท้าย ต้องสนับสนุนรวมกลุ่มแรงงานไทยในต่างประเทศ สร้างเครือข่าย ให้มีความเข้มแข็ง เหมือนไปประเทศไทยนี่ละ เพื่อให้เกิดความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน หากเกิดปัญหาเฉพาะหน้าขึ้น พี่น้องแรงงานจะได้ช่วยเหลือแชร์ข้อมูลต่าง ๆ เหมือนที่ เราได้เห็นอยู่ใน TV นี่ละครับ ช่วยเหลือกันแบบนั้น แบบยายแกงที่อยู่หนองบัวลำภู ยายแจ๋มที่อยู่หนองบัวลำภู ก่อนแม่เขากำลังจะตาย แม่เขาก่อนสิ้นลมหายใจบอกว่า ช่วยพี่น้องแรงงานก่อนเถอะ เราต้องยกย่องสรรเสริญเขา
สุดท้ายผมขอแสดงความเสียใจกับพี่น้องแรงงานที่ได้สูญเสียชีวิตทุกท่าน ขอไว้อาลัย ไว้ทุกข์ด้วย โดยเฉพาะพี่น้องชาวจังหวัดอุดรธานีตายไป ๙ ศพแล้วครับ ศพจะมาถึงในวันพรุ่งนี้เพียง ๒ ศพ นอกนั้นก็ต้องพิสูจน์ทราบอะไรต่าง ๆ อีกเยอะแยะ กระผมถึงขอกราบเรียนกับท่านประธานมาแต่เพียงเท่านี้ ขอกราบขอบพระคุณครับ