ขัตติยา สวัสดิผล อภิปรายปัญหาการจ้างงานและทักษะแรงงานที่ไม่สอดคล้องกับความต้องการของตลาด โดยตั้งข้อสังเกตถึงความไม่ตรงกันระหว่างตัวเลขคนว่างงานกับการขาดแคลนแรงงานในสาขา STEM และเรียกร้องให้มีการเร่งพัฒนาทักษะแรงงานผ่านการ reskill และ upskill เพื่อรองรับตลาดแรงงานยุคดิจิทัล.
ท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน นางสาวขัตติยา สวัสดิผล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ท่านประธานคะ ดิฉันจะขออภิปรายถึงการแก้ไขปัญหาการจ้างงานและการเพิ่มทักษะ แรงงาน โดยดิฉันจะขอพูดถึงสถานการณ์ในปัจจุบันก่อนว่าตอนนี้เรากำลังเผชิญกับอะไรอยู่ ท่านประธานคะ ณ ปัจจุบันเราต่างรู้ดีว่าเรากำลังอยู่ในสังคมผู้สูงอายุ ดังนั้นเราจึงต้อง เตรียมรับมือกับผลกระทบที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ที่จะเกิดขึ้นกับตลาดแรงงานไทย ตามตัวเลข ของสำนักงานสถิติแห่งชาติได้รายงานเอาไว้ว่าจากจำนวนประชากร ๕๘ ล้านคน มีจำนวน คนว่างงานอยู่ ๔.๒ แสนคน โดย ๕๘ ล้านคน คือตัวเลขของกำลังแรงงานที่มีอายุ ๑๕ ปีขึ้นไป เนื่องจากเป็นวัยทำงานได้ และ ๔.๒ แสนคนคือตัวเลขของคนที่ไม่มีงานทำจาก ๔.๒ แสนคน ใน ๕๘ ล้านคนคิดเป็น ๐.๗ เปอร์เซ็นต์ อันนี้คือตัวเลขจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ คำถามของดิฉันคือตัวเลขคนว่างงาน ๐.๗ เปอร์เซ็นต์จากสำนักงานสถิติแห่งชาตินี้ เชื่อถือได้หรือไม่ ที่ดิฉันต้องตั้งคำถามเพราะว่าการให้คำนิยามของคำว่าผู้มีงานทำ ของสำนักงานสถิติแห่งชาตินั้นอาจไม่สอดคล้องกับสภาพการณ์ในปัจจุบันสักเท่าไร เนื่องจาก เขาให้คำนิยามว่าผู้มีงานทำคือการมีงานทำเพียง ๑ ชั่วโมงต่อสัปดาห์ก็ถือว่าเป็นผู้มีงานทำแล้ว ซึ่งดิฉันคิดว่าการให้คำนิยามแบบนี้ มันอาจทำให้เราไม่สามารถที่จะมองเห็นปัญหาที่แท้จริงได้ ในเรื่องของคนว่างงาน ท่านประธานคะ มันเป็นเรื่องตลกที่น่าเศร้าที่สภาของเราจะต้อง มาพูดถึงปัญหาคนว่างงานกับปัญหาตลาดขาดแรงงานไปพร้อม ๆ กัน ปัญหาเหล่านี้เกิดจากอะไร อย่างแรกเลยดิฉันคิดว่าปัญหาเกิดจากความไม่สอดคล้องกันระหว่างทักษะงานที่ตลาดต้องการ กับทักษะงานที่แรงงานมีอยู่ ณ ตอนนี้ ดิฉันขอยกตัวอย่างง่าย ๆ เมื่อสักครู่นี้ท่านพลากร พิมพะนิตย์ ก็ได้อภิปรายไปแล้วว่ามีตัวเลขคนว่างงานเยอะมากเลยแต่ทำไมใน Website จัดหางาน ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น JobsDB หรืออะไรเอย ดิฉันขออนุญาตที่ต้องเอ่ยนามนะคะ ยังมีงาน ต่าง ๆ มากมายรอให้คนสมัคร Post บางตำแหน่งอยู่เป็นเดือน ๆ ตำแหน่งก็ยังว่างอยู่ นั่นแสดง อะไร นั่นแสดงให้เห็นว่าในขณะที่คนกำลังตกงาน มันก็มีงานอีกประเภทใหญ่ ๆ เลย ที่รอเราอยู่แต่หาคนทำงานไม่ได้ในประเทศไทยใช่หรือไม่ ท่านประธานคะ เมื่อเราดูให้ละเอียด เราจะเห็นว่ากลุ่มแรงงานที่ประเทศไทยเรายังหาคนทำงานไม่ได้ คือกลุ่มงานที่เรียกว่า STEM S มาจาก Sciences T มาจาก Technology E มาจาก Engineering M มาจาก Mathematics วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรม และคณิตศาสตร์ นอกจากนั้นในขณะที่เรากำลังไปสู่โลก ยุคใหม่ ตลาดแรงงานเราต้องการแรงงานสมัยใหม่ แต่แรงงานไทยกลับไม่ถูก Reskill หรือ Upskill เพื่อที่จะให้ไปเสริมกับตลาดสมัยใหม่ได้อย่างเพียงพอ มันจึงเกิดปัญหา คนว่างงานขึ้น ที่ดิฉันพูดถึงคำว่าตลาดสมัยใหม่ ตลาดสมัยใหม่คืออะไร ตลาดสมัยใหม่คือ ตลาดที่นำเอาเทคโนโลยีเข้ามาช่วยเพื่อให้สอดคล้องกับพฤติกรรมการบริโภคของลูกค้าในยุค Digital เช่น การเข้ามาของ AI หรือการใช้ ChatGPT เทคโนโลยีเหล่านี้ย่อมจะเป็นภัยคุกคาม ต่อตลาดการจ้างงานของแรงงานทักษะต่ำ ดังนั้นการ Upskill ของแรงงานจึงมีความสำคัญ เพราะมันจะเป็นการเปลี่ยนภัยคุกคามอันนี้ให้กลายมาเป็นเครื่องมือในการทำงานได้ ดังนั้น เราต้องสร้างผู้ใช้เทคโนโลยีเหล่านี้ให้เป็น เพื่อให้เทคโนโลยีเหล่านี้เป็นเครื่องมือให้กับเรา ในบริบทของสังคมไทยการ Reskill และการ Upskill ไม่ได้รับความสำคัญเท่าที่ควร ทั้งภาครัฐและผู้ประกอบการไม่ได้เอื้อให้คนไปฝึกทักษะเพิ่มเติม แต่อย่างใดเมื่อเทียบ กับประเทศสิงคโปร์ ประเทศสิงคโปร์เขามีการตั้งกองทุนขึ้นมาแล้วให้เครดิตเป็นจำนวน ๕๐๐ เหรียญกับคนที่มีอายุ ๒๕ ปีขึ้นไป เพื่อไปเรียน เพื่อไป Reskill เพื่อไป Upskill ให้เกิด โอกาสต่าง ๆ สำหรับเศรษฐกิจอนาคต แล้วก็มีการจ่ายเงินชดเชยที่ต้องเสียเวลา เพื่อไปฝึกทักษะเหล่านี้ แล้วเขาก็มีการจัดทำ Platform ให้ข้อมูลงานในอนาคต รวมถึง ให้คำปรึกษาเรื่องการฝึกทักษะเพื่อเปลี่ยนอาชีพ ที่ผ่านมาประเทศไทยเราเคยมีแนวคิดแบบนี้ พรรคเพื่อไทยเคยมีนโยบายชื่อว่า กองทุนคนเปลี่ยนงาน คือให้พนักงานบริษัทที่มีแนวโน้ม ที่จะถูกเลิกจ้าง จากการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีสามารถที่จะพัฒนาทักษะใหม่ได้ สร้างงานใหม่ได้ สร้างธุรกิจใหม่ได้ร่วมกันกับภาคเอกชน กำหนดสายอาชีพ เป้าหมายที่จำเป็น ของตลาดแรงงานในอนาคต อีกปัญหาหนึ่งที่เกิดขึ้นคือการไม่ Matching กันระหว่างคนกับงาน คนจบมาทำงานไม่ตรงกับสายที่เรียน ๗๐ เปอร์เซ็นต์ คือจำนวนของคนที่ทำงานไม่ตรงกับ สายที่เรียนมา ๔๔ เปอร์เซ็นต์คือจำนวนของเด็กจบใหม่ทั้งประเทศที่ทำงานไม่ตรงสาย เพราะว่าเราไปเน้นสายการเรียนที่สถาบันการศึกษาต้องการ แต่ไม่ใช่สิ่งที่ตลาดแรงงานกำลัง ขาดแคลนอยู่ รวมถึงจริตแล้วก็ค่านิยมของคนไทยในเรื่องการศึกษาที่เราไปเน้นสายสามัญ มากกว่าสายอาชีพ ทั้ง ๆ ที่กลุ่มสายอาชีพคือกลุ่มแรงงานที่มีความสำคัญมาก คนจบปริญญา จึงเกิดการว่างงานเยอะมาก ดิฉันคิดว่าปัญหาเหล่านี้สามารถแก้ไขได้หากว่ารัฐวางทิศทาง ด้านทรัพยากรบุคคลอย่างเพียงพอ โดยกำหนดอุตสาหกรรมหลักของประเทศว่าคืออะไร ดิฉันจึงมีข้อเสนอว่ารัฐจะต้องนำเข้าองค์ความรู้ให้กับแรงงาน รัฐควรจะต้องสร้างแรงจูงใจ ในการเรียนรู้ให้กับประชาชน ทำให้ประชาชนรู้ว่าเรียนไปแล้วได้อะไร และในระหว่างทาง ก็จะต้องมีสิ่งตอบแทนให้เขา เช่น เงินหรือสิทธิในการลาโดยได้รับเงินเดือนเท่าเดิม รัฐกับประชาชนต้องมองเป้าหมายแล้วก็มีความเข้าใจร่วมกันว่าทักษะที่ตลาดต้องการ กับทักษะที่แรงงานมีคืออะไร และรัฐต้องทำหน้าที่ในการอำนวยความสะดวก เพื่อที่จะ Matching แรงงานเข้าสู่ตลาดและเป็นเจ้าภาพในการสร้าง Platform การเรียนรู้ ด้วยการทำงานอย่างบูรณาการระหว่างรัฐ เอกชน และสถานศึกษา ท่านประธานคะ สิ่งที่ดิฉันอยากฝากคือประเทศไทยจะต้องรีบวางโครงสร้างด้านทรัพยากรมนุษย์ อย่างเช่น ในอดีตที่ญี่ปุ่นได้ทำให้เห็นเป็นตัวอย่างว่าเขาเตรียมคนเข้าสู่อุตสาหกรรมหนักคือยานยนต์ ที่เป็นอุตสาหกรรมหลักของประเทศ และผลักดันคนให้ศึกษาด้านนี้โดยเฉพาะ เพื่อที่จะมา เสริมอุตสาหกรรมหลักที่เขาได้กำหนดทิศทางเอาไว้ ดังนั้นประเทศไทยควรวางโครงสร้าง ด้านทรัพยากรมนุษย์ เพื่อพัฒนาแรงงานให้เหมาะสมกับเป้าหมายของประเทศตามที่รัฐบาล วางแผนไว้ และจะต้องวางศักยภาพแรงงานให้มากกว่าปัจจุบันเพื่อรองรับต่อการเปลี่ยนแปลง ในอนาคต ขอบพระคุณค่ะ