ภัสริน ชี้ปัญหาแต่งงานเด็กไร้สถานะ ผลักดันสิทธิเท่าเทียม

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๓ · ๑๘ ตุลาคม ๒๕๖๖

ภัสริน รามวงศ์ ขอเป็นเสียงแทนกลุ่มผู้เปราะบาง โดยเฉพาะเด็กหญิงไร้สถานะและผู้ที่แต่งงานก่อนวัยอันควรในพื้นที่เชียงใหม่และเชียงราย ซึ่งได้รับผลกระทบจากปัจจัยทางเศรษฐกิจ วัฒนธรรม และการขาดการศึกษา จนเสี่ยงต่อการถูกล่วงละเมิดและไม่สามารถเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐาน เช่น การศึกษา บริการสุขภาพ และสวัสดิการสังคม จึงเรียกร้องให้รัฐบาลคุ้มครองสิทธิอย่างเท่าเทียม โดยไม่แบ่งแยกสถานะหรือสัญชาติ และผลักดันการเข้าถึงการศึกษาเพื่อเป็นทางออกสู่อนาคตที่ดีกว่า

นางสาวภัสริน รามวงศ์ กรุงเทพมหานคร

เรียนท่านประธานที่เคารพค่ะ ดิฉัน ภัสริน รามวงศ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคก้าวไกล เขตบางซื่อ เขตดุสิต ขอเป็นตัวแทน เป็นกระบอกเสียงให้กับกลุ่มผู้เปราะบางในสังคม เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ แล้วก็สร้างความเท่าเทียมให้กับกลุ่มเด็กรหัส G

ท่านประธานคะ เด็กนักเรียนแล้วก็นักศึกษาจำนวนเป็นแสนคนไม่ได้รับรอง สถานภาพทางกฎหมาย ไม่สามารถเข้าถึงกองทุนให้กู้ยืมเพื่อการศึกษาได้ หรือตัวอย่างล่าสุด จาก Thai PBS ยังระบุว่ามีเณรไร้รัฐ ไร้สัญชาติกว่า ๑๐๐ คนในจังหวัดเชียงใหม่ไม่สามารถ เข้าเรียนในระดับประถมศึกษาได้ตามหลักสูตรของกระทรวงศึกษาธิการ จำนวนกว่า ๖๐๔,๕๕๔ คน ไม่สามารถเข้าถึงระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติได้ ผลจากการถูกผลัก ไปสู่ชายขอบส่งผลซ้ำเติมให้กับกลุ่มคนเปราะบางพิเศษอย่างเด็กผู้หญิงรหัส G เด็กผู้หญิง เหล่านี้เมื่อไม่ได้รับการศึกษาที่สมควรแก่วัย ไม่มีองค์ความรู้ในด้านสิทธิของตน เมื่อเข้าสู่ช่วง วัยรุ่นตอนต้น ครอบครัวผลักภาระให้ไปแต่งงาน ทั้งเพื่อลดภาระภายในครอบครัว หรือครอบครัวขายเด็กหญิงเหล่านั้นให้กลายเป็นเมียตั้งแต่เด็ก ด้วยความมุ่งหวังว่า การแต่งงานจะทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของครอบครัวดีขึ้น แล้วก็รวมถึงการถูกเนื้อต้องตัวชาย เมื่อเด็กหญิงถูกบังคับให้แต่งงานอาจจะไม่ได้อยากแต่งงาน ทางเลือกที่พอจะทำได้ก็คือ ย้ายถิ่น ทำงานไร้ทักษะในเมืองหรือว่าในพื้นที่อื่น ๆ จากข้อมูลของ Plan International ได้ทำการวิจัยขึ้นในปี ๒๕๖๑ พบว่ากลุ่มตัวอย่างจำนวนกว่า ๓๕๐ คนในจังหวัดเชียงใหม่ และเชียงราย มีเพียง ๒๒๓ คนเท่านั้นที่เข้ารับการศึกษา เด็กเหล่านี้ควรได้รับการศึกษา ทั้งหมด นอกจากนี้การศึกษาสูงสุดส่วนใหญ่จะหยุดอยู่ที่ประถมศึกษาตอนต้น สาเหตุที่ทำให้ เด็กเหล่านี้ต้องหยุดเรียน หลุดออกจากระบบการศึกษาไม่ว่าจะเป็นปัญหาทางเศรษฐกิจ ปัญหาส่วนบุคคล ปัญหาภายในครอบครัว แล้วก็อีกปัญหาสำคัญที่ดิฉันกล่าวขึ้นต้นก่อนหน้านี้ คือการแต่งงานก่อนวัยอันควร การท้องในวัยรุ่น ซึ่งถือเป็นส่วนสำคัญคิดรวมแล้วกว่า ๔๐ เปอร์เซ็นต์ โดยเด็กหญิงที่อายุน้อยที่สุดในการแต่งงานนี้คือ ๑๑ ขวบเท่านั้นค่ะ ๙๑ เปอร์เซ็นต์ของการแต่งงานนั้นมีเหตุผลมาจากความเชื่อ จารีตประเพณีและวัฒนธรรม แต่ว่าก็มีเหตุผลนะคะ ต่อมาพบว่า ๘๓ เปอร์เซ็นต์ของกลุ่มตัวอย่างแต่งงานถูกบังคับ ให้เกิดการแต่งงานเกิดขึ้น สืบสาเหตุมาจากการไม่สามารถเข้าถึงการศึกษา ไม่ได้มีความรู้ อย่างเพียงพอภายในเรื่องเพศและสุขภาวะอนามัยเจริญพันธุ์ ทำให้มีแนวโน้มในการถูก ล่วงละเมิดทางเพศอีกด้วยค่ะ การแต่งงานโดยไม่สมยอม เด็กสาวเหล่านี้ไม่มีสิทธิในการเลือก คู่ครอง และทำให้หลายคนตั้งท้องโดยไม่สมัครใจ ผลกระทบที่เกิดขึ้นเหล่านี้โยงใยไปถึง การขาดการศึกษา และยิ่งไปกว่านั้นเครื่องมือไม่กี่อย่างที่เด็กเหล่านี้จะสามารถผลักตัวเอง ออกจากวังวนได้ จากการถูกกดขี่ก็คือการศึกษาค่ะ แต่ระบบราชการก็ยังพรากอาวุธเดียวที่มีจากเด็กผู้หญิงเหล่านี้ไปอีกด้วย เรามาลองดูกันค่ะ ว่าผลกระทบจากการแต่งงานก่อนวัยอันควร อันดับแรกเลยก็คือเป็นปัญหาสังคมที่เรา พยายามรณรงค์กันมาตลอดก็คืออย่างคุณแม่วัยใส เมื่อเด็กผู้หญิงเหล่านี้ตั้งครรภ์ก่อนวัย อันควร ตามมาพร้อมฐานะแบกรับความเป็นแม่และความเป็นเมีย แล้วก็ถ้าหากเพื่อนสมาชิก ลองคิดย้อนดูนะคะว่าตอนที่เราอายุ ๑๑ ปี ๑๕ ปี เราทำอะไรกันอยู่ หลายคนคงอาจจะเริ่ม เรียนกวดวิชา หลายคนเล่นเกมกันอย่างสนุกสนาน แต่ว่าเด็กผู้หญิงเหล่านี้กลับต้องทำหน้าที่ เป็นแม่ดูแลบุตร แล้วก็ต้องทำหน้าที่เป็นภรรยาในการจัดการเรื่องต่าง ๆ ภายในครอบครัว นอกจากนี้การตัดสินใจแต่งงานยังเกิดจากความต้องการจากบิดามารดา ไม่ใช่ความต้องการ ของตัวเด็กเอง รวมถึงระยะการศึกษาดูใจที่บางคนเจอกันไม่กี่ครั้งก็ถูกจับให้แต่งงาน ผนวกกับเป็นเรื่องที่เกิดความรุนแรงขึ้นภายในสังคม ซ้ำร้ายเหล่านี้เด็กไม่กล้าที่จะปกป้อง สิทธิภายในร่างกายของตนเองเพียงเพราะกลัวผู้เป็นสามีในฐานะหัวหน้าครอบครัว

สุดท้ายค่ะ ปัญหาจากการแต่งงานก่อนวัยอันควร ตามมาด้วยการดูแล ช่วงระหว่างตั้งครรภ์ที่ไม่เหมาะสม การทำแท้งอย่างผิดกฎหมาย อาจจะซื้อยามากินเอง เด็กหลายคนเมื่อเลิกรากับสามีก็ต้องไปทำงานต่างบ้านต่างเมืองเพื่อหาเงินมาจุนเจือให้กับ ครอบครัว และการแต่งงานก่อนวัยอันควร เด็กเหล่านี้ขาดอิสระทางความคิดและโอกาส ในชีวิต อาทิ โอกาสทางการศึกษา โอกาสในการทำงานที่ตนเองต้องการ ถูกจำกัด การทำงานอยู่ภายในบ้าน คอยเลี้ยงดูให้กับครอบครัว และเมื่อหน้าที่สถานะทางสังคม เปลี่ยนไปกลับเข้าไปสู่โอกาสทางการศึกษา โอกาสอื่น ๆ ก็ลดน้อยลงตามไปด้วย ดิฉันอยากจะขอสอบถามถึงหน่วยงานด้วย แล้วก็ร่วมกับภาครัฐ กับเด็กไร้รัฐที่ทำงาน ที่ผ่านมา ทุกอย่างในความคิดของเด็กก็เปลี่ยนแปลงไปตามยุคตามสมัย เปลี่ยนแปลงไป ตามกาลเวลา พวกเธอไม่ได้อยากถูกจำกัดอยู่ในกรอบจารีตประเพณีอย่างที่เธอไม่ได้เลือกมา อีกต่อไป ไม่มีสิทธิในการกำหนดชะตาชีวิตของตัวเอง พวกเธอมองเห็นความเท่าเทียม ทางเพศมากขึ้น แล้วก็ต้องการเข้าถึงสิทธิในการศึกษาและสวัสดิการต่าง ๆ ที่พึงมีเฉกเช่น พวกเราทุกคน ดิฉันในฐานะผู้แทนราษฎรจึงอยากขอให้การอภิปรายในการประชุมสภาครั้งนี้ เป็นพื้นที่ เป็นส่วนหนึ่งในการเพิ่มโอกาสให้น้อง ๆ เด็ก ๆ รหัส G เหล่านี้ได้มีโอกาส ให้เท่าเทียมกับเด็กกลุ่มอื่น ๆ ไม่นำหมวกที่ขึ้นต้นด้วยรหัส G มาใช้เป็นอุปสรรค ในการขัดขวางสิทธิอันพึงมีของพวกเขา ทำให้เด็กเหล่านี้หลุดการศึกษาออกไป ให้เด็กเหล่านี้ มีสิทธิในการเข้าถึงร่ายกายของตนเองเป็นสิทธิอันพึงมี รวมไปถึงขยายโอกาสทางด้าน สาธารณสุข และเป็นสิทธิพื้นฐานที่ไม่ควรจำกัดเพียงแค่สัญชาติ ไม่ใช่แค่เพียงปัจเจกบุคคล ครอบครัวหรือสังคม แต่จะต้องเป็นบทบาทของรัฐบาลและผู้แทนราษฎรของเราทุกคนด้วย ที่ต้องเป็นไม้ เป็นมือ เป็นหลักสำคัญในการแก้ไขปัญหานี้ สุดท้ายนี้ดิฉันอยากจะขอฝากไว้ว่า เด็กไม่ว่าจะเป็นรหัส G นำหน้าหรือไม่ สุดท้ายพวกเขาคือเด็กค่ะ เป็นผู้ที่มีสิทธิเฉกเช่น กับเราทุกคน ขอบพระคุณค่ะ