วิโรจน์ ลักขณาอดิศร ชี้ประเด็นเด็กไร้หลักฐานทางทะเบียนราว 200,000 คนที่ยังไม่ได้รับรหัส G และตกหล่นจากระบบการศึกษา พร้อมเรียกร้องให้รัฐยุติอคติและปฏิบัติตามมติ ครม. เพื่อค้ำประกันสิทธิการศึกษาสำหรับทุกคน รวมถึงผลักดันการแก้ปัญหาให้คนไทยพลัดถิ่นในจังหวัดระนองที่ได้รับผลกระทบจากประวัติศาสตร์การสูญเสียดินแดนและขาดสถานะทางสัญชาติอย่างเป็นธรรม
ท่านประธานที่เคารพ กระผม วิโรจน์ ลักขณาอดิศร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล พอเราพูดถึงเด็กรหัส G ผมก็ต้องให้ข้อมูลกับท่านประธานเอาไว้อย่างนี้ว่าปัจจุบันเด็กที่ไม่มี หลักฐานทางทะเบียนราษฎรมีอยู่ราว ๆ ประมาณ ๓๐๐,๐๐๐ คน มีเพียง ๑๐๐,๐๐๐ คน เท่านั้นที่ได้รหัส G แล้วก็เข้าสู่ระบบการศึกษา นั่นหมายความว่ามีเด็กอีก ๒๐๐,๐๐๐ คน ที่อยู่ในประเทศไทยและตกหล่นจากระบบการศึกษา ถามว่าเรื่องนี้บางคนบอกว่ามีมายาคติ ในเชิงลบอย่างมากบอกว่าเขาไม่ใช่เด็กไทยจะไปสนใจทำไม แต่ผมเรียนอย่างนี้ครับว่า เด็กทุกคนเวลาผ่านไป ๒๔ ชั่วโมง เขาล้วนแต่โตขึ้น ๑ วัน ผ่านไป ๑ ปีก็โตขึ้น ๑ ปี สักพักเขาก็จะโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว และเราปล่อยให้เด็กเหล่านี้เติบโตโดยที่ไม่ได้รับสวัสดิการ ไม่ได้รับการศึกษาได้อย่างไร ซ้ำร้ายมีการสำรวจโดยกลุ่มสังคมสงเคราะห์ กลุ่มงานวิจัย ต่าง ๆ มากมาย สถาบันอุดมศึกษาต่าง ๆ มากมาย เด็กเหล่านี้เกิดในประเทศไทย เขาไม่เคยรู้ว่าเมืองหลวงของประเทศเพื่อนบ้านที่เป็นบ้านเกิดเมืองนอนของพ่อแม่เขา หน้าตาเป็นอย่างไร แต่เขารู้ครับว่าจังหวัดที่เขาอยู่อาศัย ถนนหนทางอยู่ตรงไหน เขาพูด ภาษาไทย ดูการ์ตูนภาษาไทย อ่านหนังสือไทย มีเพื่อนเป็นคนไทย แล้วถ้าเกิดเขาโตขึ้นมา โดยที่ไม่ได้รับการศึกษาเลย ไม่ได้รับการพัฒนาเลย ไม่ได้รับการบ่มเพาะให้รู้ถึงคุณค่า ของสังคมที่เขาอยู่ แล้วเขาจะโตขึ้นมาเป็นผู้ใหญ่อย่างไร ประเด็นต่อมาผมยืนยันครับว่าการที่เด็กเหล่านี้ไม่ได้รับรหัส G แล้วก็ไม่ได้เข้าสู่กระบวนการ ศึกษา เป็นการกระทำผิดตามมติ ครม. เมื่อวันที่ ๕ กรกฎาคม ๒๕๔๘ ที่วันนั้นเป็นมติ คณะรัฐมนตรีที่ดีมาก ๆ เพื่อขยายโอกาสทางการศึกษาให้เด็กทุกคนที่อาศัยในประเทศไทย รวมทั้งบุคคลที่ไม่มีหลักฐานทางทะเบียนราษฎร หรือไม่มีสัญชาติไทยด้วย เพราะการศึกษา เป็นการศึกษาของทุกคนครับ สหประชาชาติก็บอกว่า Education for all คือการศึกษา มีไว้สำหรับทุกคน และเด็กทุกคนต้องเติบโตขึ้นมาเป็นผู้ใหญ่ แล้วเมื่อไรก็ตามที่ผู้ใหญ่คนนั้น ไม่ได้รับการศึกษาจากรัฐที่เขาอยู่ แล้วเติบโตขึ้นมาเป็นผู้ใหญ่ที่ขาดศักยภาพ ผู้ที่รับผิดชอบ คือรัฐ ไม่ใช่เด็กคนนั้น เอาอย่างนี้ครับ ผมมองหน้าเพื่อนสมาชิกที่สวนกันไปสวนกันมา หรือข้าราชการที่ผมสวนกันไปสวนกันมาที่ทำงานด้วย หลายคนก็มองออกว่ามีบรรพบุรุษ เป็นคนเชื้อสายจีน คนเชื้อสายจีนหลายคนตอนที่เขาอพยพมาพึ่งพระบรมโพธิสมภาร ในประเทศไทย เขาไม่ได้กะว่าเขาจะอยู่ประเทศไทยนาน ถ้าศึกษาจากประวัติศาสตร์ของคนจีน ก็จะรู้ดีว่าถ้าเขาต้องการจะย้ายถิ่นฐาน เขาต้องเอากระถางธูปของบรรพบุรุษเขามาด้วย แต่คนไทยเชื้อสายจีนลองดูครับว่าหลายตระกูล หลายแซ่ ไม่ได้เอากระถางธูปมาด้วย แต่สุดท้ายเพราะ พ.ร.บ. สัญชาติ ปี ๒๕๐๘ มาตรา ๒๓ ถ้าผมจำไม่ผิด ถ้าตกหล่นขออภัย เขาทำให้เด็กที่เกิดในประเทศไทยโดยพ่อแม่เป็นชาวต่างชาติ ที่เกิดในช่วงวันที่ ๑๔ ธันวาคม ๒๕๑๕ ถึง ๒๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๕ ได้รับสัญชาติไทยโดยการเกิด และหลานของคนต่างชาติ หรือเรียกว่า คนต่างด้าว ที่เกิดก่อน ๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๑ ก็ได้รับสัญชาติไทย ปรากฏว่า เราไม่ได้ให้ความสำคัญแบบนี้ หลายคนที่วันนี้กลายเป็นบุคลากรที่มีคุณภาพของประเทศ วันนี้ไม่รู้ว่าจะต้องดำดินอยู่ตรงไหนแล้วครับ ต้องไปเป็นมือเป็นไม้ของ Mafia ข้ามชาติ หรือต้องไปประกอบกิจการอาชญากรรมต่าง ๆ อีกหรือเปล่า ดังนั้นเรื่องนี้จึงเป็นเรื่อง ที่สำคัญมาก ๆ ที่เราต้องให้การศึกษากับเด็กทุกคนที่อยู่ในประเทศนี้ และเลิกอคติเสียทีครับ ว่านี่ไม่ใช่เด็กไทยนะ เราจะไปสนใจทำไม เด็กโตขึ้นทุกวันครับ แล้วถ้าเกิดเรายังมีอคติเชิงลบ แบบนี้ สุดท้ายถ้าเกิดเขาโตขึ้นมาแล้วปรากฏว่าขาดศักยภาพ ในขณะที่ประเทศไทยเรา ต้องการแรงงานที่มีศักยภาพ เกิดปัญหาต่าง ๆ ของการที่เขาตกหล่นจากการศึกษาในวัยเด็ก เราโทษใครไม่ได้นอกจากโทษตัวเอง โทษพวกเราเองในวันนี้ ในเวลาที่เหลือผมขออนุญาต อุทิศเวลาให้กับคนไทยพลัดถิ่น ทำไมผมพูดถึงคนไทยพลัดถิ่นโดยเฉพาะที่จังหวัดระนอง คนเหล่านี้เป็นพี่น้องคนไทยเหมือนกัน แต่ด้วยปัญหาข้อพิพาททางประวัติศาสตร์ ซึ่งผม ขออนุญาตไม่พูดนะครับว่ามันเกิดจากต้นสายปลายเหตุอะไร แต่อะไรก็แล้วแต่เมื่อปี ๒๔๑๑ มีความจำเป็นที่ประเทศไทยจะต้องสูญเสียดินแดนมะริด ทะวาย ตะนาวศรี ให้กับประเทศ อังกฤษ ซึ่งเป็นเจ้าอาณานิคมของประเทศพม่าในขณะนั้น จนกระทั่งต่อมา ปี ๒๔๙๑ พม่าก็ได้รับอิสรภาพคืนจากประเทศอังกฤษ คนไทยแท้ ๆ แต่พอเสียดินแดน ตรวจพิสูจน์ สาแหรกก็เป็นคนไทยแท้ ๆ ญาติอยู่ในฝั่งไทยเป็นคนไทย ส่วนพวกเขาไปอยู่อีกฝั่งหนึ่ง ปรากฏว่าไม่ได้สัญชาติไทย ทุกวันนี้เขาอยู่ที่จังหวัดระนอง ผมเคยไปพบปะพูดคุยกับพวกเขา เป็นคนไทย ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ท่านประธานเชื่อผมไหมครับ รหัส G บางทีก็ไม่ได้ แล้วเขาก็ไป ตรวจ DNA ใช้เงินเป็นหลายหมื่นบาท ต้องทำผังสาแหรก ผังเครือญาติ ไปเสนอกับหน่วยงาน ราชการฝ่ายปกครอง ท่านประธานรู้ไหมครับว่าเขาเจออะไร เขาเจอการเรียกรับผลประโยชน์ เขาเจอเรียกรับส่วย แล้วแต่ละคนรายได้ก็ไม่ใช่ว่ามาก ได้รายได้เป็นรายวันหลักร้อย แต่ต้องมาจ่ายส่วย ๓๐,๐๐๐ บาท ๔๐,๐๐๐ บาทกว่าที่จะได้รับบัตรประชาชน วันนั้นเขาขอดูบัตรประชาชนผม เขาบอกผมว่าเก็บไว้ดี ๆ นะครับคุณวิโรจน์ ผมบอกว่า ทำไมหรือครับ แต่ที่กรุงเทพฯ ตอนนี้ถ้าหายก็อาจจะเสียเวลาไปทำใหม่ เขาบอกกับผม ด้วยสายตาที่เศร้าสร้อย แต่สำหรับคนไทยพลัดถิ่นบัตรใบนี้ทั้ง ๆ ที่ DNA เป็นคนไทยแท้ ๆ แต่เขาต้องเสียเงินถึง ๓๐,๐๐๐ บาท ๔๐,๐๐๐ บาทกว่าจะได้ความเป็นคนไทยกลับคืนมา ดังนั้นผมคิดว่าในเรื่องของเด็กรหัส G ทำไมผมถึงบอกว่าต้องควรที่จะตั้งคณะกรรมาธิการ วิสามัญ เพราะเกี่ยวพันกับหลายกระทรวงมาก ไม่ใช่เฉพาะแค่กระทรวงศึกษาธิการ แต่เกี่ยวพันโยงใยโดยตรงกับกระทรวงมหาดไทย และมีส่วนเกี่ยวข้องกับกระทรวงสาธารณสุขด้วย ผมจึงขอสนับสนุนกำลังแรง กำลังใจ จากเพื่อนสมาชิกทุกคนที่เมื่อสักครู่ทุกท่านก็อภิปรายสนับสนุนให้แก้ปัญหาเรื่องนี้ทุกท่าน สนับสนุนยกมือให้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อแก้ไขปัญหาเรื่องนี้อย่างจริง ๆ จัง ๆ ให้ครบทุกกระทรวง ทบวง กรม ขอบพระคุณครับท่านประธาน