ณัฐวุฒิ เสนอตั้งกรรมาธิการวิสามัญ ดูแลเด็กไร้สถานะ-การศึกษาอย่างทั่วถึง

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๓ · ๑๘ ตุลาคม ๒๕๖๖

ณัฐวุฒิ บัวประทุม หารือปัญหาเด็กไร้สถานะที่ไม่สามารถเข้าถึงการศึกษาและเสี่ยงต่อการหลุดจากระบบคุ้มครอง โดยยกตัวอย่างกรณีนักเรียนร้อยกว่าคนในจังหวัดอ่างทองและปัญหาการยืนยันตัวตนด้วยรหัสจีที่ล้มเหลว พร้อมเรียกร้องให้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณาการจัดการศึกษาสำหรับเด็กกลุ่มนี้อย่างเป็นระบบ เน้นย้ำความจำเป็นของการตัดสินใจด้วยหัวใจและหลักประโยชน์สูงสุดของเด็ก ไม่ให้เด็กคนใดตกหล่นจากระบบการศึกษาและสิทธิขั้นพื้นฐาน โดยเฉพาะกลุ่มข้ามชาติและสามเณรจากประเทศเพื่อนบ้านที่ยังอยู่นอกกรอบการดูแล

นายณัฐวุฒิ บัวประทุม แบบบัญชีรายชื่อ

ขอบคุณครับ ก่อนที่จะสรุป ผมอยากขอแจ้งท่านประธานว่าจะใช้เวลาในการสรุปสักประมาณ ๑๐ นาที เพื่อทาง เพื่อนสมาชิกซึ่งประชุมอยู่ในที่ต่าง ๆ จะได้เตรียมตัวในการลงมตินะครับ ท่านประธาน ที่เคารพ ผม ณัฐวุฒิ บัวประทุม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล คนจังหวัดอ่างทอง ผมได้รับมอบหมายจากคุณปารมี ไวจงเจริญ และเพื่อนสมาชิก อีกหลายท่านจากพรรคก้าวไกล ให้เป็นผู้สรุปญัตติในประเด็นเรื่องขอให้สภาผู้แทนราษฎร ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาแนวทางการจัดการศึกษาสำหรับเด็กที่ไม่มีหลักฐาน ทะเบียนราษฎรหรือไม่มีสัญชาติไทย ผมอยากจะนำเรียนท่านประธานเป็นเบื้องต้นว่า ผมในนามของเด็กทุกคนในประเทศแห่งนี้ ไม่ว่าเขาจะมีสถานะ มีสัญชาติ มีเลข ๑๓ หลัก นับถือศาสนา ความเชื่อหรือความแตกต่างกันแบบใด อย่างไรก็แล้วแต่ แต่เสียงของพวกเขา ที่ได้ฟังได้ยินเพื่อนสมาชิกของเราทั้ง ๒๔ คน ผมคิดว่าเด็ก ๆ เหล่านี้มีความมั่นใจ มีความไว้ใจ และมีความคาดหวังว่าสภาแห่งนี้กำลังจะตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญที่จะพิจารณาเรื่องของ พวกเขา และจะไม่มีเด็กคนใดที่ตกหล่นจากระบบการศึกษาในประเทศแห่งนี้อีก ผมเชื่อมั่น ว่าในเพื่อนสมาชิกของเรากว่า ๕๐๐ คน ซึ่งรวมถึงเจ้าหน้าที่ในสภา ท่านเคยอ่านหนังสือเรื่อง เจ้าชายน้อยแน่นอนครับ และเวลาที่เราอ่านหนังสือเจ้าชายน้อย ซึ่งผู้เขียนชื่ออ่านยากมาก Antoine de Saint-Exupéry อะไรนี้นะครับ ประโยคที่สำคัญที่สุดในหนังสือเจ้าชายน้อยก็คือประโยคที่บอกว่าเวลาที่เราจะทำงาน เรื่องเด็กนั้น ขึ้นอยู่กับว่าท่านจะใช้หัวใจหรือสายตาในการมอง ฉะนั้นวันนี้การลงมติในญัตตินี้ จึงสำคัญยิ่งครับว่าท่านกำลังจะใช้สายตาซึ่งสั้นยาวไม่เท่ากัน ซึ่งมีกรอบ มีมุมมอง มีวิธีคิด มีความเป็นพรรคการเมือง มีความเป็นพรรค มีกรรมาธิการคณะสามัญต่าง ๆ เยอะแยะไปหมด หรือจะใช้หัวใจของท่านในการตัดสินใจว่าทุกคนที่เป็นเด็กในประเทศแห่งนี้เขาคือ ลูกหลานของเราหรือไม่ ผมหันซ้ายตลอดนะครับ วันนี้ไม่มีการหันขวามาทางพรรคฝ่ายค้าน แน่นอน ผมมีความชอบธรรมอยู่ ๓ ประการที่จำเป็นจะต้องเป็นผู้สรุปญัตติครับ

ประการที่ ๑ ในมือของผมคือเอกสารของนักเรียนจำนวน ๑๒๖ คนที่ศึกษา หรือเคยศึกษาอยู่ในจังหวัดอ่างทองบ้านของผม แล้วเขาไม่สามารถศึกษาต่อใน จังหวัดอ่างทองได้ ความจริงในวันนั้นถ้าผมไม่ใช่เป็นคนยกหูหานายอำเภอป่าโมกข์ จังหวัดอ่างทอง ท่านประธานทราบไหมครับว่าเด็กเหล่านี้ ๒๖ คนกำลังจะถูกส่งขึ้นรถไปส่งที่ ชายแดนอำเภอแม่ฟ้าหลวง อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย โดยยังไม่มีการสอบสวน โดยยัง ไม่มีการสอบข้อเท็จจริง โดยยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขาคือใคร อย่างไร พ่อแม่เขาอยู่ที่ไหน แล้วเพราะเหตุใดประเทศสยามซึ่งเป็นประเทศสยามที่เคยโอบอุ้มทุกพี่น้องชาติพันธุ์ ถึงไม่สามารถให้เขาอยู่ในประเทศแห่งนี้ได้ ผมมีความชอบธรรม ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ภรรยาผม ต้องไปนอนเฝ้าเด็กเหล่านี้หลังจากวันที่ผมเป็นคน Brake ว่าอย่าเพิ่งเอากลับไปในฐานะ เป็นเจ้าหน้าที่ของกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ซึ่งแน่นอนครับ มันก็มี ความหนักเบาในการแก้ไขปัญหา

ความชอบธรรมประการที่ ๒ ที่จำเป็นต้องอภิปรายครับ เพราะว่าเมื่อฟังจาก ญัตติที่คุณปารมีเสนอ และพวกเราเองจำเป็นต้องใช้งบประมาณของสภา ต้องขอบพระคุณ หลายสายการบินที่อำนวยการให้พวกผม สส. ปารมี ไวจงเจริญ คุณธิษะณา ชุณหะวัณ คุณณัฐพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล คุณเลาฟั้ง บัณฑิตเทอดสกุล คุณมานพ คีรีภูวดล คุณอรพรรณ จันตาเรือง ลงพื้นที่ทั้งอำเภอเมือง อำเภอเชียงดาว นั่งฟังเด็ก ๆ จากอำเภอฝาง จากอำเภอแม่อาย มาบอกเล่า นั่งฟังสามเณรจากประเทศเพื่อนบ้านของเรามาบอกเล่าว่าเขาไม่สามารถเรียนได้ เพราะเหตุใด แล้วกรณีของสารเณรนี่ครับ เรียนอย่างตรงไปตรงมาว่ามันอยู่ในขอบเขตของ โรงเรียนพระปริยัติธรรม ซึ่งก็ไปไกลกว่าคณะกรรมาธิการการศึกษาที่จะดูประเด็นเหล่านี้ได้ นั่นคือความชอบธรรมประการที่ ๒ ที่ผมคิดว่ามีความชอบธรรมที่จะเป็นผู้สรุปครับ

ความชอบธรรมประการที่ ๓ ก็คือ หากท่านจะบอกว่านี่คือการต้องส่ง คณะกรรมาธิการการศึกษาของท่านประธานโสภณ ซารัมย์ ที่ผมให้ความเคารพ ผมไม่ติดใจ ใด ๆ เลยครับว่ากรรมาธิการนั้นจะพิจารณาได้หรือไม่ แต่เรากำลังทำเรื่องที่ถูกตั้งคำถาม อย่างยิ่งจากนานาอารยประเทศ ท่านทราบไหมครับ ผู้แทนในเรื่องสิทธิเด็กของสหประชาชาติ ที่เรียกว่า CRC ประเด็นเรื่องของการส่งเด็ก ๑๒๖ คน กลับประเทศเพื่อนบ้านจะต้องถูกตั้ง คำถามอย่างรุนแรงในที่ประชุมคณะกรรมการสิทธิเด็กแห่งสหประชาชาติที่ไทยกำลังจะทำ รายงานในฉบับที่ ๓ และฉบับที่ ๔ ปลายปีนี้ จะต้องถูกตั้งคำถามอย่างรุนแรงในที่ประชุม ที่เรียกว่า คณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติกลไกที่เรียกว่า UPR ที่ไทยกำลัง จะต้องทำรายงาน แล้วคณะกรรมาธิการการศึกษาท่านรับผิดชอบไหวไหมครับว่าเรื่องที่ท่าน กำลังจะขอรับไปโดย ไม่ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญนั้นท่านสามารถเป็นตัวแทนตอบคำถาม เหล่านี้แทนพี่น้องประชาชนชาวไทยกอบกู้การปกป้องคุ้มครองสิทธิเด็กที่พูดกันอย่างปากเปียก ปากแฉะ ไม่เอาบัญญัติ ๑๐ ประการ ไม่เอาค่านิยม ๑๒ ประการ เอาคำเดียวง่าย ๆ ที่เรียกว่า The Best Interest of the Child หรือประโยชน์สูงสุดของเด็กเป็นสำคัญ ทำไมไม่ส่งให้ คณะกรรมาธิการกิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการ กลุ่มชาติพันธุ์ และผู้มี ความหลากหลายทางเพศล่ะครับถ้าอย่างนั้น ทำไมไม่ส่งให้คณะกรรมาธิการกิจการ ความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติถ้าอย่างนั้น หรือเพราะเหตุใด หรือทำไมสภาแห่งนี้ตั้งใช้งบประมาณกันเยอะแยะมากมายถึงจะตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ อีกคณะหนึ่งเพื่อมาศึกษาไม่ได้ นั่นคือความชอบธรรมประการที่ ๓ ที่ผมคิดว่าจำเป็นต้อง บอกกับเพื่อนสมาชิกก่อนครับ และด้วยเหตุดังกล่าวเพื่อนสมาชิกของพรรคก้าวไกล จำนวน ๑๕ ท่าน บวกกับคุณกัณวีร์ สืบแสง จากพรรคเป็นธรรม อีก ๑ ท่าน เป็น ๑๖ ท่าน ถึงต้องอภิปรายและชี้ให้เห็นอยู่ ๔ ประการสำคัญด้วยกันครับ

ประการที่ ๑ ก็คือเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องของพี่น้องที่อยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่ ไม่ใช่เรื่องของพี่น้องที่อยู่ที่จังหวัดเชียงราย ไม่ใช่เรื่องของพี่น้องที่อยู่ในเขตพื้นที่ของ สส. รัชต์พงศ์ สร้อยสุวรรณ ที่อยู่ที่จังหวัดตาก สส. พรรคก้าวไกลรอบนี้ ๑๕๐ ครับ ยังจำได้หมด รอบหน้า ๓๐๐ ยิ่งแล้วกันใหญ่ แต่เรียนต่อไปครับว่าแม้กระทั่งในเขตเมืองของ สส. รักชนก ศรีนอก เราก็มีปัญหาแบบนี้ และ กทม. ยังตอบเราไม่ได้เลย ณ นาทีนี้ว่าคุณมี เด็กที่กำลังรอจะขึ้นเลขทะเบียนตัว G ลงรหัส Generate Code ตัว G อยู่เท่าไร เรื่องนี้ไม่ใช่ เรื่องของพี่น้องชาติพันธุ์ เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องของพี่น้องแรงงานข้ามชาติ ลูกหลานแรงงาน ข้ามชาติอย่างเดียวครับ แม้กระทั่งเด็กที่อยู่ในประเทศไทย ท่านไม่เคยดูรายการวงเวียนชีวิต หรือครับ ที่เขาตามหาพ่อแม่กันวันเสาร์ วันอาทิตย์นะครับ ก็แบบนั้นเขาก็มีลูกที่ไม่มีสถานะ บุคคล ไม่มีเลข ๑๓ หลักเหมือนกัน แล้วเขาเข้าเรียนไม่ได้ ฉะนั้นกรณีที่เรากำลังจะบอกว่าตัวเลข ๓๐๐,๐๐๐ คน ที่กำลังจะเข้าเรียนนั้นมันจึงเป็นตัวเลขเสมือนจริงแต่ไม่ใช่ตัวเลขจริงครับ ตัวเลขจริงที่คุณเลาฟั้งกำลังพูด ตัวเลขจริงที่คุณมานพประสบ ตัวเลขจริงที่ผมเจอ อย่างน้อยเรากำลังพูดถึงเด็ก ๖๐๐,๐๐๐ คน คณะกรรมาธิการการศึกษาบอกผมได้ไหมครับ ว่าอีก ๓๐๐,๐๐๐ คน ที่ไม่อยู่ตรงนี้ท่านจะไปหาเขาที่ไหน แล้วจะเอาเขาเข้าเรียนได้อย่างไร ท่านเห็นไหมครับว่ามันถึงมีความจำเป็น ผมจะขอบพระคุณเป็นอย่างยิ่งต่อ ท่านจาตุรนต์ ฉายแสง เสียดายครับท่านกำลังขึ้นไปนั่งเป็นประธานกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาชายแดนใต้ เพราะสิ่งที่ท่านเริ่มตั้งแต่ปี ๒๕๔๘ มีมติ ครม. มาต่าง ๆ นั้น มันยังไม่ สิ้นสุดทางครับ ฉะนั้นท่านจาตุรนต์ จะต้องบอกกับพวกเราว่าถ้าเราช่วยให้เรื่องนี้มันจบใน รุ่นเรา เราก็ควรที่จะต้องตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาต่อ ผมนั่งดูท่านจาตุรนต์ไปให้ การที่ สภ. ป่าโมก ไปกับอาจารย์พันธุ์ทิพย์ กาญจนะจิตรา สายสุนทร อาจารย์ของผม ไปกับ คุณศิวนุช สร้อยทอง มูลนิธิกระจกเงา ท่านทราบไหมครับตำรวจเขาไม่เข้าใจที่ท่านบอก เขาไม่เข้าใจเพราะเขาบอกว่ากฎหมายก็คือกฎหมาย แต่สิทธิของความเป็นมนุษย์มันสำคัญ กว่ากฎหมายครับ แล้วมันมีเหตุอะไรครับที่พวกเราจะไม่พิจารณา นั่นคือประเด็นที่ ๑ ที่ท่าน ต้องตอบว่าเด็กอย่างน้อย ๖๐๐,๐๐๐ คนที่เข้าสู่ระบบ ๓๐๐,๐๐๐ คน อีก ๓๐๐,๐๐๐ คน ถ้าไม่มีคณะกรรมาธิการวิสามัญ เขาจะเข้ามาสู่ระบบการศึกษาในประเทศไทยได้อย่างไร นั่นคือประเด็นที่ ๑ ที่ผมคิดว่าจำเป็นต้องพิจารณาในการตั้งครับ

ประเด็นที่ ๒ ที่จำเป็นต้องพิจารณาในการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญครับ ตัวเลขเมื่อวันที่ ๖ เมษายน ๒๕๖๖ ที่บอกว่ามีเด็กนักเรียนในโรงเรียน ๓๐๐,๐๐๐ คน แต่ท่านทราบไหมครับว่ามีการลงรหัส Generate Code หรือตัว G เพื่อยืนยันว่าเขามีตัวตน เขามีตัวตนเป็น ๆ แค่ ๑๑๒,๘๔๑ คน เอา ๓๐๐,๐๐๐ คน ลบสิครับ เอา ๖๐๐,๐๐๐ คนลบ ๓๐๐,๐๐๐ คนก่อนครับ เอา ๓๐๐,๐๐๐ คน ลบ ๑๑๒,๘๔๑ คน เกือบ ๒๐๐,๐๐๐ คน ที่ลง รหัส G ไม่ได้ มันหายไปไหนละครับ กระทรวงศึกษาธิการตอบเองทั้งหมดได้หรือไม่ ก็ตอบไม่ได้หรอกครับ แต่เรากำลังจะพูดถึงระบบการคัดกรองคุ้มครองเด็ก รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์แถลงนโยบายล่าสุดบอกประเทศไทย ต้องมีระบบคุ้มครองเด็ก ก็นี่อย่างไรครับ ผมกำลังจะจี้บอกว่าจำเป็นที่ต้องมีเพราะมันไม่มี ระบบคุ้มครองเด็กที่จะไปติดตามในชุมชน หมู่บ้าน สส. ตามได้ไม่หมดหรอกครับ แต่ทำไม ต้องให้ สส. รายคนเมื่อเช้าคุณภัณฑิล น่วมเจิม มาคุยกับผมตรงนี้ ว่าคืนนี้กำลังมีเด็ก ขอทานอยู่ที่อโศกคืนนี้กำลังมีเด็กขอทานอยู่ที่นานา ผมไม่รู้เขามาจากที่ไหน แล้วผมไม่รู้ ว่าเขาเข้าเรียนหรือไม่ มาคุยกับผมตรงนี้เเมื่อเช้านี้ครับท่านประธาน นั่นคือเหตุผล ความจำเป็นประการที่ ๒ ที่มันหายไป ๒๐๐,๐๐๐ กว่าคนครับ แล้วการหายไป ๒๐๐,๐๐๐ กว่าคนนี่ กำลังผลักเขาเข้าไปอยู่ตรงไหน ไม่รู้เลยว่าเขาไปทำอะไร อย่างไร มีตัวตนอยู่ที่ไหน แบบใด นั่นเป็นเหตุผลของการจำเป็นต้องตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ ศึกษาเรื่องนี้ และแก้ปัญหาเรื่องนี้อย่างเป็นระบบเป็นประการที่ ๒

ประการที่ ๓ ท่านประธานที่มันตลกก็คือว่า ๖๐๐,๐๐๐ คน ลบ ๓๐๐,๐๐๐ คน ลบ ๑๑๒,๐๐๐ คนมาแล้วนะครับ ปรากฏว่ามันนำไปสู่รายการสถานะบุคคล ไปลงเลข ๑๓ หลักครับ สมมุติว่าผมมีบัตรประชาชนใครเกิดก่อนปี ๒๕๒๗ เพื่อนสมาชิกเราเกิดก่อน ปี ๒๕๒๗ ทุกคน ต้องขึ้นด้วยเลข ๓ ใครเกิดหลังปี ๒๕๒๗ สส. ก้าวไกลจำนวนมากอายุเฉลี่ย ๓๐ กว่า ๆ ต้องขึ้นด้วยเลข ๑ คนเกิดช้าขึ้นด้วยเลข ๒ พี่น้องที่แปลงสัญชาติมา มีพ่อแม่เป็น คนต่างด้าว ท้าวต่างแดนในอดีตขึ้นด้วยเลข ๕ นี่ผมยกตัวอย่างให้ฟังนะครับ เลข ๑๓ หลัก ซึ่งมันสำคัญต่อชีวิตของพี่น้อง ชีวิตมนุษยชาติเป็นอย่างยิ่ง ท่านทราบไหม ๑๑๒,๘๑๑ คน นำไปสู่การลงรายการเลข ๑๓ หลักได้แค่ ๘๐,๙๒๒ คน อีก ๔๐,๐๐๐ คนหายไปไหนครับ อีก ๔๐,๐๐๐ คนนี้ไม่เกี่ยวกับกระทรวงศึกษาธิการแล้วนะครับ เพื่อนสมาชิกเล่าให้ฟังว่า เมื่อมีการทำบันทึกส่งไปที่กระทรวงมหาดไทย กระทรวงมหาดไทยต้องรวบรวมประวัติ ข้อมูล ลงรหัสรายการทะเบียนราษฎร พี่น้องคนไหนไม่มีสถานะแต่เชื่อว่าเกิดในประเทศไทย มีข้อมูลเชื่อมโยงลงด้วยเลข ๐ พี่น้องคนไหนเป็นลูกหลานแรงงานข้ามชาติเราเคารพสัญชาติเขา เพราะนี่ไม่ใช่เรื่องสัญชาติ แต่คือการระบุตัวตนเขาเรียกว่ากลุ่ม ๐๐ แต่เด็กจำนวนมาก ที่กำลังอยู่ในระหว่างการสอบประวัติ อย่างที่พรรคก้าวไกลเสนอว่าคุณต้องเพิ่มงบประมาณ ในการตรวจ DNA เปรียบเทียบเพื่อนำไปสู่การลงสถานะ ถ้าสามารถลงสัญชาติได้ ก็ต้องนำไปสู่การลงสถานะหรือสัญชาติ ท่านเห็นไหมครับว่าข้อมูลตัวเลขมันหายไปอย่างมี นัยสำคัญอย่างยิ่ง และมันไม่อยู่ในขอบเขตของคณะกรรมาธิการคณะใดคณะหนึ่งที่จะศึกษา ได้ต้องตั้งเป็นคณะกรรมาธิการวิสามัญ ความจริงผมอยากจะเสนอด้วยซ้ำว่าท่านสมาชิก ที่อภิปรายทั้ง ๒๔ ท่าน ท่านนั่นละที่ไปเป็นกรรมาธิการ ผมก็ยินดีไม่ต้องเอาพรรคมาพูด มาเป็นโควตาก็ได้ครับ

ประการที่ ๔ เป็นประการสุดท้าย ก็คือว่าเหตุผลและความจำเป็นของการ จัดตั้งคณะกรรมาธิการ เพราะเรื่องของสิทธิเด็กนั้นมันคลุมอยู่ทั้งหมด ๔ มิติด้วยกันครับ

มิติแรก ก็คือมิติทางการศึกษา หากไม่เริ่มจากการศึกษามันจะไม่นำไปสู่ ในประเด็นเรื่องของสุขภาพ หากไม่เริ่มจากการศึกษามันจะไม่นำไปสู่ในประเด็นเรื่องของ แรงงาน หากไม่เริ่มจากการศึกษามันจะไม่นำไปสู่ในประเด็นเรื่องของสิทธิความเป็นพลเมือง หรือสิทธิความเป็นมนุษย์ แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดผมอยากจะย้ำแบบนี้ว่าเวลาที่เราพูดถึงสิทธิเด็ก เขาพูดด้วยตัวเขาเองไม่ได้ครับ เขาพูดด้วยตัวเขาเองเขาไม่สามารถมายืนพูดในสภาแห่งนี้ ด้วยข้อจำกัดใด ๆ ต่าง ๆ ได้ ฉะนั้นสภาแห่งนี้ที่เป็นตัวแทนของอำนาจต้องเป็นศูนย์กลาง ในการยืนยันครับ แล้วผมอยากจะย้ำเป็นประการสุดท้ายสำหรับเพื่อนที่เดินเข้ามาแล้วไม่รู้ว่า เขาอ่านหนังสือเจ้าชายน้อยกันอยู่นะครับ อีกสักรอบหนึ่งว่าผมขอวิงวอนแบบนี้ต่อ ท่านประธานครับ เรามีคณะกรรมาธิการในอดีตมามากมายไม่รู้กี่ร้อยกี่พันคณะ บางคณะ หนังสือตั้งสูงแบบนี้ผมก็ยังเก็บไว้ แล้วผมก็สงสัยว่าทำไมปีนี้สภาชุดที่ ๒๖ ตั้งอีกแล้ว คณะกรรมาธิการชื่อแบบนี้ตั้งอีกแล้ว แต่ที่กำลังพูดถึงเด็กหลายแสนคนในประเทศไทย ที่ยังไม่มีแม้แต่โอกาสจะเดินเข้าโรงเรียน แล้วจะเอาความเป็นมนุษย์ของเขามาจากไหนครับ ฉะนั้นผมอยากจะวิงวอนเชิญชวนให้ท่านอ่านเจ้าชายน้อย และท่านใช้วิจารณญาณในการ ตัดสินใจอย่างเป็นอิสระของท่านว่าสิ่งที่เรากำลังจะลงมติในวันนี้นั้นสำคัญยิ่งคือท่านกล้าที่จะ ใช้หัวใจของท่านในการลงมติแทนการใช้สายตาแต่เพียงอย่างเดียวหรือไม่ และผมไม่เห็นมี เหตุผลอื่นใดประการใดที่จะส่งให้คณะกรรมาธิการสามัญคณะใดคณะหนึ่งครับ ผมในนามของ คุณปารมี ไวจงเจริญ ผู้เสนอญัตติจึงขอสรุปว่าพรรคก้าวไกลขอยืนยันให้สภาแห่งนี้ลงมติ สนับสนุนการจัดตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาแนวทางการจัดการศึกษาสำหรับเด็ก ที่ไม่มีหลักฐานทางทะเบียนราษฎร หรือไม่มีสัญชาติไทย ไม่ใช่เพื่อพรรคก้าวไกล ไม่ใช่เพื่อ ฝ่ายค้าน ไม่ใช่เพื่อสภาแห่งนี้ แต่เป็นเพื่อเด็ก ๆ ทุกคนที่ท่านเคยพูดถึงอยู่เสมอในประเทศ แห่งนี้ ขอบคุณครับ