จาตุรนต์ ฉายแสง ขออนุญาตพูดเกินเวลาเพื่อชี้แจงแทนพรรคเพื่อไทย พร้อมหารือปัญหาเด็กไร้สัญชาติและไร้สถานะที่ไม่ได้รับสิทธิในการศึกษา ทั้งที่มีกฎหมายและข้อตกลงระหว่างประเทศรองรับ และเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัดเพื่อคุ้มครองสิทธิเด็กและรักษาภาพลักษณ์ของประเทศ
ท่านประธานที่เคารพ ผม จาตุรนต์ ฉายแสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย เนื่องจากว่าพรรคเพื่อไทยใช้วิธีฝากข้อมูลกันและมีผู้อภิปรายน้อย ผมอยากจะขออนุญาต ท่านประธานพูดเกินเวลา ๗ นาทีไปสักเล็กน้อยเนื่องจากมีประเด็นที่จำเป็น
ท่านประธานที่เคารพครับ การเสนอญัตติเพื่อตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ ศึกษาแนวทางการจัดการศึกษาแก่เด็กที่ไม่มีชื่อในทะเบียนราษฎรหรือไม่มีสัญชาติไทย เป็นการตั้งประเด็นไว้เฉพาะเจาะจงไปที่การศึกษา แต่ว่าท่านสมาชิกหลายท่านก็ได้พูด ครอบคลุมไปถึงการที่เด็กไม่มีสัญชาติ เด็กไร้รัฐ เด็กไร้บัตร ควรจะได้รับการคุ้มครอง ในด้านอื่น ๆ ด้วย ผมก็เห็นด้วยว่าควรจะได้รับการคุ้มครองในด้านอื่น ๆ โดยเฉพาะในเรื่อง การสาธารณสุข สิทธิมนุษยชน เป็นต้น แต่ว่าจะขอเน้นเรื่องการศึกษาตามญัตติที่เสนอ สมาชิกหลายท่านได้พูดถึงปัญหาของเด็กไม่มีสัญชาติ แล้วก็พูดให้เห็นว่าการที่เด็ก ไม่มีสัญชาตินั้นจะไม่ได้รับการคุ้มครอง ไม่ได้รับการศึกษา ไม่ได้รับโอกาสต่าง ๆ แล้วก็ ไปเน้นว่าทำอย่างไรจะให้เด็กได้รับสัญชาติ รวมถึงได้พูดว่าการได้รับสัญชาติเป็นเรื่องยาก ขอสัญชาติก็ยาก กว่าจะได้สัญชาติก็ยาก ต้องมีการวิ่งเต้นอะไรต่าง ๆ มากมาย แต่ว่าตัวเลข ที่มีการพูดถึงเด็ก ๓๐๐,๐๐๐ คน ๕๐๐,๐๐๐ คน หรือความจริงอาจจะมากกว่านั้น โดยเฉพาะ ในภาวะที่ประเทศเพื่อนบ้านกำลังมีปัญหา และมีเด็กต้องข้ามแดนมาในประเทศไทยจำนวน มากขึ้น เราจะแก้ปัญหาสัญชาติก่อนคงไม่ได้ แต่ปัญหาก็คือว่าที่หลายท่านได้พูดข้อมูล ที่เราหาได้ เรื่องต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นอย่างไม่นานมานี้ เร็ว ๆ นี้ก็มีการไปกวาดต้อนเอาเด็ก ในโรงเรียนแห่งหนึ่งในภาคกลางส่งกลับไปชายแดน และส่งกลับไปประเทศเพื่อนบ้านเลย ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่มากเป็นที่สนใจไปทั่ว เรียกว่าองค์กรระหว่างประเทศสนใจกันมาก ซึ่งก็เป็น ปัญหา เมื่อรวมกับสิ่งที่ท่านสมาชิกได้พูดกันมาว่ามีปัญหาต่าง ๆ มากมาย ในเรื่องการที่เด็กไร้รัฐ ไร้สัญชาติ หรือไร้บัตร ไม่มีบัตรอะไรสักอย่างก็ตาม ไม่มีโอกาสได้รับ การศึกษา แสดงให้เห็นว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐ หน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ทั้งกระทรวงศึกษาธิการ ทั้งกระทรวงอื่น รวมไปถึงเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับการตรวจคนเข้าเมือง เกี่ยวกับ การดำเนินคดี จะเป็นตำรวจ เป็นอัยการก็ตาม ยังขาดความเข้าใจต่อเรื่องนี้อย่างน่าเป็นห่วง เรื่องเด็กในประเทศไทยทุกคนต้องได้รับโอกาสในการศึกษา เป็นเรื่องที่เชื่อมโยงกับข้อตกลง ระหว่างประเทศและระบบกฎหมายของประเทศไทยเอง ในเรื่องกฎหมายระหว่างประเทศนั้น เริ่มจากปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ปี ๒๔๙๑ มาแล้ว ปี ๒๕๐๙ มีกติการะหว่าง ประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ICCPR ปี ๒๕๓๒ อนุสัญญาว่าด้วย สิทธิเด็ก CRC ซึ่งอันนี้เป็นเรื่องสำคัญมาก มีปฏิญญาจอมเทียน ปี ๒๕๔๒ มีกติการะหว่าง ประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม ปี ๒๕๕๕ ปี ๒๕๖๒ มีปฏิญญา อาเซียนว่าด้วยสิทธิมนุษยชน และเป็นเรื่องที่ประเทศไทยเข้าไปรับรอง เข้าเป็นภาคี ต้องปฏิบัติตามทั้งนั้น ในข้อตกลงระหว่างประเทศเหล่านี้บอกว่าประเทศต่าง ๆ จะต้อง คุ้มครองเด็ก ไม่ว่าเด็กนั้นจะมีสัญชาติ ไม่มีสัญชาติ มีรัฐ หรือไม่มีรัฐ เข้าประเทศนั้น ๆ อย่างถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ถูกต้องก็ตามต้องได้รับการคุ้มครอง กฎหมายประเทศไทย มีอีกเยอะเลยครับ กฎหมายของไทยเราเองตั้งแต่ปี ๒๕๓๔ พ.ร.บ. ไล่มาจากรัฐธรรมนูญ ไล่มา พ.ร.บ. การศึกษา และที่สำคัญต่อมามี พ.ร.บ. คุ้มครองเด็ก ปี ๒๕๔๖ ปี ๒๕๔๘ มีมติ ครม. ๒ ฉบับ ฉบับหนึ่ง ๑๘ มกราคม ๒๕๔๘ ๕ กรกฎาคม ๒๕๔๘ มติ ครม. เหล่านี้ เชื่อมโยงกับข้อตกลงระหว่างประเทศ เชื่อมโยงกับกฎหมายของประเทศไทยเอง และมีความหมายว่าเด็กที่อยู่ในประเทศไทยไม่ว่าเข้าเมืองโดยถูกกฎหมายหรือไม่ ไม่ว่ามีสัญชาติไทยหรือไม่ ไม่ว่าจะพิสูจน์แสดงให้เห็นว่าเป็นคนรัฐไหนได้หรือไม่ ต้องได้รับ การศึกษา อันนี้คือกฎที่ประเทศไทยมีเองครับ แล้วก็ยังมีด้วยว่ามีสิทธิเรียนฟรี ๑๕ ปี โดยรัฐบาล ค่าใช้จ่ายรายหัวอัตราเดียวกับเด็กไทย รับวุฒิบัตรเช่นเดียวกันกับเด็กไทย มติเหล่านี้เนื่องจากผมมีส่วนเกี่ยวข้องตั้งแต่สมัยนั้น มาสอบถามดูก็ได้ความว่ามีวิวัฒนาการ ไปเป็นระเบียบที่เกี่ยวข้องที่ชัดเจน แต่กลายเป็นว่ามติที่ไม่ได้มีการยกเลิกแก้ไขนี้ไม่ได้รับ การปฏิบัติ ขาดความเข้าใจจากผู้ที่เกี่ยวข้องจำนวนมาก ทำให้เกิดปัญหาอย่างที่ท่านสมาชิก ได้กล่าวกันมา ได้ให้ข้อมูลต่อท่านประธานในวันนี้ เพราะฉะนั้นการตั้งคณะกรรมาธิการ หรือไม่ ผมก็มีความเห็นใจว่าจริง ๆ แล้วเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเฉพาะกระทรวงศึกษาธิการ เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับ พม. เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงสาธารณสุข เกี่ยวข้องกับ ตำรวจ อัยการ กรรมการสิทธิมนุษยชน อีกหลาย ๆ ฝ่ายที่จะต้องมาดูปัญหานี้กัน คณะกรรมาธิการการศึกษาจะดูแลได้ดีแค่ไหน ถ้าหากว่าคณะกรรมาธิการการศึกษา รับเรื่องนี้ไปก็คงต้องฝากว่าต้องไปหารือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้กว้างกว่าหน่วยงานทางด้าน การศึกษาเท่านั้น การที่เราปล่อยให้ปัญหานี้มีอยู่มากมายใหญ่โตเป็นความเสียหาย เสียหาย ทั้งในแง่ภาพพจน์ของประเทศ ที่สำคัญเสียหายที่เราไม่ได้คุ้มครองเด็กที่อยู่ในประเทศไทย เด็กเขาจะเข้ามาถูกหรือผิดก็ตาม เมื่อเข้ามาแล้วหลักมันมีอยู่ว่าเขาต้องได้รับการศึกษา ในสังคมหนึ่ง ๆ ถ้ามีเด็กเยาวชนอยู่ใน สังคมนั้น อยู่ในประเทศนั้น การให้เขาได้รับการศึกษาย่อมจะดีกว่า ดีสำหรับเด็กเหล่านั้น และดีสำหรับสังคมนั้น สำหรับประเทศนั้น มากกว่าที่จะปล่อยให้เขาไม่ได้รับการศึกษา ถ้าจะต้องลงทุนไปบ้างก็เป็นเรื่องคุ้มค่าครับ เด็กจากประเทศเพื่อนบ้าน ประเทศที่พ่อแม่ เข้ามาทำงานในประเทศไทย หรือว่าอาจจะไม่เกี่ยวกันเลยก็ตาม เรามีแรงงานข้ามชาติ อยู่ในประเทศไทยเป็นล้าน ๆ คน ทำไมเราไม่คิดส่งเสริมว่าให้เด็กในประเทศเพื่อนบ้าน มีโอกาสได้รับการศึกษาที่ดี พอมาถึงตรงนี้ก็เป็นประเด็นทางนโยบายว่าเมื่อเด็กเข้ามาแล้ว ต้องได้รับการศึกษา แต่จะให้เด็กจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาในประเทศมากหรือน้อย ตรงนี้ต้องไปพิจารณากันในเชิงนโยบาย แต่ไม่ใช่เอาเจ้าหน้าที่ฝ่ายบังคับใช้กฎหมาย ไปเที่ยวจับ ไปเที่ยวกวาดเด็กส่งกลับประเทศ จับผู้อำนวยการโรงเรียนที่มีเด็กไร้รัฐ ไร้สัญชาติ หรือเด็กที่เข้าเมืองไม่ถูกกฎหมายไปดำเนินคดี อันนี้เป็นเรื่องที่ต้องแก้ไข โดยเร่งด่วน แล้วก็เป็นเรื่องที่ถ้าเราทำตามข้อตกลงระหว่างประเทศได้ดี ระบบกฎหมาย ของประเทศเราได้ดี เราจะแก้ปัญหา เราจะทำให้เด็กในประเทศไทยไม่ว่ามีสัญชาติไทย หรือไม่ ได้รับการศึกษา ได้รับการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนในทุก ๆ ด้าน ซึ่งจะเป็นประโยชน์ ต่อสังคมไทยเอง เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติเอง และที่สำคัญเราจะได้คุยกับนานาประเทศ เขาได้ ไม่อายเขาว่าเราไม่เข้าใจข้อตกลง หลักการสำคัญ ๆ ที่เราไปรับเป็นภาคี หรือไปเป็น สมาชิก ไปรับรองเขา และไปยืนยันกับเขามาแล้วว่าจะต้องปฏิบัติตามนั้น ขอบคุณครับ