อนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด หารือแนวทางแก้ไขปัญหาวิกฤติประมงไทยจากการถูกเตือนใบเหลืองโดย EU โดยเสนอให้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษาและแก้ไขกฎหมายประมงอย่างบูรณาการ พร้อมเสนอมาตรการเร่งด่วน 5 ข้อ ทั้งการทบทวนกฎระเบียบ ปรับกฎหมายให้สอดคล้องทั้งในและต่างประเทศ การเจรจากับต่างประเทศ การเยียวยาชาวประมง และการฟื้นฟูอุตสาหกรรมประมงอย่างยั่งยืนและเป็นธรรม
ท่านประธานที่เคารพ กระผม อนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ต่อญัตติขอให้สภาผู้แทนราษฎรได้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาและเสนอแนะ การแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับกิจการประมงทั้งระบบ ให้เกิดความเหมาะสมและเป็นธรรม กับผู้ประกอบการประมงและกิจการต่อเนื่อง และสอดรับกับพันธกรณีระหว่างประเทศ ผมจงใจออกเสียงคำว่า และ เพราะว่าในญัตตินี้มีคำว่า และ หลายคำ เหตุที่ และ หลายคำเพราะว่าญัตตินี้ถ้าจะให้ครอบคลุมการแก้ปัญหาทุกมิตินั้นจะต้องแก้แบบเชื่อมโยง และบูรณาการ จะดำเนินการขับเคลื่อนผลักดันเพียงส่วนหนึ่งส่วนใด หน่วยงานหนึ่งหน่วยงานใด ไม่ได้ ผมได้ฟังการนำเสนอญัตติโดยท่าน สส. ดอกเตอร์ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ คนสวย ลาดกระบัง คนงามกรุงเทพฯ ก็เข้าใจครับว่าท่านนั้นอ่านปัญหาประมงรู้ ดูปัญหาประมงเป็น ผมจึงขออภิปรายสนับสนุน ท่านประธานครับ ในอดีตนั้นประเทศไทยติดอันดับ ๑ ใน ๑๐ ของโลก เป็นประเทศที่ สามารถจับสัตว์น้ำได้มากที่สุดในโลก ต้องย้อนกลับไปเกือบ ๆ ๒๐ ปีในช่วงปี ๒๕๔๓ ถึง ปี ๒๕๔๗ ตอนนั้นเรามีผลผลิตสัตว์น้ำมากถึง ๓.๗-๔.๑ ล้านตัน เนื่องด้วยความได้เปรียบ จากที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ของประเทศไทย เรามีพื้นที่ประมาณ ๕๔๐,๐๐๐ ตารางกิโลเมตร และมีความยาวชายฝั่งยาวถึง ๒,๖๑๔ กิโลเมตร แต่นั่นก็เป็นเรื่องในอดีตไม่ใช่ว่าจะมาพูด ความเก่าเล่าความหลัง แต่ยกขึ้นมาเพื่ออรรถาธิบายว่าอุตสาหกรรมประมงไทยนั้นเราเคย ยิ่งใหญ่มาก่อน การทำธุรกิจประมงหากล้มพังครืนลงไปไม่ได้กระทบเฉพาะพี่น้อง ผู้ประกอบการเจ้าของเรือประมงเท่านั้น มีธุรกิจในห่วงโซ่การผลิตที่เรียกว่า Supply chain ได้รับผลกระทบอีกหลายทอด ไม่ว่าจะเป็นโรงน้ำแข็ง ห้องเย็น รถขนส่ง โรงงานแปรรูป อุตสาหกรรมเรือประมง การสร้างเรือ อุตสาหกรรมแปรรูปสัตว์น้ำ โรงงานผลิตอาหาร กระป๋อง ปลากระป๋อง โรงงานแช่แข็ง ผลิตอาหารสัตว์ และส่งผลกระทบอย่างชนิดที่เรียกว่า เด็ดดอกไม้สะเทือนถึงดวงดาว ถ้าเราไปฟังเพลงตังเกของพงษ์เทพ กระโดนชำนาญ เราจะพบเลยครับว่าเพลงนี้แต่งและร้องและดังในปี ๒๕๓๓ ยุคนั้นละครับเพลงก็เป็นภาพ สะท้อนของสถานภาพทางเศรษฐกิจสังคมของประเทศ ในปีนั้นประเทศไทยขึ้นเป็นอันดับ ๑ ของประเทศผู้ผลิตอาหารทะเลรายใหญ่ที่สุดของโลก โดยมีปริมาณการจับมากถึง ๒.๘ ล้านตัน และนั่นก็เป็นความภูมิใจที่ดูเหมือนว่าเราจะย้อนหวนกลับคืนไปได้ยากเหลือเกิน วันนี้หลายอย่างเปลี่ยนไป หลายสิ่งไม่เหมือนเดิม เส้นทางชีวิตที่จะกำหนดชะตาชีวิตของ ทะเลไทยเพื่อต่อลมหายใจชาวประมงนั้นต้องทำอย่างเข้าใจ และยึดประโยชน์ของ ประเทศชาติ ประชาชน และชาวประมงเป็นสำคัญ และถ้าหากว่าเราไม่ศึกษา ไม่แก้ไข กฎหมาย ไม่เข้าใจอย่างถ่องแท้ วันหนึ่งอาชีพประมงจะกลายเป็นอาชีพที่สูญพันธุ์ไปจาก ประเทศไทย วันนี้เราต้องเปลี่ยนวิธีคิดปรับ Mindset ใหม่ว่าเราจะปรับการบังคับใช้ กฎหมายที่เคร่งครัด ปรับการบังคับใช้กฎหมายแบบลักษณะห้ามปราม ควบคุม เป็นการ ส่งเสริมอาชีพประมง เป็นการสร้างกระบวนการมีส่วนร่วม และรักษ์สิ่งแวดล้อม เพื่อต่อลมหายใจ ให้กับพี่น้องชาวประมงได้อีกครั้งได้อย่างไร ผมมี ๕ เรื่องเร่งด่วนที่ความจริงรัฐบาล ท่านนายกรัฐมนตรีเศรษฐานั้นก็ได้ริเริ่ม แต่ก็ว่าต้องรอการเติมเต็ม ๕ เรื่องที่ว่านั้นมีอะไรบ้าง
มาตรการที่ ๑ ต้องไปศึกษา ทบทวนขอแจ้งเตือนกฎระเบียบของสหภาพ ยุโรป หรือ EU ไปดูองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ ไปวิเคราะห์ถึงผลกระทบ ต่ออุตสาหกรรมประมงจากการดำเนินการตามมาตรการที่กำหนดขึ้น เพื่อนำไปสู่การเจรจา ระหว่างกันครั้งใหม่ มีคนบอกครับเขาให้ใบเหลืองเจตนาเขาอาจจะเพียงแค่ต้องการ แตะเบรก แต่ด้วยอารามตกใจ รัฐบาลที่ผ่านมานั้นอาจจะถึงขั้นโยนเครื่องเรือทิ้ง ดังนั้น ต้องกลับไปศึกษาว่าเขาให้ไปแตะเบรก แตะเบรกอย่างไร
มาตรการที่ ๒ ต้องกลับไปศึกษาทบทวนไปพิจารณาว่าเราจะสนับสนุน การแก้ไขกฎหมายประมงไทยให้สอดคล้องเหมาะสมกับบริบทของการประมงไทย และบริบทของกฎหมายระหว่างประเทศได้อย่างไร หยิกเล็บก็เจ็บเนื้อครับ ถ้าเรามุ่งเน้น จะเอาตามข้อบังคับให้ถูกใจกฎหมายระหว่างประเทศ โดยละทิ้งหรือมองข้ามบริบทประมง ไทยก็จะทำให้เราเสียโอกาส
มาตรการที่ ๓ การดำเนินการเจรจาระหว่างไทยกับองค์กรระหว่างประเทศ รวมถึงประเทศอื่น ๆ โดยเฉพาะ EU เพื่อให้ประเทศไทยได้คืนสิทธิประมงแบบดั้งเดิม โดยเฉพาะการประมงพื้นถิ่น การทำกินพื้นบ้านที่ปฏิบัติมาช้านาน
มาตรการที่ ๔ ควรเสนอมาตรการเยียวยา เพื่อแก้ไขผลกระทบต่อชาวประมง และอุตสาหกรรมประมงอย่างเป็นระบบ เพื่อนำไปสู่การฟื้นฟูอุตสาหกรรมประมงของไทย
มาตรการที่ ๕ ต้องสนับสนุนให้มีการตั้งคณะทำงานเพื่อศึกษาข้อกฎหมาย อย่างจริงจัง ต้องมีนักกฎหมายไปช่วยชาวประมง ต้องมีนักบริหารจัดการไปดูเรื่องการแก้ไข การบริหารจัดการ ไปดูเรื่องการเจรจาระหว่างประเทศเพื่อการช่วยเหลือชาวประมง ในอดีตมีคำกล่าวว่าชาวประมง ๑ คน มีเรือประมง ๑ ลำ สามารถส่งลูกเรียนหนังสือสูง ๆ ได้ แต่วิกฤติประมงที่ผ่านมานั้นเรือต้องขายครับ ลูกต้องถูกเรียกตัวกลับมา และวันนี้ผมเห็นด้วย ในการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อจะคืนศักดิ์ศรีและประกาศศักดานำธุรกิจประมงไทย กลับไปสู่การเป็นเบอร์ ๑ ของโลกอย่างยั่งยืนอีกครั้งหนึ่ง เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติ และประชาชนครับ