วราวุธ ชี้แจงมาตรการคุ้มครองเด็ก-แก้ปัญหาขายนมเปรี้ยว

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๔ · ๑๙ ตุลาคม ๒๕๖๖

วราวุธ ศิลปอาชา หารือปัญหาสังคมผู้สูงอายุและอัตราการเกิดที่ลดลง พร้อมชี้แจงมาตรการคุ้มครองเด็กตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องเพื่อป้องกันการค้ามนุษย์และการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ รวมถึงขอบคุณสมาชิกสภาฯ ที่เร่งประสานงานแก้ปัญหากรณีขายนมเปรี้ยวบนท้องถนน และประกาศแผนการลงโทษบริษัทที่ฝ่าฝืนห้ามใช้เด็กหรือเยาวชนเป็นช่องทางจำหน่ายสินค้า นอกจากนี้ ยังหารือเรื่องการปรับปรุงร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก โดยเสนอเงื่อนไขใหม่เกี่ยวกับการจ้างงานและการใช้ประโยชน์จากเด็ก รวมถึงการกำหนดบทบาทของพ่อแม่และชุมชนในการดูแล และเน้นย้ำถึงความสำคัญของการเพิ่มจำนวนประชากรเด็กเพื่อสร้างความเข้มแข็งในสถาบันครอบครัว

นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคง ของมนุษย์

ขอบคุณท่านประธานครับ ผม วราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวง การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ขอบคุณท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จากพรรคก้าวไกล ท่านณัฐวุฒิ บัวประทุม ที่ได้ยกประเด็นที่เรียกว่ากระทบกับ ทรัพยากรมนุษย์ที่สำคัญของประเทศไทย ซึ่งนับวันก็จะมีน้อยลงเพราะว่าอัตราเด็กเกิดใหม่ นับวันก็จะน้อยลง ๆ ปีนี้มีแค่ ๔๐๐,๐๐๐ กว่ารายเท่านั้นเอง ทำให้ประเทศไทยวันนี้ มีแรงงาน แล้วก็กลายเป็นสังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์แบบไปแล้ว ต้องเรียนว่าปัญหา ที่ท่านณัฐวุฒิได้กล่าวมา ทราบดีว่าท่านณัฐวุฒินั้นทำเกี่ยวกับประเด็นเรื่องเด็กและปัญหา ของเรื่องเยาวชนมาเนิ่นนานพอสมควร ซึ่งก็คงทราบว่าทางกระทรวงนั้นเรารับทราบ ถึงปัญหาที่มีขึ้นในขณะนี้ แล้วก็มีการดำเนินการมาตรการในหลาย ๆ ส่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในส่วนของกรมกิจการเด็กและเยาวชน เป็นหน่วยงานเชิงนโยบายและผมได้กำชับให้ทำงาน ในเชิงรุก ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานในสังกัดใดไปดูการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ ไม่ว่าจะเป็นการจ้างวาน หรือว่าจะเป็นการบังคับก็แล้วแต่ ซึ่งตามที่ท่านสมาชิกได้กล่าวไปเมื่อสักครู่ว่ามีกฎหมาย ที่เกี่ยวข้องกับการค้าขายบนพื้นที่การจราจรอยู่ ๒ อันด้วยกัน กฎหมายแรกจะเป็นเกี่ยวกับ พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก ปี ๒๕๔๖ และกฎหมายฉบับที่ ๒ ก็จะเกี่ยวกับพระราชบัญญัติ การจราจรทางบก ปี ๒๕๒๒ ซึ่งแน่นอนการซื้อขาย การทำกิจกรรมใด ๆ ไม่ว่าจะเป็นเรี่ยไร แจกจ่าย หรืออะไรก็แล้วแต่บนเส้นทางการเดินรถล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่ทำไม่ได้ โดยเรียกว่า กีดขวางการจราจรจะก่อให้เกิดอุบัติเหตุ แล้วก็โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นภัยกับเยาวชน หรือเด็กนั้นห้ามทำโดยเด็ดขาด ในส่วนของ พ.ร.บ. คุ้มครองเด็ก ปี ๒๕๔๖ นั้นก็มีหลายมาตรา ไม่ว่าจะเป็นมาตรา ๒๖ ที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองแรงงานเด็กไม่ว่าจะเป็นใน (๕) พูดถึงเกี่ยวกับการบังคับขู่เข็ญ แสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ (๖) แทนที่จะเป็นบังคับ จะเป็นการใช้ จ้าง หรือวานเด็กจะให้ได้มาซึ่งค่าตอบแทนหรือไม่ก็แล้วแต่ รวมไปถึงมาตรา ๗๘ ที่พูดถึงการระวางโทษจำคุก นอกจากนั้นเองในมาตรา ๒๙ ได้พูดถึงว่าการที่จะมีผู้ใดพบเห็น เด็กที่ตกอยู่ในสภาพที่จำเป็นที่จะต้องได้รับการสงเคราะห์หรือคุ้มครองนั้นควรที่จะต้องมาแจ้ง ไม่ว่าจะผ่านทางช่องทางของ ๑๓๐๐ Hotline ของกระทรวง พม. หรือว่า Application คุ้มครองเด็ก เพื่อที่พนักงานนั้นจะสามารถเข้าไปช่วยเหลือ ไม่ว่าจะเป็นสหวิชาชีพ หรือว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะได้เข้าไปบริหารจัดการได้โดยเร็ว ซึ่งในระยะสั้นเมื่อสักครู่ อย่างที่ท่านสมาชิกได้กล่าวมากรณีเรื่องขายนมเปรี้ยวบริเวณถนนหรือสี่แยกจราจรนั้น เรียนว่าต้องขอบคุณท่านสมาชิกนะครับ เพราะพอผมรู้ว่ามีกระทู้ถามนี้เข้ามา ด้วยความที่ผมเอง เพิ่งได้เข้ามาทำงานนั้นก็ได้กำชับไปดูที่จังหวัดสุพรรณบุรี ก็ต้องขอขอบคุณท่านสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรในพื้นที่ท่านสรชัด สุจิตต์ จากพรรคชาติไทยพัฒนา ที่ได้เร่งประสานงาน กับทาง พมจ. แล้วเข้าไปแก้ปัญหา ต้องขอบคุณท่านสมาชิกจริง ๆ ท่านณัฐวุฒิที่ถามขึ้นมา เพราะว่าทำให้ผมนั้นสามารถกลับไปดูที่บ้านตัวเองได้เช่นกันนะครับ ในระยะสั้นในพื้นที่อื่น ท่านประธานครับ ทางกรมกรมกิจการเด็กและเยาวชนก็ได้มีการประสานงานกับทุก ๆ หน่วยงาน ไม่ว่าจะเป็นบริษัทที่เกี่ยวข้อง บริษัทนมเปรี้ยว ๒-๓ บริษัทได้เชิญเข้ามาพูดคุย ถึงปัญหาที่เกิดขึ้น บางบริษัทนั้นบอกว่าไม่จำเป็นที่จะต้องประชุมเพราะว่าบริษัทนั้น มีแนวทางการกระจายขายโดยที่ไม่ใช่เด็กอยู่แล้ว ซึ่งเป็นบริษัทที่เก่าแก่คู่กับประเทศไทยมา อันนั้นเราก็เข้าใจได้ โดยที่ผ่านมานั้นทางกระทรวงได้มีการจัดหาพื้นที่ให้กับเด็กและเยาวชน เรียกว่าหารายได้เป็นการขายนั้น ได้ไปประมาณ ๓๓ จังหวัด ๑๒๗ แห่ง เมื่อปีที่แล้ว เมื่อวันอังคารที่ ๘ พฤศจิกายนก็ได้มีผู้แทนของบริษัทนมเปรี้ยวรายใหญ่ได้เข้ามารายงาน ถึงความคืบหน้า แล้วก็ได้มีการทำหนังสือขอความร่วมมือไปยังตัวแทนการขาย ของบริษัทตนเอง แล้วก็ขอให้ย้ำว่าขอให้ยกเลิกการใช้เด็กและเยาวชนนั้นเป็นช่องทาง ในการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ ซึ่งอันนี้ก็จะเขียนอยู่ในเงื่อนไขเลยว่าถ้าหากฝ่าฝืนแล้วบริษัท ทาง Headquarter ได้พบเห็นนั้นก็จะมีมาตรการลงโทษในการลดปริมาณสินค้า หรืออาจจะ ยกเลิกการเป็นตัวแทนการขายของผู้ที่ฝ่าฝืนในแต่ละจังหวัด ซึ่งนอกจากนั้นเองทางเจ้าหน้าที่ แล้วก็เครือข่ายของภาครัฐ ทาง พมจ. ทางสหวิชาชีพ รวมถึงภาคเอกชน แล้วก็ภาคประชาสังคมนั้น ได้เข้าไปร่วมกันคอย Monitor แล้วก็รณรงค์สร้างความเข้าใจกับผู้ปกครอง แล้วก็ให้รู้ เรื่องกฎหมายว่าการที่จะใช้เด็กใช้เยาวชนหาประโยชน์ต่าง ๆ เหล่านั้นมันมีกฎหมายคุ้มครองอยู่ ทำได้หรือไม่ได้อย่างไรเพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้เด็กถูกบังคับใช้แรงงานหรือว่าถูกแสวงหา ประโยชน์โดยมิชอบทุกรูปแบบนะครับ ซึ่งทางตำรวจแล้วก็ฝ่ายปกครองถ้าท่านใดพบเห็น เด็กหรือเยาวชนที่มีพฤติการณ์หรือว่าไปขายสินค้าที่มีกฎหมายเหล่านั้นก็ขอให้แจ้งต่อ เจ้าหน้าที่ที่มีอำนาจ ซึ่งจริง ๆ แล้วในส่วนของกระทรวง พม. เองนั้นเราทำหน้าที่ คอย Monitor แต่การบังคับใช้กฎหมายผมเชื่อว่าท่าน สส. สมาชิกทราบดีว่าต้องทำงาน ร่วมกับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งอันนี้ก็มีกฎหมายที่บังคับไว้อีกเช่นกันว่าจะต้อง แจ้งต่อพนักงาน เจ้าหน้าที่ หรือผู้มีหน้าที่คุ้มครองสวัสดิภาพเด็กตามมาตรา ๒๔

ส่วนในระยะยาว เราเสนอให้มีการปรับปรุงร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก โดยปรับให้มีเงื่อนไขให้เหมาะสมตามสถานการณ์ปัจจุบันมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการว่าจ้างเด็กนั้น แม้แต่จะเป็นพ่อแม่ก็ไม่ควร หรือแม้แต่จะต้องมีการหาประโยชน์ใด ๆ จากเด็กนั้น พ่อแม่เองจะต้องมีส่วนรับผิดชอบด้วยในการเฝ้าดูแล้วก็กำหนดกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ให้สังคม ในชุมชนนั้นมีส่วนร่วมเข้ามาพิจารณาด้วยเช่นกัน เพราะว่าท้ายที่สุดแล้วจำนวนเด็ก ในประเทศไทยนั้นมีปริมาณน้อยลงทุกวัน ๆ เป็นสิ่งที่หายากมากขึ้น ท่านสมาชิกทราบดีอยู่แล้วว่า จำนวนเด็กเรามีอยู่น้อย ดังนั้นแรงงานจากนี้ไปมันก็จะน้อยลง ๆ นะครับ ก็เป็นหนึ่ง ในสิ่งที่ทาง กระทรวง พม. เองเราเร่งจะสร้างความเข้มแข็งในสถาบันครอบครัวเพื่อที่จะได้ เพิ่มปริมาณเด็กเกิดใหม่ในสังคมไทย ในส่วนของคำถามข้อ ๑ หวังว่าจะสามารถตอบคำถาม ข้อสังเกตของท่านสมาชิกได้ครับ ท่านประธานครับ ขอบคุณครับ