เลาฟั้ง บัณฑิตเทอดสกุล อภิปรายสนับสนุนการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อจัดการศึกษาสำหรับเด็กที่ไม่มีหลักฐานทางทะเบียนราษฎร์หรือไม่มีสัญชาติไทย โดยชี้ว่าปัญหามีความซับซ้อนและต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายหน่วยงาน เพื่อแก้ไขอย่างเป็นระบบ พร้อมเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาเด็กไร้สัญชาติที่ขาดโอกาสทางการศึกษา และขอเปิดรับแรงงานข้ามชาติผ่านระบบการศึกษาเพื่อสร้างประโยชน์ระยะยาวต่อสังคมไทย
เรียนท่านประธาน ที่เคารพ ผม เลาฟั้ง บัณฑิตเทอดสกุล สมาชิกผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล สัดส่วนเครือข่ายชาติพันธุ์ ผมขออนุญาตอภิปรายสนับสนุนญัตติเรื่องขอให้สภาผู้แทนราษฎร ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาแนวทางการจัดการศึกษาสำหรับเด็กที่ไม่มีหลักฐาน ทางทะเบียนราษฎร์หรือไม่มีสัญชาติไทยที่เสนอโดยท่านปารมี ไวจงเจริญ ในญัตตินี้ผมคิดว่า มันเป็นเรื่องที่มีความสำคัญเป็นอย่างมาก เพราะว่าเป็นปัญหาที่ใหญ่แล้วก็มีความจำเป็น อย่างยิ่งที่ต้องมีการตั้งคณะกรรมาธิการขึ้นมาเพื่อจัดการศึกษา แล้วก็เสนอแนะแนวทาง ในการแก้ไขปัญหานี้อย่างเป็นระบบทั้งหมด ผมขอเรียนอย่างนี้ว่าปัญหาเหล่านี้มันไม่สามารถแก้ได้ด้วยหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง เพราะมันเกี่ยวข้องอย่างน้อยที่สุด ๗-๘ กระทรวง องค์กรด้วยกัน อย่างเช่น กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงแรงงาน กระทรวงพัฒนาสังคม และความมั่นคงของมนุษย์ รวมทั้งกระทรวงกลาโหมด้วย เพราะว่ามันยังมีประเด็นเรื่องของ ความมั่นคงเกี่ยวข้องอยู่ด้วย
ท่านประธานครับ กลุ่มเป้าหมายที่เป็นเด็กที่ยังไม่มีสัญชาติไทย ถ้าให้ระบุ เฉพาะเจาะจงก็คือกลุ่มที่ยังไม่มีหลักฐานทางทะเบียนราษฎร์เลย ที่เป็นเด็กแล้วก็ยังไม่มี โอกาสเข้าถึงการศึกษาในระบบได้ ตอนนี้จากตัวเลขมีกลุ่มเด็กกลุ่มที่ไม่มีสัญชาติไทย แล้วก็ มีรหัสตัว G แล้วไม่มีตรงนี้รวมกันประมาณ ๒๐๐,๐๐๐ กว่าคน สามารถเข้าสู่ระบบ การศึกษาได้ และรัฐสามารถที่จะจัดสรรงบประมาณในการสนับสนุนช่วยเหลือได้ประมาณ ไม่เกิน ๙๐๐,๐๐๐ คน เหลืออีกประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ กว่าคนที่ไม่ได้อยู่ในระบบ คนเหล่านี้ เด็ก ๆ เหล่านี้มาจากที่ไหนบ้าง เราต้องยอมรับข้อเท็จจริงว่าในประเทศเพื่อนบ้านก็ยังมี สงครามอยู่ ทำให้คนกลุ่มหนึ่งเขาจำเป็นต้องเข้ามา เราต้องยอมรับว่าเศรษฐกิจของประเทศ เพื่อนบ้านยังมีปัญหาอยู่ ทำให้พวกเขาต้องเข้ามาแสวงหาโอกาสที่ดีกว่า แล้วสิ่งที่สำคัญ เราต้องยอมรับข้อเท็จจริงว่าในสังคมไทยเรายังต้องการแรงงานข้ามชาติที่เขาเข้ามาอยู่ใน สังคมไทย ถ้าในสังคมไทยไม่มีแรงงานข้ามชาติระบบเศรษฐกิจบางอย่างก็จะหยุดไปต่อไม่ได้ อันนี้เราต้องยอมรับข้อเท็จจริง เด็กเหล่านี้ก็คือลูกหลานของคนเหล่านั้น ลูกหลานของคนที่ หลบหนีภัยสงครามมา ลูกหลานของคนที่เข้ามาเพื่อแสวงหาโอกาสทางเศรษฐกิจที่ดีกว่า ลูกหลานของคนที่เข้ามาเป็นแรงงานที่สังคมไทยเรามีความจำเป็น ผมคิดว่ามันมีความจำเป็น ที่สังคมไทยเราต้องเปิดใจแล้วก็โอบรับคนเหล่านี้ ถามว่าทำไมเราต้องโอบรับคนเหล่านี้ ในขณะที่เรากำลังพูดถึงการใช้ Soft Power ในการสร้างเศรษฐกิจ สร้างสังคมไทย ยกระดับ สังคมไทย ผมคิดว่ามันเป็นโอกาส เราใช้จังหวะนี้ให้เป็นโอกาสในการที่จะทำให้คนเหล่านี้ เป็นส่วนหนึ่งในสังคมไทย แล้วก็อย่าลืมนะครับว่าในยุคสมัยปัจจุบันชายแดนมันไม่ได้ปิด เหมือนในอดีตแล้ว ทุกคนข้ามไปมาหาสู่ด้วยกันได้ คนที่อยู่ตามแนวชายแดนก็เข้ามา อยู่ในสังคมไทยเป็นจำนวนมาก ถ้าหากเราสามารถที่จะทำให้คนที่อยู่รอบชายแดนไทย เป็นส่วนหนึ่งในสังคมไทยผ่านระบบการศึกษา ผมคิดว่าเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าแล้วก็เป็น ประโยชน์ ถ้าเราทำให้คนเหล่านี้เขาซึมซับภาษาไทย เขาซึมซับสังคม วัฒนธรรมความเป็นไทย เขาซึมซับเอาคุณูปการที่รัฐไทยมอบให้ คนเหล่านี้เขาจะตอบแทนกลับคืนสู่สังคมไทย ไม่ว่าในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง ที่สำคัญที่สุดก็คือแรงงานที่มีฝีมือมากขึ้น แล้วก็เศรษฐกิจ พวกเขานอกจากจะเป็นแรงงาน พวกเขาจะเป็นผู้บริโภค รวมทั้งจะเป็นผู้เสียภาษีด้วย สิ่งเหล่านี้ล้วนที่จะย้อนกลับมาเป็นประโยชน์ต่อสังคมไทยด้วยกันทั้งสิ้น การจัดการศึกษา ให้แก่คนเหล่านี้ถามว่าเป็นภาระต่อสังคมไทยไหม ผมลองดูตัวเลขเฉลี่ยแล้วจะอยู่ประมาณสัก ๓๐๐-๕๐๐ ล้านบาทต่อปี ถ้าดูแล้วก็จะเห็นว่าเป็นตัวเลขที่ไม่ได้เกินกว่าศักยภาพของรัฐไทย ที่จะดูแลคนเหล่านี้ได้ อันนี้ยังไม่นับว่าถ้าหากรัฐไทยมีระบบการบริหารจัดการในการดูแลคนเหล่านี้ที่ดีพอ ยังมีโอกาสที่จะขอรับการสนับสนุนเงินช่วยเหลือจากองค์กรด้านมนุษยธรรม องค์กรด้าน สิทธิมนุษยชนต่างชาติที่เขาพร้อมจะให้การสนับสนุนสำหรับรัฐหรือองค์กรที่จะให้ ความช่วยเหลือด้านสิทธิมนุษยชนให้แก่คนเหล่านี้อยู่แล้วนะครับ เพราะฉะนั้นผมจึงอยากจะ ขอวิงวอนสภาแห่งนี้ช่วยกันทำให้มีการจัดตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมาเพื่อที่จะจัดการ ให้มีการแก้ไขปัญหาคนเหล่านี้ ซึ่งมีจำนวนประมาณ ๒๐๐,๐๐๐ คน ซึ่งก็เป็นจำนวนที่เยอะ พอสมควร ญัตตินี้ยังไม่ได้พูดครอบคลุมไปถึงการพิจารณาให้สัญชาติเป็นคนละเรื่องกัน การให้สัญชาติไทยแก่บุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียน อันนี้เป็นภาระหน้าที่ของ กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ซึ่งมีระเบียบกฎหมายที่ควบคุมแล้วก็เป็นกระบวนการ ขั้นตอนในการดำเนินการอยู่แล้ว สำหรับญัตตินี้สิ่งที่เป็นสาระสำคัญก็คือการหาแนวทาง ในการแก้ไขปัญหา การจัดการศึกษาให้แก่กลุ่มคนเหล่านี้ที่ถูกละเลยไป ขอบคุณมากครับ