สหัสวัต ชี้ปัญหาแรงงานอิสระ-สร้างสรรค์ ขาดคุ้มครอง ค่าจ้างต่ำ ต้นทุนสูง

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๔ · ๑๙ ตุลาคม ๒๕๖๖

สหัสวัต คุ้มคง อภิปรายปัญหาแรงงานรูปแบบใหม่ โดยเฉพาะแรงงานแพลตฟอร์มและแรงงานอิสระที่ถูกจัดเป็นหุ้นส่วนแต่ขาดความมั่นคง ต้องแบกรับต้นทุนสูง ค่าจ้างต่ำ และไม่มีสวัสดิการ พร้อมเรียกร้องให้ปรับปรุงกฎหมายแรงงานและระบบพัฒนาฝีมือให้สอดคล้องกับตลาด เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตแรงงานไทยที่ได้รับผลกระทบจากค่าครองชีพสูงและสภาพการทำงานที่ไม่เป็นธรรม จนผลักดันให้ต้องเสี่ยงไปทำงานต่างประเทศ

นายสหัสวัต คุ้มคง ชลบุรี

เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม สหัสวัต คุ้มคง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดชลบุรี เขต ๗ พรรคก้าวไกล ผมขอใช้เวลาของสภา เพื่ออภิปรายเกี่ยวกับสภาพการจ้างงานและการพัฒนาฝีมือแรงงานครับ

เรื่องแรกคือเรื่องของสภาพการจ้างงาน อย่างที่ท่านเซีย จำปาทอง และเพื่อนสมาชิกอีกหลาย ๆ ท่านได้พูดไปแล้วในส่วนของพี่น้องแรงงานในภาคอุตสาหกรรม ภาคการผลิตต่าง ๆ แต่ปัจจุบันเรามีแรงงานมากมายหลากหลายรูปแบบ มีแรงงานสมัยใหม่ เกิดขึ้นมากมายครับ ไม่ว่าจะเป็นรายงาน Platform หรือแรงงานในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ แรงงานที่ผมกล่าวถึงเหล่านี้เป็นแรงงานที่ไม่มีความมั่นคงในการจ้างงานเป็นอย่างมาก เพราะอะไรครับ ปัญหาก็คือรูปแบบของการจ้างงาน ถ้าจะอธิบายง่าย ๆ ในส่วนของแรงงาน Platform หรือที่เรารู้จักกันเป็นหลักคือพี่น้อง Rider เราจะเห็นลักษณะการจ้างงานที่สมัยนี้ ชอบใช้คำสวยหรูคือเรียกพวกเขาว่า Partner คือหุ้นส่วนนั่นละครับ แต่ในความเป็นจริงแล้ว คนเหล่านี้ไม่ได้เป็นหุ้นส่วนหรอกครับ มี Rider สักกี่คนเชียวที่ถือหุ้นบริษัทเหล่านี้ครับ ในความเป็นจริงแล้วคนเหล่านี้ก็เป็นลูกจ้างนั่นละครับ และการเป็นลูกจ้างของพี่น้อง Rider เหล่านี้มีสภาพการจ้างงานที่ย่ำแย่เป็นอย่างมากครับ เพราะอะไร เพราะแรงงานเหล่านี้ อยู่บนความเสี่ยงตลอดเวลา บนท้องถนนนี้เสี่ยงมากนะครับ ท่านประธานครับ รวมถึง มีต้นทุนของตัวเองที่ต้องใช้งาน

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)

จาก Slide เราจะเห็นเลยครับว่าต้นทุนในการ ประกอบอาชีพของพี่น้อง Rider ของเรามีทั้งเสื้อคลุม กระเป๋า โทรศัพท์ จักรยานยนต์ และอื่น ๆ รวม ๆ เป็นต้นทุนตั้งแต่ ๕๐,๐๐๐-๑๒๐,๐๐๐ บาท นี่เรายังไม่รวมค่าน้ำมัน ประกัน ภาษีรถ และค่าเสื่อมสภาพ คนเหล่านี้เขาไม่มีค่าแรงขั้นต่ำ วันหนึ่งเราไม่มีทางทราบ เลยครับว่าแต่ละคนจะได้ค่าแรงถึงค่าแรงขั้นต่ำหรือไม่ แบบนี้หรือครับที่ถูกเรียกว่า Partner นอกจากพี่น้องชาว Rider ที่เป็นแรงงานในภาคขนส่งแล้วยังมีลูกจ้างอีกประเภทหนึ่ง ในสมัยนี้คือแรงงานในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ ไม่ว่าจะเป็นแรงงานในกองถ่าย นักดนตรี กลางคืน นักวาด นักเขียน Graphic Designer ช่างแต่งหน้า คนเหล่านี้เขามีต้นทุน ที่แพงมากที่ต้องแบกรับก็คืออุปกรณ์ที่คนเหล่านี้ใช้ในการประกอบอาชีพ แต่ละอาชีพ ไม่ต่ำกว่า ๕๐,๐๐๐ บาทเป็นอย่างต่ำเลย ไหนจะค่าเสื่อมสภาพใด ๆ ทั้งค่าเครื่องดนตรี ค่าคอมพิวเตอร์ ค่า Software ค่าอุปกรณ์ ค่ากล้อง ห้องซ้อม ห้องอัด ของเหล่านี้เป็นต้นทุน ในการทำงานที่เขาไม่สามารถเบิกกับใครได้เลยครับ และที่สำคัญแรงงานกลุ่มนี้ถูกกดค่าแรง เป็นอย่างมาก ขอ Slide ถัดไปนะครับ ดูราคาของแรงงานสร้างสรรค์เหล่านี้ ค่าจ้างวาดภาพ ๒๐ บาท ๘๐ บาท ๑๐๐ กว่าบาท ค่าบทความ ๑๐๐ คำ ๑๐ บาท ๑,๕๐๐ คำ ๓๐๐ บาท นี่ต่ำมากนะครับ บางท่านอาจจะบอกว่าก็ตัดราคากันเอง ไม่จริงครับ จริง ๆ แล้วนายจ้าง ก็ฉวยโอกาสในการกดราคาคนเหล่านี้ให้ต่ำลงไปอีก แล้วแต่ละคนนะครับทำงานหามรุ่งหามค่ำ ไม่ได้หลับไม่ได้นอนส่งผลเสียต่อสุขภาพทั้งในระยะสั้น ระยะยาว และหลาย ๆ คนก็ไม่มี ประกันด้านสุขภาพอะไรเลย เกิดอุบัติเหตุจากการทำงานขึ้นมาก็พึ่งพาใครไม่ได้ ถ้าทำงาน ไม่ได้ก็เท่ากับขาดรายได้อีก นี่คือแค่ส่วนหนึ่งของความลำบากของคนที่เป็นแรงงานอิสระนะครับ ปัญหาหลักคืออะไรครับ ที่ผมพูดมานั้นปัญหาหลัก ๆ คือสภาพการจ้างงาน จริง ๆ แล้วคนเหล่านี้เขาไม่ใช่ Partner ไม่ใช่หุ้นส่วนใด ๆ เลยนี่มันแรงงานชัด ๆ ครับ แต่กลายเป็นว่าแรงงานเหล่านี้ไม่ได้รับการคุ้มครองตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานเลย ทั้งเรื่องชั่วโมงการทำงาน วันหยุด OT ไม่มีความคุ้มครองใด ๆ ไม่มีความมั่นคง ไม่มีหลักประกัน ซึ่งมันเกิดจากช่องโหว่ทางกฎหมายที่กฎหมายของเราไม่ได้ถูกปรับ แก้ไขให้ทันกับสภาพการจ้างงานที่เปลี่ยนไปตามยุคสมัย ผมเห็นเลยนะครับว่าเรื่องนี้เราต้อง เปลี่ยนนิยามการจ้างให้ครอบคลุมแรงงานกลุ่มนี้ และกลุ่มอื่น ๆ ที่จะเกิดขึ้นอีกในอนาคต เพื่อให้ได้รับความคุ้มครองอย่างที่ควรจะเป็น และที่สำคัญถ้ารัฐบาลตั้งอกตั้งใจจะผลักดัน Soft Power ของไทยจริง ๆ เรื่องหนึ่งที่ควรจะเข้ามาดูแลเร่งด่วนก็คือเรื่องนี้ เข้ามาดูแล สวัสดิภาพ สวัสดิการของคนงานสร้างสรรค์ เพราะถ้าเขาไม่มีคุณภาพชีวิตที่ดี ไม่มีเวลาพักผ่อน ที่เพียงพอ ไม่มีรายได้ที่เหมาะสมจะเอาพลังที่ไหนมาทำงานสร้างสรรค์ จะเอาคุณภาพที่ไหน มาสร้างสรรค์จินตการให้เกิด Soft Power ได้ จริง ๆ เรื่องนี้ถ้าเล่าต่อก็เป็นเรื่องยาว ๆ ได้เลย แต่เนื่องจากเวลาที่มีจำกัดขอไปในเรื่องการพัฒนาฝีมือต่อนะครับ ซึ่งผมเคยอภิปรายเรื่องนี้ ไปแล้วในสภาแห่งนี้แต่จะขอพูดซ้ำแบบเร็ว ๆ ครับ เรื่องการเพิ่มทักษะและพัฒนา ฝีมือแรงงาน ขอ Slide ด้วยนะครับ ผมชวนมาดูสถิติการพัฒนาฝีมือแรงงานสถิติแรงงาน จากสำนักงานปลัดกระทรวงแรงงาน เราจะเห็นเลยว่าตั้งแต่ปี ๒๕๖๑ มามีผู้เข้ารับ การทดสอบฝีมือแรงงานตกลงทุกปี แล้วผู้ผ่านเมื่อคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ก็ต่ำลงทุกปีเช่นกัน เมื่อปี ๒๕๖๕ มีผู้เข้ารับการทดสอบ ๓๒,๑๗๓ ราย ผ่านมาตรฐานเพียงแค่ ๒๑,๐๐๐ กว่าราย ผ่านเพียงแค่ ๖๕ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ต่อมาคือจำนวนแรงงานที่ได้รับการพัฒนาฝีมือแรงงาน และได้งานทำในปี ๒๕๖๕ ท่านประธานครับ มีผู้เข้ารับการฝึก ๗๙,๙๓๕ คน แต่ได้งานทำ เพียงแค่ ๔๒,๘๐๖ คน คิดเป็นเปอร์เซ็นต์แค่ครึ่งเดียวเท่านั้น สิ่งเหล่านี้สะท้อนได้เลยว่า การเพิ่มทักษะแรงงานที่ผ่านมาล้มเหลว นี่ไม่ใช่แค่เรื่องตัวเลขทางสถิติเท่านั้นที่มีปัญหา แต่การพัฒนาฝีมือแรงงานยังมีประเด็นที่สำคัญคือเรื่องการรับรองคุณภาพการฝึกฝีมือ และการทดสอบฝีมือ ปัญหาใหญ่ ๆ คือการฝึกฝีมือ พัฒนาฝีมือแรงงานต่าง ๆ ที่ได้รับ ใบรับรองฝึกพัฒนาฝีมือแรงงานมาแล้ว มีค่าแรงหรือคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นจริง ๆ หรือไม่ ก็ต้องบอกว่าไม่ใช่ครับ เพราะท้ายที่สุดนายจ้างจำนวนหนึ่งก็ไม่ได้ให้ความสำคัญกับใบรับรอง การฝึกทักษะเหล่านี้ รวมไปถึงบางครั้งการผ่านการฝึกทักษะฝีมือบางสาขาอาชีพได้ใบรับรองมาจริง ก็ไม่ใช่สาขาอาชีพที่ตลาดต้องการ ก็เป็นเป้าหมายที่เราต้องมาศึกษากันต่อว่าจะทำอย่างไร เพื่อแก้ปัญหาเหล่านี้ เพื่อทำให้การฝึกทักษะฝีมือแรงงานจะได้ตรงตามตลาดแรงงานได้ และผมขอย้ำอีกเรื่องหนึ่งคือเราไม่มีทางพัฒนาฝีมือแรงงานได้ ถ้าคุณภาพชีวิตของแรงงาน ยังไม่ดี ชั่วโมงเวลาทำงานยังสูง เวลาพักผ่อนยังไม่เพียงพอ รายได้ไม่มั่นคง ต้องพะวง เรื่องพ่อแม่ ลูกหลาน เราจะพัฒนาฝีมือแรงงานได้อย่างไรถ้ารัฐไม่หนุนเรื่องนี้

ขอสรุปนะครับ จากที่ผมอภิปรายมาทั้งหมดสะท้อนว่าอะไรนอกจาก ความมั่นคงในการจ้างงานก็ไม่มีแล้ว การพัฒนาฝีมือแรงงานก็ไม่สามารถทำให้เกิดการเพิ่ม รายได้ได้จริง ค่าแรงขั้นต่ำก็ต่ำเตี้ยเรี่ยดินทั้งที่ค่าครองชีพก็สูงขึ้นทุกวัน ๆ ทำให้แรงงานไทย มีคุณภาพชีวิตที่แย่มาก ไหนจะสาธารณูปโภค สวัสดิการก็แย่ นี่ละครับที่ทำให้พี่น้องแรงงาน ของเราต้องเสี่ยงไปทำงานต่างประเทศ ต่างบ้านต่างเมือง ยอมมีชีวิตที่ลำบากเพื่อที่จะ กลับมามีชีวิตที่ดีขึ้น ทั้งผีน้อยในประเทศเกาหลี แรงงานเก็บเบอร์รี่ในประเทศสวีเดน และประเทศฟินแลนด์ รวมถึงแรงงานไทยในประเทศอิสราเอลที่ยอมเสี่ยงไปอยู่ในประเทศ ที่มีสงคราม เพราะหวังว่าจะมีรายได้ที่ดีกว่า และคุณภาพชีวิตที่ดีกว่า และท้ายที่สุดเอง รัฐบาลก็ไม่สามารถ Guarantee การดูแลชีวิตพวกเขาได้ มีการกระตุ้นให้คนไทยไปทำงาน ต่างประเทศทุกปีเพื่อหารายได้เข้าประเทศ แต่ขณะเดียวกันก็กลับไม่ให้การคุ้มครองแรงงานไทย อย่างที่ควรจะเป็น ผมขอยืนยันว่าเราต้องมีการศึกษาเรื่องนี้อย่างจริงจัง และหาทางแก้ปัญหา ที่ผมและเพื่อนสมาชิกหลาย ๆ ท่านว่ามา เพื่อให้คุณภาพชีวิตของพี่น้องแรงงานดีกว่านี้ เพื่อแก้ปัญหาของพี่น้องแรงงานที่ต้นตอให้ทุกคนอยู่ได้อย่างมีศักดิ์ศรีไม่ใช่แค่อยู่ได้ไปวัน ๆ ขอบคุณครับ