ณัฐวุฒิ ทบทวนความคืบหน้าร่าง พ.ร.บ. คุ้มครองเด็ก หลังค้างเกินกำหนด

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๔ · ๑๙ ตุลาคม ๒๕๖๖

ณัฐวุฒิ บัวประทุม หารือความคืบหน้าการแก้ไข พ.ร.บ. คุ้มครองเด็กที่ล่าช้ามานาน เรียกร้องให้รัฐเร่งเสนอร่างกฎหมายเข้าสู่การพิจารณา โดยเฉพาะในประเด็นสถานะเด็กไร้รัฐและการคุ้มครองเด็กในระบบต่างๆ พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงปัญหาเด็กยากจนที่ต้องออกมาขายของในสถานที่ไม่ปลอดภัย ซึ่งสะท้อนความเหลื่อมล้ำและข้อจำกัดของนโยบายรัฐ จึงเรียกร้องให้มีมาตรการคุ้มครองเด็กอย่างเป็นรูปธรรมและเร่งด่วน โดยเน้นว่าเรื่องของเด็กคือภารกิจที่สังคมรอไม่ได้อีกต่อไป

นายณัฐวุฒิ บัวประทุม แบบบัญชีรายชื่อ

ขอบพระคุณครับ กำลังจะถาม ท่านประธานทักเรื่องเด็กเลยตกใจ เสียดายว่าเมื่อวานนี้สภาไม่ยอมให้ตั้งคณะกรรมาธิการ วิสามัญแก้ไขปัญหาการลง Generate Code หรือรหัส G ให้กับเด็กที่ไม่มีสถานะ ซึ่งกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ควรเป็นเจ้าภาพด้วยซ้ำ

ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตไปเลย สิ่งที่ท่านรัฐมนตรีตอบนั้นตรง แล้วก็มันมีหลายเงื่อนไขที่จะเกิดขึ้นถัดไปจากการทำงานของท่าน ซึ่งผมมั่นใจว่า ด้วยความเคารพนะครับ ข้าราชการเจ้าหน้าที่กระทรวงส่ง Signal มาเยอะว่าทำงาน กับรัฐมนตรีสบายใจ แล้วแม้กระทั่งการลดใช้แก้วพลาสติกก็เป็นสิ่งที่ถูกใจข้าราชการ กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ไม่น้อยทีเดียวครับ

ผมถามต่อแบบนี้ครับท่านประธาน ท่านพูดถึง พ.ร.บ. คุ้มครองเด็กนี่ตรงใจที่สุด เมื่อ ๑๐ ปีที่แล้วที่เรียกว่า ๑ ทศวรรษ หลังการบังคับใช้พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก ปี ๒๕๔๖ ก็คือปี ๒๕๕๖ คณะกรรมการยกร่างการแก้ไข พ.ร.บ. คุ้มครองเด็ก ที่เรียกว่า Majestic Group ที่นั่งประชุมกันอยู่ที่ตึก สยช. เดิม แยกมักกะสัน ยกร่าง พ.ร.บ. คุ้มครองเด็กเสร็จแล้วครับ มีการทำงานกันต่อเนื่อง มีการจัดเวทีกันมา ๑๐ ปี นั่นปี ๒๕๕๖ แต่นี่ปี ๒๕๖๖ ฉะนั้นวันนี้มีเด็ก ๆ มานั่งฟังอยู่ เราต้องตอบรายงาน CRC Committee ที่กำลังจะเกิดขึ้นในไม่ช้า อยากให้ท่านส่งร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็กที่เสร็จแล้ว ประเดิมสภาเราจังเลยครับ ประเดิมสภาในการเปิดประชุมสมัยหน้าเลยครับ สมัยที่ ๒ ปีที่ ๑ เอา พ.ร.บ. คุ้มครองเด็กมาพิจารณาเป็นฉบับแรกเลย เพราะมันแก้เสร็จแล้วครับ อย่างไรก็ตาม การแก้เสร็จแล้วยังมีบางประเด็นที่ผมคิดว่ายังจำเป็นต้องมาสู่คำถามที่ ๒ ของผมครับ

คำถามที่ ๒ จะเน้นไปถึงประเด็นเรื่องของการป้องกัน ความจริงเวลาเรา พูดถึงการแก้ไขปัญหานี่นะครับ ก็ต้องให้ความเป็นธรรมอย่างที่ท่านรัฐมนตรีท่านตอบจริง ๆ ประเด็นก็คือว่า ๗๗ จังหวัดวันนี้มันยังมีการขายอยู่ แล้วเราจะไปลด จะไปบอก จะไปแนะนำ จะไปช่วยเหลือจัดระบบในการขายอย่างไร ยังมีตัวแทนจัดจำหน่ายที่ยังกระทำ การฝ่าฝืน ตามเอกสารที่ท่านพูดถึงคือเอกสารลงวันที่ ๘ พฤศจิกายน ปี ๒๕๖๕ มีหนังสือเวียนจากอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นอยู่ในมือผม แต่หนังสือเวียนออกช้า ประชุม ๘ พฤศจิกายน หนังสือเวียนออก ๒๖ มกราคม ปี ๒๕๖๖ ก็บอกว่าบางจังหวัด ผู้ว่าราชการจังหวัดอ่างทองคนใหม่เป็นคนสุพรรณบุรีท่านก็คงทราบแล้วว่าเอกสารแบบนี้ จะดำเนินการแบบใด อย่างไรต่อ แต่มันต้องลดลงอย่างมีนัยสำคัญซึ่งอาจจะยังไม่เกิดทั้งหมด แต่ที่ผมบอกว่าต้องให้ความเป็นธรรม เพราะว่ามีบางบริษัทจริง ๆ ที่เขาใช้ตัวแทนจำหน่าย ที่ไปถึงบ้าน ขี่จักรยานไป บริษัทนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการดำเนินการขายนมเปรี้ยวที่ปรากฏ ตามสี่แยก แต่ก็ยังมีบางบริษัทจะรู้โดยบริษัทหรือไม่ อย่างไร ยังกระทำอยู่ และอย่างที่ ผมเรียนว่ามันส่งผลต่อสวัสดิภาพหรือความปลอดภัยของเด็ก

สิ่งที่เป็นประเด็นที่ผมต้องชี้ครับ เพราะเรื่องมันใหญ่กว่าแค่การไปขาย นมเปรี้ยว แต่มันคือบทสะท้อนความยากจน ท่านเห็นไหมครับว่าข้อมูลจากธนาคารโลก ข้อมูลจากสภาพัฒน์เอง เรามีผู้ว่างงานเป็นจำนวนมากแล้วมีเด็กอยู่ในครอบครัว ของผู้ว่างงาน ในขณะที่เส้นแบ่งความร่ำรวยในประเทศ ๕๐ กว่าตระกูลที่มีความร่ำรวยนั้น กลับมีทรัพย์สินถึง ๕ ล้านล้านบาท ทีมเลขานุการผมถามแล้วถามอีกว่ามันถึงขนาด ๕ ล้านล้านบาทเลยหรือ เขากลัวจดผิด เขียนผิดว่าตัวเลขมันมโหฬารมหาศาลขนาดนั้น ตรงนี้ที่เขาเรียกแบบนี้ครับว่า ความยากจนทับซ้อน และในบรรดาความยากจนทับซ้อนนี่ ที่มันทำให้น้องที่ออกไปขายของอยู่ ณ วันนี้ที่สี่แยกบ้านรอ จังหวัดอ่างทอง เขาถึงหยุดขายไม่ได้ คำถามก็คือว่า ระบบคุ้มครองเด็กที่ท่านกำลังพูดถึง ระบบคุ้มครองเด็ก Child Protection International System มันหายไปไหน มันไม่จำเป็นต้องรอวงเวียนชีวิต มันไม่จำเป็นต้องรอ ให้มีคนมาแจ้งกันเป็นรายกรณี มันไม่จำเป็นต้องรอให้มีเงินอุดหนุนเด็กเล็กแบบถ้วนหน้า ซึ่งควรจะเกิดเป็นอย่างยิ่ง แต่วันนี้ระบบที่อยู่ตามชุมชนผ่าน อพม. ซึ่งมีการตั้งไว้เป็นจำนวนมาก ผ่านผู้นำท้องถิ่น ผ่านข้าราชการ ผ่านองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผ่านภาคประชาสังคม ที่จะแจ้งเหตุเพื่อนำไปสู่การคุ้มครองเด็กมันหายไปไหน ท่านประธานลองอ่านประโยคนี้สิครับ ประโยคของเด็กคนหนึ่งที่ให้สัมภาษณ์กับสื่อสื่อหนึ่ง เราอยู่ในประเทศเดียวกันไหมครับ เขาถามง่าย ๆ เลยนะครับ ถ้าไฟแดงนานกว่านี้แล้วหนูจะจนน้อยลงบ้างไหม ผมถึงบอกว่า ค่าอาหารสภาเรานี่ต่อหัว สส. วันละ ๑,๐๐๐ บาท เมื่อเช้าเพื่อนสมาชิกผมบอกคุณณัฐวุฒิ กินมื้อละจานหนึ่งหรือ ผมบอกผมทานเท่านั้น นี่เป็นคำถามเมื่อเช้าจริง ๆ นะครับ ผมบอกผมทานเท่านั้น แต่ในขณะเดียวกันค่าอาหารเรามื้อละ ๑,๐๐๐ บาท มันเท่ากับว่า เขาอยู่ได้ทั้ง ไม่รู้จะพูดอย่างไร สิ่งที่จำเป็นต้องถามก็คือว่า เอาละวันนี้มีเด็กที่ต้องออกมาขาย ของจริงตามสี่แยก จะขายดอกไม้ ขายพวงมาลัย ขายนมเปรี้ยว เช็ดกระจก หรือใด ๆ ก็แล้วแต่ แต่ในเมื่อท่านรัฐมนตรีมีเจตจำนง ข้าราชการพร้อมให้ความร่วมมือท่านเต็มที่ สภามีเจตจำนงเช่นเดียวกัน เพื่อนสมาชิกทุกท่านมีเจตจำนงเช่นเดียวกัน ผมถามเลยแล้วกัน ในข้อที่ ๒ ครับ

คำถามในข้อที่ ๒ ว่า ถ้าเช่นนั้นรัฐบาลเองจะมีนโยบาย มีแผนให้เห็น เป็นรูปธรรมนิดหนึ่ง มีแนวทาง มีมาตรการในการป้องกันหรือแก้ไขปัญหาไม่ให้เด็ก ๆ เยาวชนเหล่านี้ไปขายสินค้าหรือบริการต่าง ๆ บริเวณสี่แยกหรือท้องถนน ไม่ปลอดภัย อันตราย สุ่มเสี่ยงต่อการถูกแสวงประโยชน์ และจริง ๆ มีผู้ได้ประโยชน์จากการที่เขา ไปทำแล้วด้วยซ้ำ จะป้องกันหรือจะช่วยเหลือระบบคุ้มครองเด็กให้มันลดน้อยถอยลงที่สุด ได้อย่างไร เราพูดด้วยหัวใจเดียวกันเรื่องเด็กเป็นเรื่องที่รอไม่ได้แม้แต่วันเดียวครับ Mascot นี้ผมติดไว้หลังโต๊ะทำงานตอนทำ NGO เรื่องสิทธิ เด็กที่เรียกว่า His name is today เด็กรอไม่ได้แม้แต่วันเดียว ขอถามท่านรัฐมนตรีครับ และผมไม่ถามเพิ่มมั่นใจว่าท่านรัฐมนตรี ตั้งใจทำให้สำเร็จตลอดสมัยของท่านครับ ขอบคุณครับ