ณัฐพงษ์ สุมโนธรรม หารือปัญหาความขัดแย้งจากการบังคับใช้กฎหมายประมงที่ไม่ผ่านกระบวนการรับฟังความคิดเห็นอย่างรอบด้าน จนส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ สังคม และวิถีชีวิตของชาวประมงมายาวนาน โดยเสนอให้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อทบทวนกฎหมายที่เกี่ยวข้องกว่า 10 ฉบับที่ล้าสมัยและซับซ้อน เพื่อจัดระบบใหม่ให้สอดคล้องกับสถานการณ์จริง เอื้อต่อการปฏิบัติ และคุ้มครองทั้งทรัพยากรธรรมชาติและสิทธิของผู้ประกอบอาชีพ พร้อมผลักดันกระบวนการพูดคุยอย่างสันติและมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนเพื่อหาฉันทามติร่วมและแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน
กราบเรียนประธานสภา ผู้แทนราษฎรที่เคารพครับ กระผม นายณัฐพงษ์ สุมโนธรรม สส. จังหวัดสมุทรสาคร พรรคก้าวไกล ก่อนอื่นต้องขอบคุณท่านประธาน แล้วก็เพื่อน ๆ สมาชิกที่เสนอญัตตินี้ เข้ามาอภิปรายกัน ขอบคุณมากนะครับ และจะเป็นประโยชน์กับพี่น้องชาวประมงและธุรกิจ ต่อเนื่อง วันนี้ผมขอเสนอญัตติ ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณา ศึกษาและเสนอแนะการแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับกิจการประมงทั้งระบบ ให้เกิดความ เหมาะสมและเป็นธรรมกับผู้ประกอบการประมงและกิจการต่อเนื่อง และสอดรับกับ พันธกรณีระหว่างประเทศ สืบเนื่องจากการประกอบกิจการประมงในประเทศไทย ทั้งชาวประมงพื้นบ้านและชาวประมงพาณิชย์ที่ประกอบกิจการประมงในน่านน้ำไทย รวมทั้ง ชาวประมงพาณิชย์ที่ประกอบกิจการประมงนอกน่านน้ำไทย ตลอดจนผู้ประกอบกิจการ อุตสาหกรรมต่อเนื่องกับกิจการประมง ต่างได้รับความเดือดร้อนจากการตรากฎหมาย อย่างเร่งด่วนของรัฐบาลที่ผ่านมา ในรูปของคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ และพระราชกำหนดในหลากหลายฉบับ โดยคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ และพระราชกำหนดต่าง ๆ นั้น มิได้จัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ และปราศจาก การกลั่นกรองจากรัฐสภาในระบบปกติก่อนการประกาศใช้ ทั้งนี้โดยมีเหตุผลเพียงต้องการ จะแก้ไขปัญหาประมงโดยมิชอบด้วยกฎหมาย หรือที่เรียกว่า IUU Fishing ตามความเข้าใจ ของรัฐบาลในขณะนั้น ภายหลังการที่ประเทศไทยได้รับใบแจ้งเตือนจากสหภาพยุโรป แต่การเร่งตรากฎหมายดังกล่าว ก่อให้เกิดปัญหาและผลกระทบต่อทั้งผู้ที่ถูกกฎหมาย บังคับใช้โดยตรงอย่างไม่เป็นธรรม และเกิดความเสียหายต่อผลประโยชน์ชาติ ทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม วิถีชีวิต ความเป็นอยู่ของประชาชนที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนทรัพยากร สัตว์น้ำ คิดเป็นมูลค่ากว่าปีละ ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เป็นเวลานานกว่า ๘ ปีแล้ว ซึ่งผู้ประกอบการน้อยใหญ่จำนวนมากต้องตกเป็นผู้มีหนี้สินล้นพ้นตัว และหลายราย ไม่สามารถประกอบอาชีพหรือมีรายได้เลี้ยงครอบครัวต่อไปได้ หากสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ สามารถนำประเด็นปัญหาในส่วนของกฎหมายที่เกี่ยวข้องทั้งการประมง เรือ และการเดินเรือ ตลอดจนการใช้แรงงานที่เกี่ยวข้องกับกิจการประมงที่บังคับใช้กับกิจการประมงทั้งระบบ มาพิจารณาศึกษาและจัดทำเป็นข้อเสนอแนะให้กับรัฐบาล รวมทั้งการยกร่างกฎหมายขึ้นใหม่ เสนอต่อรัฐสภาให้เกิดความเหมาะสมและเป็นธรรม จะสามารถช่วยแก้ปัญหาให้กับ ชาวประมงทุกกลุ่ม ตลอดจนผู้ประกอบกิจการต่อเนื่อง ทั้งยังจะเป็นกรอบในการจัดการ ทรัพยากรสัตว์น้ำของประเทศให้เกิดประโยชน์สูงสุด และเกิดความยั่งยืนภายใต้บริบทของไทย และกรอบพันธกรณีระหว่างประเทศสืบไปด้วยครับ ผมขออนุญาตใช้เวลาอีกไม่นานในการ อภิปรายต่ออีกสักเล็กน้อยว่าทำไมผมถึงเห็นว่าเรื่องนี้มีสาเหตุความจำเป็นต้องตั้งเป็น คณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมาศึกษาทั้งระบบครับท่านประธาน
ประการแรก มีกฎหมายที่เกี่ยวข้องกว่า ๑๐ ฉบับ ในระดับพระราชบัญญัติ และพระราชกำหนด ทั้งที่เกี่ยวข้องกับทรัพยากร การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ การประมงทะเล การประกอบกิจการประมง การประกอบกิจการอุตสาหกรรมต่อเนื่อง แรงงาน เรือ การเดินเรือ การตลาด หลายฉบับเป็นกฎหมายเก่าที่ควรจะได้มีการปรับปรุงให้เหมาะสม และทันสมัย เนื่องจากหลักคิดและสถานการณ์ได้เปลี่ยนไปครับ แม้บางฉบับจะมีการ ปรับปรุงแก้ไข แต่ก็มีการปรับปรุงเพียงบางส่วนเฉพาะเพื่อการบังคับใช้ของพนักงาน เจ้าหน้าที่ แต่ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับภาคเอกชน การส่งเสริมและสนับสนุนกลับไม่ได้รับการ พิจารณาแก้ไข รวมทั้งบางฉบับก็ตราขึ้นด้วยความเร่งรีบไม่ได้รับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วน ได้เสียทั้งหมดนะครับ
ประการที่ ๒ ทำไมถึงต้องตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมาศึกษา ชาวประมง และผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องต้องประสบปัญหาในการค้นคว้าและค้นหากฎหมาย ที่เต็มไปด้วยความยากลำบาก บางครั้งต้องกลายเป็นผู้กระทำผิดด้วยเหตุของ การไม่รู้กฎหมายโดยไม่รู้ตัว จึงควรมีการทำให้เป็นระบบและง่ายต่อการค้นหา และทำความเข้าใจจะเป็นประโยชน์ต่อชาวประมงและผู้ประกอบการในการปฏิบัติให้ถูกต้อง และหากประสบความสำเร็จจะเป็นกรณีศึกษาสำหรับการปรับปรุงกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง กับประชาชนในภาคส่วนอื่น ๆ ได้ในอนาคตด้วยครับ ไม่นับว่าเรื่องที่เกี่ยวกับการประมงมี กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับหน่วยงานของรัฐอย่างน้อย ๕ กระทรวง ซึ่งมีเป็นจำนวนมาก และเกี่ยวข้องกับภาคเอกชนกว่า ๑๐ องค์กร นอกจากนี้ยังเป็นกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับ อนุสัญญาระหว่างประเทศหลายฉบับ ทั้งในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการบังคับใช้ภายในประเทศ และภายนอกประเทศ จึงมีความจำเป็นต้องศึกษาทำความเข้าใจอย่างประณีต เรื่องนี้เป็น เรื่องสำคัญของประเทศและของพี่น้องประชาชน
นอกจากนี้ตั้งแต่ผมเข้ามาติดตามเรื่องนี้ ผมก็รับรู้แล้วก็ตระหนักเป็นอย่างดีว่า เราเห็นร่วมกันในเกือบทุกพรรคการเมืองให้มีการแก้ไขเรื่องประมง แต่ในแต่ละกลุ่ม ประมงเองก็มีความเห็นไม่ตรงกันต่อแนวทางการแก้ไขปัญหา หรือการออกกฎหมาย การแก้ไขกฎหมายมากำกับดูแลที่เกี่ยวข้องกับเรื่องประมงในรายละเอียดครับ ผมเลยคิดว่า เป็นโอกาสอันดีที่เราจะเข้ามาศึกษากฎหมายทั้งระบบร่วมกันอย่างตกผลึก คณะกรรมาธิการ วิสามัญชุดนี้ ไม่ใช่คณะกรรมาธิการที่จะเข้ามาแก้กฎหมายในทันที ย้ำนะครับ ยังไม่ได้เข้าไป แก้กฎหมายในทันที แต่กลับกันจะเป็นคณะกรรมาธิการวิสามัญที่จะเป็นที่หาฉันทามติ ร่วมกันระหว่างกลุ่มก้อนต่าง ๆ ศึกษาทั้งระบบก่อนที่จะมีการแก้หรือไม่แก้กฎหมายฉบับใด หรือมาตราใด ใช้พื้นที่ของรัฐสภาเป็นพื้นที่ปลอดภัยในการพูดคุยกันอย่างฉันมิตร ชั่งน้ำหนัก หาผลได้ผลเสียในการหาทางออกเรื่องนี้ร่วมกัน โดยมีส่วนร่วมของผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสีย ทั้งหมดของกิจการประมง ที่ผมพูดมาทั้งหมดนี้ยังไม่ได้ครอบคลุมครบถ้วนทั้งหมดทุก ประเด็น เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ และมีความท้าทายอยู่เป็นจำนวนมากที่รอการแก้ไข และอาจจะฟังดูเป็นเรื่องเทคนิคทางกฎหมาย เป็นเรื่องของกฎหมาย เป็นเรื่องของชาวประมง แต่ถึงที่สุดแล้วนี่คือเรื่องของความไม่เป็นธรรม เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ ความไม่เป็นธรรม ไม่ควรเกิดขึ้นกับใครเลยในประเทศนี้ เราไม่ได้อยากเห็นทรัพยากรกลับไปเป็นแบบเดิม โดยไม่มีการควบคุม แน่นอนว่าการทำประมงยังต้องมีการควบคุม มีความรับผิดชอบในการ ทำประมงให้ยั่งยืน ดังนั้นแล้วจึงอยากให้คณะกรรมาธิการวิสามัญที่จะตั้งขึ้นมา มาหาทางออกร่วมกัน มาศึกษาหาทางแก้ไขปัญหาเพื่อคืนชีวิตให้กับพี่น้องชาวประมง คืนเศรษฐกิจให้กับประเทศไทย เคารพสิทธิแรงงาน สิทธิมนุษยชน และหาสมดุลระหว่าง การรักษาทรัพยากรทางธรรมชาติ และการประกอบอาชีพของพี่น้องชาวประมงทุกคนครับ ขอบคุณครับท่านประธาน